เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 189 เจียงเจ๋อ

บทที่ 189 เจียงเจ๋อ

บทที่ 189 เจียงเจ๋อ


บทที่ 189 เจียงเจ๋อ

“ลู่หยางจะตั้งกิลด์งั้นเหรอ?”

“ในที่สุดก็ถึงเวลาแก้แค้นให้กลุ่มผู้เล่นอิสระแล้ว ถึงจะต้องเลิกเล่นเกมนี้แต่ฉันก็จะตามลู่หยางไปสู้กับพวกบลัดเติสตี้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง”

“เราไปเข้าร่วมกิลด์ของลู่หยางกันเถอะ!”

ผู้เล่นเป็นจำนวนนับไม่ถ้วนแสดงความคิดเห็นใต้คลิปวิดีโอ โดยส่วนใหญ่พวกเขาก็คือกลุ่มผู้เล่นอิสระ หรือไม่ก็เป็นผู้เล่นธรรมดาที่ถูกกิลด์อย่างบลัดเติสตี้รังแกมาเป็นเวลานาน

บ้านร้างทางใต้ของเมืองเซนต์กอลล์

ปัจจุบันลู่หยางกำลังหารือเรื่องรายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งกิลด์อยู่กับหุ้นส่วนทุกคน

“หัวหน้า ตอนนี้มีผู้เล่นแสดงความคิดเห็นในฟอรั่มมากกว่า 200,000 คนแล้วครับ พรุ่งนี้มันจะมีคนมาสมัครเข้าร่วมเกมของเราถึง 200,000 คนเลยเหรอ?” ซุนหยูถาม

“เยอะขนาดนั้นเชียว?” ฉิงชางอุทานอย่างประหลาดใจ

“ไม่ต้องแปลกใจไปหรอก ตอนที่ผู้เล่นอิสระรวมกลุ่มกันตอนนั้นพวกเขาก็มีจำนวนอยู่มากกว่า 1 ล้านคน การที่มันมีคนสนใจสมัครเข้าร่วมกิลด์ของเรา 200,000 คนมันก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ” บิทเทอร์เลิฟกล่าว

“ถ้ามีคนเยอะขนาดนั้นจริง ๆ แล้วพวกเราจะจัดการกับพวกเขายังไง?” ไป๋เหลิงพูดอย่างสับสน

“เราไม่ได้จะรับทุกคนที่มาสมัครสักหน่อย การรับสมาชิกครั้งแรกฉันขอกำหนดมาตรฐานเอาไว้ที่เลเวล 8 ขึ้นไปเท่านั้น” ลู่หยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“การตั้งเงื่อนไขแบบนี้จะช่วยลดจำนวนของผู้เล่นที่จะมาสมัครจากเดิมเยอะมาก คาดว่ามันน่าจะมีผู้มีสิทธิ์สมัครเข้าร่วมกิลด์ของเราเพียงแค่ประมาณ 50,000 คนเท่านั้น” เซี่ยหยู่เว่ยกล่าว

“ไม่ว่าจะมีคนมาสมัครเท่าไหร่ ไป๋ฉือ, ฉิงชาง, เซี่ยหยู่เว่ยและบิทเทอร์เลิฟจะเป็นหัวหน้าทีมกลุ่มแรก” ลู่หยางกล่าว

“ครับ/ค่ะ” ทุกคนตอบรับอย่างตื่นเต้น

“ฉันเพิ่งเคยมีโอกาสนำทีมใหญ่ขนาดนี้เป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าจะจัดการกับลูกน้องได้ไหม ใครพอจะมีวิธีดี ๆ แนะนำบ้าง?” ไป๋ฉือกล่าว

เมื่อพูดถึงวิธีการนำทีมแบบเป็นรูปธรรม ทุกคนต่างก็นิ่งเงียบกันไปหมด เพราะไม่มีใครที่นี่เคยมีประสบการณ์นำทีมคนจำนวนเยอะขนาดนั้นมาก่อน

“คน 100,000 คนก็มีความคิด 100,000 แบบ การพยายามรวมพวกเขาให้มีความคิดเป็นหนึ่งเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ และสิ่งที่ยากที่สุดคือการทำให้พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งพวกเราในช่วงเวลาสำคัญ” เซี่ยหยู่เว่ยกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

“เหตุผลที่การบริหารกิลด์ของเราในก่อนหน้านี้ล้มเหลว ส่วนหนึ่งก็มาจากตรงนี้ด้วยเหมือนกัน หัวหน้ากิลด์ลู่หยางต้องระวังจุดนี้เอาไว้ให้ดีนะครับ” จางจื่อโป๋กล่าว

“เรื่องพวกนั้นฉันคิดเอาไว้หมดแล้ว ตอนตั้งกิลด์ฉันจะเปิดคลังกิลด์ขึ้นมาก่อน ในการต่อสู้กับพวกแบล็คบลัดในครั้งที่ผ่านมาทำให้เราได้อุปกรณ์เลเวล 8 มาเยอะมากเลย ฉันจะใช้ระบบคะแนนการมีส่วนร่วมของกิลด์เพื่อให้สมาชิกใช้คะแนนในการซื้ออุปกรณ์ ส่วนวิธีการเพิ่มคะแนนก็คือการมีส่วนร่วมกับกิลด์ในเรื่องต่าง ๆ”

