เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 159 ภูติไฟ

บทที่ 159 ภูติไฟ

บทที่ 159 ภูติไฟ


บทที่ 159 ภูติไฟ

ทางผู้ให้บริการออกมาให้คำอธิบายว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่บัคแต่เป็นการออกแบบของพวกเขา ผู้เล่นจึงหันมาใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่ถึงกระนั้นการเผชิญหน้ากับพิกก์ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อยู่ดี

ประการแรกบอสจะปล่อยสกายเดรสทรอยิงไฟร์ ซึ่งเป็นสกิลที่น่ารำคาญมากสำหรับผู้เล่น โดยมันเป็นสกิลที่จะปล่อยไฟลงพื้นและมีรัศมีการโจมตีอยู่ที่ 5 เมตร

โดยปกตินี่คือสกิลที่หลบได้ง่าย แต่เมื่อผู้เล่นกระโดดขึ้นไปบนฝ่ามือของรูปปั้น พวกเขาก็จะไม่เหลือพื้นที่ให้ทำการหลบหนีอีกต่อไป การหลบจึงจำเป็นจะต้องกระโดดไปยังมืออีกฝั่งหนึ่งของรูปปั้นเท่านั้น แต่สัญญาณการใช้สกายเดรสทรอยิงไฟร์ก็สังเกตเห็นได้ยากมาก หากผู้เล่นไม่ระวังตัวให้ดีมันก็มีสิทธิ์ที่พวกเขาจะถูกทำลายทั้งทีม

อีกประการหนึ่งคือทั่วทั้งโลกมีผู้เล่นที่สามารถท้าทายภารกิจระดับ SSS ของราชาตัวตลกได้ไม่ถึง 10,000 คน คนที่สามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ได้มันจึงเหลือเพียงแค่หยิบมือเดียว

บังเอิญว่าลู่หยางคือหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถใช้ประโยชน์จากรูปปั้นเทพเจ้าได้เป็นอย่างดี แล้วด้วยทักษะการสังเกตอันเฉียบคมและทักษะทางร่างกายอันเหนือชั้น มันจึงทำให้เขาสามารถหลบการโจมตีของบอสได้อย่างง่ายดาย

ชายหนุ่มเดินเข้าไปในระยะ 30 เมตร ก่อนที่เขาจะท่องคาถาและปล่อยสกิลคอมบัสชันเข้าใส่หัวของพิกก์

-402

สัญลักษณ์รูปเปลวไฟปรากฏขึ้นในทันที ขณะที่บอสหันกลับมาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธ จากนั้นมันก็ส่งเสียงคำรามพร้อมกับยกค้อนสีทองพุ่งเข้าหาลู่หยาง

พิกก์เคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วราวกับเงา แต่ในขณะที่การชาร์จของบอสกำลังปะทะเข้ากับลู่หยางนั่นเอง ร่างของนักเวทหนุ่มก็กลายเป็นแสงสีขาวก่อนจะไปปรากฏตัวอีกฟากและหลบการโจมตีได้อย่างสวยงาม จากนั้นปลายเท้าของลู่หยางก็ลุกท่วมไปด้วยเปลวไฟพร้อมกับร่างของนักเวทหนุ่มที่วิ่งไปยังรูปปั้นที่อยู่ด้านหน้า

พิกก์หันกลับมาและพยายามพุ่งเข้าใส่ลู่หยางอีกครั้ง แต่ในตอนนี้ศัตรูของมันวิ่งออกนอกระยะการใช้สกิลไปแล้ว

บอสตัวยักษ์รีบวิ่งไล่ตามลู่หยางในทันที และถึงแม้ว่ามันจะเป็นเผ่าหมูป่าที่มีร่างกายอันใหญ่โต แต่ในฐานะของบอสมันก็ยังมีความเร็วในการเคลื่อนที่มากกว่าผู้เล่น 50%

ขณะเดียวกันเมื่อลู่หยางเปิดใช้งานสกิลสคอร์ชิ่งสปีด มันก็ทำให้ความเร็วของเขากับพิกก์อยู่ในระดับเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ทำให้บอสไม่สามารถใช้สกิลพุ่งเข้าหาเขาได้ และถึงแม้ระยะห่างนี้มันจะห่างจากระยะการใช้สกิลเพียงแค่ 1 เมตร แต่มันก็สามารถตัดสินชีวิตและความตายได้เลย

