เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 361 ผนึกถูกทำลาย

บทที่ 361 ผนึกถูกทำลาย

บทที่ 361 ผนึกถูกทำลาย


บทที่ 361 ผนึกถูกทำลาย

ตอนแรกพ่อค้าไม่ได้สนใจการกระทำของลู่หยางมากนัก แต่เมื่อเขาสังเกตเห็นตุ๊กตาของลูกสาวเขาก็รีบลุกขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น

“นี่มันของลูกสาวฉัน! คุณไปเจอมันมาจากไหน?”

“ที่ร่างของบันนัม” ลู่หยางตอบ

“คุณจะบอกว่าคุณฆ่าบันนัมไปแล้วงั้นเหรอ?” พ่อค้าถามอย่างตื่นเต้น

“ใช่ครับ”

“ขอบคุณมากสหาย ขอบคุณที่ช่วยแก้แค้นให้ภรรยาและลูกสาวของฉัน” พ่อค้าร้องไห้ด้วยความตื้นตันใจ ก่อนที่เขาจะหยิบขวดยาบางอย่างมาส่งให้กับลู่หยาง

“นี่คือสิ่งเดียวที่ฉันช่วยตอบแทนคุณได้ ฉันต้องขอบคุณคุณจริง ๆ ที่ช่วยแก้แค้นมันแทนฉัน”

น้ำศักดิ์สิทธิ์: สามารถถอดผนึกสูตรบางอย่างได้

ลู่หยางหยิบสูตรที่ถูกปิดผนึกออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะทำการเทน้ำศักดิ์สิทธิ์ขวดนี้ลงไป ทันใดนั้นมันก็มีแสงสีทองสว่างขึ้นมาอย่างฉับพลันพร้อมกับตัวอักษรบนกระดาษที่เริ่มปรากฏขึ้นมา

เอคโคออฟเมจิก

เอฟเฟกต์ ลดความต้านทานเวทมนตร์ของเป้าหมายในพื้นที่ลง 30%

ลู่หยางกำหมัดแน่นขึ้นมาด้วยความดีใจ เพราะถ้าหากรวมน้ำยาชนิดนี้เข้ากับเอฟเฟกต์เจาะทะลุพลังป้องกันเวทมนตร์ที่เขาได้รับมาจากหัวใจแห่งเทพอสูร มันก็ทำให้เขาสามารถไปเก็บเลเวลในแผนที่ระดับสูงได้อย่างง่ายดาย

ทันใดนั้นมันก็มีคนติดต่อเขาเข้ามา ก่อนที่เขาจะพบว่ามันเป็นสายจากเซี่ยหยู่เว่ย

“มีอะไรหรือเปล่า?”

“ตอนนี้เราสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกภายในป้อมปราการวินด์ธันเดอร์หมดแล้วค่ะ หัวหน้าช่วยมาตรวจสอบความเรียบร้อยอีกทีได้ไหมคะ?” เซี่ยหยู่เว่ยกล่าว

“โอเค เดี๋ยวฉันไปดูให้เธอไปรอฉันที่ป้อมคริมสันได้เลย” ลู่หยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

การอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงจะไม่มีอะไรให้ทำแล้ว ลู่หยางจึงหยิบม้วนคัมภีร์เพื่อเทเลพอร์ตไปยังป้อมปราการคริมสันและทันทีที่เขาปรากฏตัวเขาก็เห็นว่าข้าง ๆ มีเซี่ยหยู่เว่ยปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกัน

“นี่ค่ะหัวหน้า” เซี่ยหยู่เว่ยกล่าวพร้อมกับมอบคัมภีร์เทเลพอร์ตไปยังป้อมวินด์ธันเดอร์ให้กับลู่หยาง และถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ม้วนกระดาษชิ้นเล็ก ๆ แต่มันก็เป็นตัวแทนของเกียรติยศที่ผู้ครอบครองป้อมปราการเท่านั้นถึงจะซื้อมันมาใช้การในช่วงเวลานี้ได้