“ส่วนเรื่องการเก็บเลเวลฉันก็มีพื้นที่ดี ๆ ที่เหมาะสมให้กับพวกเขาอยู่ 2-3 ที่ หลังจากสมาชิกสะสมคะแนนได้ถึงระดับหนึ่งแล้วเดี๋ยวฉันจะพาคนพวกนั้นเข้าไปเก็บเลเวลเพื่อเพิ่มเลเวลอย่างรวดเร็วเอง”

นี่คือวิธีจัดการบริหารกิลด์ที่เป็นที่ยอมรับในชาติก่อน และเนื่องมาจากลู่หยางเคยตั้งกิลด์มาก่อน เขาจึงเข้าใจปัญหาเรื่องพวกนี้อย่างลึกซึ้ง

กลางคืน

ลู่หยางอธิบายรายละเอียดในด้านต่าง ๆ หลังจากการตั้งกิลด์พร้อมถึงวิธีการจัดการบริหารแบบเป็นรูปธรรมให้กับทุกคนฟังโดยละเอียด

ข้อมูลเหล่านี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นประสบการณ์ที่เขาได้รับข้อสรุปมาจากความรู้ในชาติก่อน ขณะเดียวกันพวกฉิงชางก็เป็นผู้เล่นชั้นยอดที่ดื้อรั้น ทำให้โดยปกติพวกเขาจะไม่ค่อยรับฟังคำแนะนำจากคนอื่น

อย่างไรก็ตามทุกสิ่งที่ลู่หยางพูดออกมาต่างก็ล้วนแล้วแต่สมเหตุสมผล จนทำให้พวกเขาหาข้อโต้แย้งไม่ได้เลย เรื่องนี้จึงยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกชื่นชมลู่หยางมากขึ้นไปอีก

ในที่สุดทุกคนก็แยกย้ายกันออกไปพักผ่อน เมื่อลู่หยางถอดหมวกเกมออกเขาก็ได้พบว่าสามพี่น้องตระกูลฮั่น, พี่น้องตระกูลมุู่และเสี่ยวเหลียงกำลังนั่งมองเขาอยู่ใกล้ ๆ

“มีอะไรงั้นเหรอ?” ลู่หยางถามด้วยรอยยิ้ม

“พี่โคตรเท่เลย! พี่คนเดียวเอาชนะพวกบลัดเติสตี้ได้ตั้ง 700 กว่าคนแถมยังฆ่าบลัดไทแรนท์กับแบล็คบลัดได้อีก” มู่ยี่กล่าว

“ลูกพี่ พรุ่งนี้จะให้พวกเราไปช่วยเรื่องตั้งกิลด์ไหมครับ?” เสี่ยวเหลียงถาม โดยมีหลู่จ้าวหยู่และเฉินเฟิงพยักหน้าอยู่ใกล้ ๆ ด้วยความกระตือรือร้น

ลู่หยางส่ายหัวไปมาแล้วพูดว่า

“ไม่ต้อง จำเอาไว้ว่าพวกนายห้ามเปิดเผยตัวตนให้ใครรู้อย่างเด็ดขาด ทุกคนคือกองกำลังลับของฉันและตอนนี้มันก็ยังไม่ถึงเวลาที่พวกนายจะต้องปรากฏตัว”

นี่คือแผนการที่ลู่หยางคิดเอาไว้ตั้งแต่ได้กลับมาเกิดใหม่ โดยเขาตั้งใจจะใช้ผู้เล่นฝีมือดีภายในเกมเป็นคนนำกิลด์เข้าสู่สงคราม ระหว่างนั้นเขาจะใช้พี่น้องที่เติบโตมาด้วยกันเป็นกองกำลังลับ โดยแบ่งกองกำลังส่วนหนึ่งเอาไว้หาเงินและแบ่งกองกำลังอีกส่วนเอาไว้ในที่ลับเพื่อเก็บเลเวลอย่างสงบ

ความเป็นจริงมันยังมีอีกหนึ่งกองกำลังที่อยู่ในแผนการคือเหล่าบรรดาเพื่อนร่วมชั้นของลู่หยางที่จะคอยมาเป็นคนบริหารจัดการเรื่องราวภายในกิลด์

ระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกันอยู่นั้น โทรศัพท์ของลู่หยางก็ส่งเสียงดัง เมื่อชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเขาก็อดที่จะเผยรอยยิ้มขึ้นมาไม่ได้

“กี่โมงกี่ยามแล้ว ทำไมถึงโทรมาดึกขนาดนี้?” ลู่หยางเปิดฉากตำหนิทันทีที่รับสายทำให้ทุกคนมองมาที่เขาด้วยสายตาแปลก ๆ

“ขอโทษที ฉันมัวแต่เล่นเกมเพลินไปหน่อย” เสียงปลายสายตอบรับกลับมาอย่างยียวนกวนประสาท