3 วินาทีต่อมา

ลู่หยางวิ่งไปยังฐานของรูปปั้นก่อนที่เขาจะโยนมีดเอสเคพเดจเจอร์ภายในมือขึ้นไปด้านบนอย่างแรง ตัวมีดจึงหมุนควงจนกลายเป็นวงแหวนสีฟ้าอันสวยงาม

เมื่อพิกก์ร่นระยะเข้ามาถึง 30 เมตร มันก็ยกค้อนภายในมือพร้อมกับใช้สกิลอินเตอร์เซปพุ่งใส่ลู่หยาง

เงาดำขนาดใหญ่พุ่งเข้าหานักเวทหนุ่มอย่างรวดเร็ว แต่ในเสี้ยววินาทีที่ค้อนกำลังจะฟาดลงมาร่างของลู่หยางก็กลายเป็นแสงสีฟ้าก่อนที่เขากระโดดขึ้นไปบนมือขวาของรูปปั้นได้สำเร็จ

เมื่อพิกก์พลาดการโจมตีมันก็ยืนอยู่บริเวณฐานรูปปั้นอย่างกระวนกระวาย โดยในตอนนี้มันเงยหน้าขึ้นไปมองศัตรูแต่ก็กำลังเดินไปเดินมาเพราะไม่กล้าที่จะพุ่งเข้ามาโจมตี

ลู่หยางเริ่มทำการท่องคาถา ก่อนที่จะทำการปล่อยคอมบัสชันเข้าใส่บอสอีกสี่ครั้ง

ไฟร์วอลล์!

กำแพงไฟลุกขึ้นบริเวณฐานของรูปปั้น ซึ่งในเวลาเพียงแค่ไม่นานพื้นที่บริเวณนั้นก็กลายเป็นทะเลเพลิง

พิกก์ยังคงเดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวายใจและภายใต้ผลของสกิลคอมบัสชัน ทุกครั้งที่มันเดินผ่านกำแพงไฟมันก็จะสูญเสียพลังชีวิตไปถึง 700 หน่วย

ระหว่างนั้นลู่หยางก็ยกไม้เท้าภายในมือ ก่อนที่จะปล่อยเบลซซิงเบิร์สเข้าใส่หัวของบอสหลังจากร่ายเวทได้ 0.5 วินาที

-1,222

พิกก์มีพลังชีวิตประมาณ 1,500,000 หน่วย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วทุกคนก็คงจะคิดว่าผู้เล่นเลเวล 13 ไม่มีทางเผชิญหน้ากับบอสตัวนี้ได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเมื่อลู่หยางมีหัวใจแห่งเทพอสูร, ดีวายไฟร์สตาฟ, คอมบัสชัน, อเวค, ไฟร์วอลล์และสกิลอื่น ๆ มันยังทำให้เขาสามารถเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

ลู่หยางยกระดับสมาธิของตัวเองจนถึงขีดสุดพร้อมทำการปล่อยลูกไฟขนาดใหญ่เข้าใส่ศีรษะของพิกก์อย่างต่อเนื่อง

ร่างกายของบอสมีขนาดใหญ่โตมาก หัวของมันจึงมีขนาดใหญ่โตตามไปด้วย แม้ความเร็วในการเคลื่อนที่ของพิกก์จะเป็น 1.5 เท่าของผู้เล่น แต่ลู่หยางก็แทบที่จะไม่ต้องเล็งในระหว่างการโจมตีเลย

แม้จะต้องเผชิญหน้าจากการโจมตีของศัตรูซ้ำ ๆ แต่พิกก์ก็ยังไม่กล้าที่จะใช้ค้อนทำการโจมตีเพราะรูปปั้นตรงหน้านี้คือเทพที่มันให้ความเคารพ

1 นาทีต่อมาพลังชีวิตของพิกก์ก็หายไปประมาณ 150,000 หน่วย

โฮก!