ผู้ที่ไม่เคยครอบครองป้อมปราการย่อมไม่มีวันรู้ว่าการยืนอยู่บนกำแพงป้อมเพื่อมองไปยังเมืองภายใต้การควบคุมของตัวเองเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจมากแค่ไหน และมันก็เห็นได้ชัดเลยว่าเซี่ยหยู่เว่ยได้สัมผัสกับความรู้สึกนั้นด้วยตัวเองแล้ว

“พวกเราไปกันเถอะค่ะ ทุกคนกำลังรอคุณอยู่” เซี่ยหยู่เว่ยกล่าว

“อือ” ลู่หยางกล่าวพร้อมกับพยักหน้ารับ จากนั้นทั้งสองคนก็ใช้ม้วนคัมภีร์เพื่อเทเลพอร์ตไปยังป้อมวินด์ธันเดอร์

ทั้งสองได้ปรากฏตัวบริเวณจุดวาร์ปภายในเขตเมืองชั้นในของป้อมปราการ ซึ่งบริเวณใกล้ ๆ ก็มีเจียงเจ๋อกับฉิงชางกำลังนำทุกคนยืนรอกันอยู่ก่อนแล้ว

“หัวหน้ามาแล้ว” ทุกคนพูดพร้อมกัน

“ทุกคนมากันหมดเลยเหรอ?” ลู่หยางกล่าว

ทุกคนต่างก็พยักหน้ารับ

“หัวหน้า วิธีการที่คุณให้มามันใช้ได้ดีมากเลย ไม่คิดเลยว่าในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วันพวกเราจะครอบครองป้อมปราการได้ถึง 2 แห่ง” ฉิงชางกล่าวอย่างตื่นเต้นเพราะท้ายที่สุดในช่วงเวลานี้ของเกมก็มีเพียงแค่บลัดบราเธอร์ที่ครอบครองป้อมปราการได้ 2 แห่งในเวลาเดียวกัน มันจึงเป็นสิ่งที่พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจมาก

“หัวหน้าช่วยดูหน่อยสิคะว่าฉันจัดการทุกอย่างเป็นยังไงบ้าง?” เซี่ยหยู่เว่ยกล่าว

ลู่หยางเดินสำรวจดูอาคารโดยรอบด้วยตัว อาคารภายในเมืองชั้นในได้ถูกจัดวางเอาไว้ใกล้กับกำแพงเมืองทำให้ไม่มีใครสามารถเข้ามาซ่อนตัวตรงบริเวณหลังอาคารได้

พื้นที่ว่างตรงกลางถูกแบ่งออกเป็น 16 โซนและมีลานกว้างถูกเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งถ้าหากพื้นที่ด้านนอกของป้อมปราการถูกโจมตี ผู้เล่นก็สามารถใช้พื้นที่ในเมืองชั้นในในการต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย

“ออกแบบได้ดีมาก” ลู่หยางกล่าวพร้อมกับพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ไม่เสียแรงที่ฉันใช้เวลาออกแบบทุกอย่างมาตั้ง 3 วัน” เซี่ยหยู่เว่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ดีมาก แต่หลังจากนี้ทุกคนจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพราะสงครามครั้งต่อไปมันใกล้เข้ามาแล้ว” ลู่หยางกล่าว

“มีเรื่องอะไรงั้นเหรอคะ?” เซี่ยหยู่เว่ยถามพร้อมกับมองไปทางลู่หยางด้วยความประหลาดใจ

“ฉันเพิ่งเห็นลิ่วเจียอยู่กับโซลออฟอีเทอนิตี้ที่เมืองซีเอ็มเพอเรอร์ ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดภายในครึ่งเดือนนี้ลิ่วเจียก็คงจะครอบครองดีวายโซลได้สำเร็จ ขณะเดียวกันโซลออฟอีเทอนิตี้ก็มีคำสั่งบุกโจมตีป้อมวินด์ธันเดอร์ที่ได้มาจากแบล็คบลัด ดังนั้นป้อมปราการนี้จะต้องเป็นป้อมปราการแรกหลังจากที่พวกเขาได้รับเงินทุนก้อนใหญ่มาสนับสนุนอย่างแน่นอน” ลู่หยางกล่าว