อย่างไรก็ตามเสียง ๆ นี้กลับทำให้ชายหนุ่มอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะคนที่โทรมาไม่ใช่ใครอื่นใดได้เลยนอกเสียจากเพื่อนสนิทของเขาที่มีชื่อว่าเจียงเจ๋อนั่นเอง

เจียงเจ๋อเป็นคนที่แปลกมาก เพราะตลอด 3 ปีที่เขาได้อยู่ในหอพักของโรงเรียน เขาก็มีเสื้อผ้าอยู่เพียงแค่ไม่กี่ชุด เจียงเจ๋อจึงคอยซักผ้าอยู่เป็นประจำและถึงแม้เสื้อผ้าพวกนั้นจะสีซีดลงไปแล้วแต่เขาก็ไม่ยอมซื้อใหม่

เรื่องอาหารเขาก็เป็นคนกินง่าย ๆ โดยเฉพาะอาหารชิ้นไหนถูกเขาก็จะกินอันนั้น ทำให้โดยทั่วไปแล้วเขามักจะกินขนมปังหรือไม่ก็เป็นโจ๊กกับผักดอง

ในปี 2040 ราคาของสินค้าพุ่งสูงขึ้นมามากกว่าเดิมมาก แต่เจียงเจ๋อก็ใช้เงินเพียงแค่วันละ 5 เครดิต ซึ่งถือว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยากมากเลยทีเดียว

ย้อนกลับไปในตอนนั้นเพื่อนร่วมชั้นทุกคนต่างก็ดูถูกเจียงเจ๋อและมักที่จะหลีกเลี่ยงไม่คบหากับชายคนนี้ ส่วนเจียงเจ๋อก็เป็นคนชอบเก็บตัว มันจึงยิ่งทำให้เขามีเพื่อนน้อยลงไปอีก

ขณะเดียวกันพ่อแม่ของลู่หยางก็มักจะต้องออกไปทำงานนอกบ้านอยู่เป็นประจำ และมันก็มีช่วงหนึ่งที่ลู่หยางต้องไปพักในโรงเรียนและเขาก็ได้มีโอกาสอยู่ห้องเดียวกันกับเจียงเจ๋อพอดี

แม้ครอบครัวของลู่หยางจะไม่ได้ร่ำรวย แต่เขาก็ยังพอมีเงินซื้อเนื้อสัตว์กินได้สบาย ๆ ดังนั้นทุกครั้งที่ไปโรงอาหารด้วยกันลู่หยางจึงมักจะแบ่งเนื้อครึ่งหนึ่งให้เจียงเจ๋อกินอยู่เสมอ

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนกล้ารังแกเจียงเจ๋อ ลู่หยางก็มักจะพาพี่น้องไปช่วยเหลือเพื่อนสนิทอยู่เป็นประจำ และเหตุการณ์มันก็เป็นแบบนี้มาตลอด 3 ปีที่เขาได้อยู่มัธยมปลาย

ตลอด 3 ปีลู่หยางคิดมาตลอดว่าเจียงเจ๋อเป็นสหายที่ยากจน แต่ตอนที่ใกล้จะเรียนจบเจียงเจ๋อก็เลือกที่จะบอกความจริงกับลู่หยาง

ความจริงแล้วเจียงเจ๋อเป็นทายาทของบริษัทส่งออกที่มีทรัพย์สินในครอบครัวเกือบร้อยล้าน แต่เป็นเพราะว่าเขาเคยถูกลักพาตัวตั้งแต่เด็ก มันจึงเกิดบาดแผลขึ้นมาในจิตใจและทำให้เด็กหนุ่มเลือกใช้ชีวิตอย่างประหยัดแบบนี้

ด้วยความกตัญญูที่ลู่หยางคอยช่วยเหลือมาตลอดสามปี เมื่อลู่หยางก่อตั้งกิลด์ในชาติก่อนเจียงเจ๋อเลยให้เงินลู่หยางยืมหลายล้านโดยไม่มีเงื่อนไข

ต่อมาเมื่อลู่หยางประสบปัญหา เจียงเจ๋อก็ไม่คิดที่จะทวงเงินคืนเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังช่วยให้ลู่หยางกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้งหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่เมื่อชายที่เคยลักพาตัวเจียงเจ๋อพ้นโทษออกมาจากคุก เขาก็หาทางลักพาตัวเจียงเจ๋ออีกครั้งจนเป็นผลทำให้เจียงเจ๋อได้รับบาดเจ็บจนเสียชีวิต

“ดีจริง ๆ ที่นายยังไม่ตาย” ลู่หยางคิดในใจพร้อมกับหยดน้ำตาที่เอ่อล้น และเนื่องมาจากเพื่อนรักของเขาได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ในชาตินี้เขาก็จะไม่ยอมให้พี่น้องคนไหนถูกฆ่าตายอย่างเด็ดขาด

ลู่หยางนี่มีคนดี ๆ อยู่รอบตัวเยอะมากเลยเน๊าะ โชคดีจริง ๆ

จบบทที่ บทที่ 189 เจียงเจ๋อ

คัดลอกลิงก์แล้ว