“หัวหน้าวางใจได้เลยค่ะ ตอนนี้เรามีกองกำลังคอยปกป้องป้อมปราการอยู่ 100,000 คน แล้วถึงแม้โซลออฟอีเทอนิตี้มันจะได้รับเงินทุนสนับสนุนมาอย่างมหาศาล แต่ฉันก็มั่นใจว่าจะปกป้องป้อมแห่งนี้เอาไว้ได้” เซี่ยหยู่เว่ยกล่าวด้วยแววตาอันเย็นชา

“ใครจะปล่อยให้เธอป้องกันป้อมอยู่คนเดียวล่ะ ถ้าเธอถูกโจมตีพวกเราก็ต้องมาช่วยเธออยู่แล้ว สิ่งที่ฉันเตือนคืออย่าปล่อยให้พวกมันแอบโจมตีลับหลังพวกเราได้ ช่วงนี้เธอก็สั่งให้ลูกน้องออกไปเก็บเลเวลแถว ๆ ป้อมปราการ พวกเราจะได้เห็นการเคลื่อนไหวของพวกมันล่วงหน้า หากพวกมันคิดจะแอบซุ่มโจมตี” ลู่หยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เซี่ยหยู่เว่ยพยักหน้ารับ

“อีกอย่างคือเธอจะต้องจัดสรรเวลาคนมาดูแลป้อมปราการให้ดี ๆ โดยเฉพาะตอนกลางคืนจะต้องมีเวรยามคอยปกป้องป้อมปราการไม่น้อยกว่า 600 คน สิ่งที่พอจะดึงดูดใจของพวกเขาได้ก็คือการให้คะแนนกิลด์กับเวรยามคนละ 30 แต้มต่อคืน” ลู่หยางพูดต่อ

คะแนนกิลด์ระดับนี้จัดได้ว่าเป็นคะแนนในระดับที่สูงมาก เพราะขอแค่พวกเขาเข้าเวรเพียงแค่ 1 สัปดาห์ พวกเขาก็สามารถแลกอุปกรณ์ระดับทองเลเวล 30 ไปใช้งานได้ 1 ชิ้นแล้ว

“ขอบคุณค่ะหัวหน้า” เซี่ยหยู่เว่ยกล่าว

“ไม่ต้องมาเกรงใจฉัน พวกเราไปจัดการป้อมชั้นนอกกันเถอะ”

ป้อมปราการวินด์ธันเดอร์แตกต่างจากป้อมปราการคริมสันที่ถูกสร้างอยู่บนภูเขาสูงและมีประตูบานใหญ่อยู่เพียงแค่ประตูเดียว เพราะป้อมวินด์ธันเดอร์ตั้งอยู่บนที่ราบและมีประตูใหญ่เปิดใช้งานได้ถึง 4 ประตู

ลู่หยางได้ทำการปรับแผนผังบริเวณด้านหลังประตูทั้ง 4 ทิศให้กลายเป็นรูปตัว U นอกจากนี้เขายังสร้างหอธนูทั้งหมดอีก 60 หอ ซึ่งมันก็ใช้เงินไปทั้งสิ้นประมาณ 20,000 เหรียญทอง

“หัวหน้าพอแล้วค่ะ นี่มันมากเกินไปแล้ว” เซี่ยหยู่เว่ยพูดอย่างอ่อนใจหลังจากได้เห็นลู่หยางใช้เงินไปอย่างมหาศาล

ระหว่างนั้นลู่หยางก็ได้สร้างหอธนูเพิ่มอีก 30 หอกระจายไปยังประตูทั้ง 4 ทิศ ก่อนที่เขาจะพูดขึ้นมาว่า

“แค่นี้น่าจะพอแล้ว ต่อไปหากใครต้องการจะเข้ามาโจมตีป้อมของเธอ พวกเขาก็คงจะถูกธนูยิงจนตัวพรุน”

เซี่ยหยู่เว่ยมองลู่หยางด้วยความซาบซึ้ง

“ตอนนี้ผมชักอยากจะเห็นตอนที่โซลออฟอีเทอนิตี้มันบุกเข้ามาซะแล้วสิ หลังจากได้เห็นการป้องกันที่หัวหน้าได้ออกแบบมาไว้ พวกมันก็คงจะปวดหัวจนไปไหนไม่รอดแล้ว” บิทเทอร์เลิฟกล่าว

ทุกคนต่างก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยและพวกเขาก็ไม่เคยคิดถึงวิธีการปรับแผนผังป้อมปราการในลักษณะนี้มาก่อน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็ยังไม่คิดว่าลู่หยางจะยอมทุ่มเงินทุนกับป้อมปราการมากขนาดนี้

“จำเอาไว้ว่าสงครามที่กำลังจะมาถึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะจัดการได้ง่าย ๆ ลิ่วเจียสามารถลงทุนเงินหลายร้อยล้านได้สบาย ๆ และมันก็ซื้อกิลด์ใหญ่ ๆ ในเผ่าสัตว์อสูรและเผ่าเอลฟ์ไปได้หลายกิลด์แล้ว เท่าที่ดูเป้าหมายของมันคือการยึดครองทุกอย่างทั่วทั้งเซิฟเวอร์จีนอย่างแน่นอน เมื่อไหร่ก็ตามที่มันกำหนดเป้าหมายมาที่เราในเวลานั้นเราก็ต้องเตรียมตัวรับศึกหนักจากทุก ๆ ด้าน” ลู่หยางกล่าว

“เกมนี้ไม่ใช่ของมันคนเดียวสักหน่อย ทำไมมันต้องทำอะไรเอาแต่ใจแบบนั้นด้วย” ไป๋เหลิงกล่าวอย่างไม่พอใจ

“ใช่ ถ้ามันกล้าก็ให้มันบุกเข้ามาเลย พวกเราจะสั่งสอนให้มันได้รู้จักความพ่ายแพ้เอง” ซุนหยูกล่าว

“ตอนนี้พวกเราก็ไม่ได้อ่อนแอเหมือนเดิมแล้วนะ หลังจากชัยชนะในสงครามครั้งก่อนมันก็ทำให้สมาชิกกิลด์ของเราทะลุ 260,000 คนแล้วและทุกคนต่างก็มีเลเวล 25 ขึ้นไปถือได้ว่าพวกเราได้กลายเป็นกิลด์อันดับ 1 ของเมืองเซนต์กอลล์อย่างเป็นทางการ” ถูเฟิงกล่าว

ข่าวเรื่องที่บลัดบราเธอร์ครอบครองป้อมปราการ 2 แห่งแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองเซนต์กอลล์ มันจึงทำให้กิลด์ของพวกเขาดึงดูดผู้เล่นระดับสูงได้เป็นจำนวนมาก และจำนวนตัวเลขของกิลด์ก็คงจะทะลุ 300,000 คนในระยะเวลาอันสั้น

อย่างไรก็ตามการรับสมาชิกเข้ามามากขึ้นก็จะทำให้องค์ประกอบของสมาชิกภายในกิลด์มีความซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมเช่นเดียวกัน แน่นอนว่ามันอาจจะมีสายลับของที่อื่น ๆ หรือสายลับของศัตรูแฝงเข้ามาในคราบของสมาชิกใหม่เหล่านี้ด้วย

ด้วยเหตุนี้ลู่หยางจึงจำเป็นจะต้องสร้างกลุ่มคนที่จงรักภักดีต่อเขาอย่างแท้จริง และคนกลุ่มนี้จะต้องไม่มีทางทิ้งเข้าไปไหนแม้ว่าพวกเขาจะต้องตกอยู่ในความกดดันแค่ไหนก็ตาม

“เอาล่ะ ช่วงนี้ทุกคนพาลูกน้องแยกย้ายกันไปเก็บเลเวลก่อน ฉันยังมีธุระที่ต้องกลับไปจัดการ” ลู่หยางกล่าว

ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าลู่หยางคงจะไปหาฆ่าบอสที่ไหนสักที่แน่ ๆ พวกเขาจึงต่างพยักหน้ารับกันอย่างเข้าใจ

“หัวหน้าไว้ใจได้เลยครับ ถ้าหากกิลด์มีปัญหาอะไรพวกเราจะรีบรายงานคุณในทันที” ฉิงชางกล่าว

ลู่หยางพยักหน้าก่อนที่เขาจะหยิบม้วนคัมภีร์ขึ้นมาเพื่อเทเลพอร์ตไปยังเมืองเซนต์กอลล์

บริเวณลานกว้างกลางเมืองเซนต์กอลล์มีผู้เล่นเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ และผู้เล่นส่วนใหญ่ที่ยืนอยู่ในบริเวณนี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้เล่นใหม่ที่เพิ่งเข้าเกมได้ไม่นาน

ชายหนุ่มเดินตามถนนใหญ่ไปจนถึงร้านค้าประมูล จากนั้นเขาก็ได้ทำการค้นหาสมุนไพรจำนวน 12 ชนิด

สมุนไพรเหล่านี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบสำหรับการสร้างน้ำยาเอคโคออฟเมจิก และถึงแม้ว่าพวกมันจะเป็นวัตถุดิบระดับสูง แต่ในช่วงนี้พวกมันก็ยังไม่มีความต้องการของตลาด มันจึงมีสินค้าค้างอยู่ในร้านค้าประมูลเป็นจำนวนมาก

ชายหนุ่มทำการกว้านซื้อทุกอย่างมาจนหมด จากนั้นเขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังสมาคมนักปรุงยาแล้วนำสมุนไพรทุกอย่างออกมาทำการทดลอง

แม้จะเป็นในชาติก่อนเขาก็ไม่เคยได้ปรุงน้ำยาเอคโคออฟเมจิกเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะราคาของสูตรน้ำยาชนิดนี้เคยพุ่งขึ้นไปสูงถึง 5,000 เหรียญทอง แต่ถึงแม้ว่ามันจะมีคนตั้งรับแต่มันก็ไม่มีใครคิดจะเอาสูตรน้ำยามาขาย

อย่างไรก็ตามหลักการปรุงยาทุกชนิดก็มีความคล้ายคลึงกัน ดังนั้นตราบใดก็ตามที่เขาสามารถควบคุมตัวแปรทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องหาวิธีปรุงน้ำยาขึ้นมาได้

หลังจากลองผิดลองถูกอยู่ประมาณ 20 นาที เขาก็ปรุงน้ำยาเอคโคออฟเมจิกขวดแรกได้สำเร็จ จากนั้นเขาก็เริ่มทดลองใช้หม้อขนาดใหญ่ ซึ่งหลังจากเวลาผ่านพ้นไป 2 ชั่วโมง ลู่หยางก็ปรุงยาได้ทั้งสิ้น 100 ชุดโดยที่น้ำยา 1 ชุดจะถูกแบ่งออกเป็นน้ำยา 30 ขวด

“สาวน้อยทำอะไรอยู่?” ลู่หยางติดต่อไปหาฮั่นอิ่ง

“หนูกำลังหาเอมเมอรัลด์คริสตัลกับพวกฮั่นเฟยอยู่ค่ะ” ฮั่นอิ่งตอบ

“บอกให้ทุกคนมาที่ป้อมคริมสัน เดี๋ยวพี่จะพาพวกเธอไปที่ใหม่” ลู่หยางกล่าว

“ได้ค่ะ” ฮั่นอิ่งตอบ ก่อนที่เธอจะนำทุกคนเทเลพอร์ตไปยังป้อมปราการคริมสัน

“พี่จะพาพวกเราไปเก็บเลเวลใช่ไหมครับ?” ฮั่นเฟยถาม

“ใช่ ฉันจะพาพวกนายไปเก็บเลเวล แต่ที่นั่นอยู่ไกลมากพวกเราต้องใช้เวลาเดินทางกันประมาณ 1 วัน” ลู่หยางกล่าว

“ไม่เป็นไรค่ะ แค่พวกเราได้เก็บเลเวลด้วยกันแค่นั้นก็ดีแล้ว” ฮั่นอิ่งกล่าว

ลู่หยางรู้สึกอบอุ่นอยู่ภายในใจ ก่อนที่เขาจะพาสามพี่น้องตระกูลฮั่น, เสี่ยวเหลียงและมู่หยูมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของป้อมปราการคริมสัน

1 วันครึ่งต่อมา ลู่หยางก็พาทุกคนมาจนถึงแผนที่สปิริตอะคาเดมี่ได้สำเร็จ

แผนที่แห่งนี้เคยเป็นอารยธรรมที่รุ่งเรืองที่สุดของมนุษย์และเป็นสถานที่ที่เคยรวบรวมนักเวทผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของเผ่ามนุษย์เอาไว้อีกด้วย

ขณะเดียวกันเพื่อที่เหล่านักเวทจะเข้าถึงพลังที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น พวกเขาจึงเริ่มทำการศึกษาเวทมนตร์จากเผ่าพันธุ์ที่เคยอาศัยอยู่บนดาวดวงนี้ในยุคโบราณเมื่อก่อน ซึ่งสัตว์เหล่านั้นก็ได้แก่แมงมุมยักษ์, ตั๊กแตนยักษ์และไดโนเสาร์

ในการทดลองครั้งหนึ่งพวกเขาได้พยายามชุบชีวิตราชาแมลงคานูโดะขึ้นมา โดยแมลงตัวนี้มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีความสูงถึง 10 เมตร

อย่างไรก็ตามหลังจากคานูโดะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้สำเร็จ มันก็ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของเหล่านักปราชญ์ มันจึงอาศัยจังหวะตอนไม่มีใครเห็นในการพ่นไข่ที่บรรจุวิญญาณของมันเอาไว้ออกจากปาก

หลังจากนั้นคานูโดะก็บุกเข้าไปภายในห้องกักเก็บพลังงานและทำการดูดซับพลังงานเวทมนตร์ที่ถูกเก็บสะสมเอาไว้เพียงคนเดียว พลังงานนี้มากเพียงพอที่จะทำให้เหล่าจอมเวทย์ปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาได้เป็นเวลาถึง 3 ปี มันจึงเป็นพลังงานมากพอที่คานูโดะจะสร้างมอนสเตอร์ขึ้นมาเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนเพื่อทำการสังหารมนุษย์ส่วนใหญ่ภายในสปิริตอะคาเดมี่หลงเหลือเอาไว้เพียงแค่มนุษย์ที่รู้จักวิธีการฟื้นคืนชีพเท่านั้น

เมื่อมนุษย์รู้เรื่องนี้พวกเขาก็ทำการยกทัพมาโจมตี แต่น่าเสียดายที่คานูโดะได้ฟื้นคืนชีพแมลงโบราณขึ้นมาเป็นจำนวนมาก มันจึงทำให้กองทัพมนุษย์พ่ายแพ้อย่างยับเยินแล้วพวกเขาก็ตัดสินใจละทิ้งที่แห่งนี้ไปในที่สุด

นับตั้งแต่นั้นมาสปิริตอะคาเดมี่ก็ได้กลายเป็นสวรรค์ของเหล่าแมลง

จบบทที่ บทที่ 361 ผนึกถูกทำลาย

คัดลอกลิงก์แล้ว