จู่ ๆ พิกก์ก็หยุดยืนนิ่งอยู่กับที่พร้อมกับเงยหน้าส่งเสียงร้องคำรามขึ้นสู่ท้องฟ้า และในวินาทีต่อมาค้อนสีทองภายในมือของมันก็ลุกกลายเป็นไฟ

แววตาของลู่หยางเบิกกว้างโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่เขาจะกระโดดไปยังมือซ้ายของรูปปั้น ขณะลอยตัวอยู่กลางอากาศร่างของนักเวทหนุ่มก็กลายเป็นแสงสีขาวไปปรากฏตัวตรงบริเวณหน้าอกของรูปปั้น ซึ่งในระหว่างนั้นเปลวไฟสีแดงสดก็พุ่งลงมาจากท้องฟ้ายังตำแหน่งที่เขาเคยยืนอยู่

นี่คือสกิลสกายเดรสทรอยิงไฟร์ซึ่งถือได้ว่าเป็นสกิลชั้นยอดของนักเวทไฟในช่วงกลางเกม ลู่หยางจึงมองสกิลตรงหน้าอย่างโหยหา ก่อนที่เขาจะโยนมีดเอสเคพเดจเจอร์ไปยังมือซ้ายของรูปปั้น

เมื่อพิกก์เห็นลู่หยางย้ายตำแหน่งไปยังมือซ้าย มันจึงรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มจึงใช้กลยุทธ์การโจมตีแบบเดิมโดยการปล่อยสกิลคอมบัสชันพร้อมกับวางไฟร์วอลล์เอาไว้บนพื้น

หลังจากวางไฟร์วอลล์จนเสร็จมานาหน่วยสุดท้ายของลู่หยางก็หมดลง ซึ่งในตอนนี้พิกก์ยังเหลือพลังชีวิตอีกมากกว่า 100,000 หน่วยก่อนที่มันจะเริ่มใช้สกิลครั้งถัดไป ลู่หยางจึงท่องคาถาเรียกพายุมานาให้ปรากฏขึ้นมารอบตัวของเขา

อเวค!

นี่คือสกิลที่ลู่หยางได้รับมาจากการสังหารนีลสเกเลตัล โดยมันเป็นเวทมนตร์ที่จำเป็นจะต้องใช้เวลาร่าย 8 วินาทีและสามารถฟื้นฟูมานาได้ 2,000 หน่วย

มานาสูงสุดของลู่หยางมีเพียงประมาณ 2,000 หน่วยเท่านั้น หลังจากเวลาผ่านพ้นไป 8 วินาทีหลอดมานาของเขาก็ฟื้นฟูกลับมาจนเกือบเต็ม

“พี่ ผมเซ็นสัญญากับสกายวูฟเรียบร้อยแล้วและผมก็เซ็นสัญญากับนักปรุงยาที่พี่แนะนำมาแล้วด้วย” มู่ยี่ส่งข้อความมาหา

“ดีมาก” ลู่หยางตอบกลับ ซึ่งในความเป็นจริงเขาก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเด็กหนุ่มย่อมสามารถทำภารกิจที่เขามอบหมายให้ได้เป็นอย่างดี ท้ายที่สุดอีกฝ่ายก็สูญเสียญาติพี่น้องไปตั้งแต่เด็กและเขายังต้องดูแลน้องสาวที่ยังเล็กด้วยตัวคนเดียว ดังนั้นถึงแม้มู่ยี่จะยังเด็กมาก แต่นิสัยของเขาก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กในรุ่นเดียวกัน

“พาพวกเขาไปปรุงยาได้เลย เราจะเริ่มผลิตยาต้านพิษโดยเร็วที่สุด” ลู่หยางตอบ

ผู้เล่นเผ่าอสูรมีเลเวล 8 ไม่น้อยแล้ว ดังนั้นยิ่งพวกเขาผลิตยาต้านพิษออกมาได้เร็วเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งสร้างผลกำไรให้กับพวกเขาได้มากขึ้นเท่านั้น

หลังปิดหน้าต่างสนทนาลู่หยางก็ทำการโจมตีต่อ และหลังจากที่พิกก์ใช้สกายเดรสทรอยิงไฟร์ออกมาอีกสองครั้ง มานาของนักเวทหนุ่มก็หมดลงโดยสิ้นเชิง

คราวนี้ลู่หยางจำเป็นจะต้องหยิบน้ำยามานาออกมาพร้อมกับทำการนั่งรอให้มานาทำการฟื้นฟู

ปัจจุบันพิกก์เหลือพลังชีวิตประมาณ 1,200,000 หน่วย แต่บอสในดันเจียนก็มีลักษณะพิเศษที่ไม่สามารถฟื้นฟูพลังชีวิตของมันขึ้นมาได้ และนี่ก็คืออีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ลู่หยางกล้าท้าทายพิกก์เพียงลำพัง

เมื่อมานาฟื้นฟูกลับมาได้ครึ่งหนึ่ง ลู่หยางก็ลุกยืนขึ้นเพื่อทำการโจมตีต่อ หลังมานาหมดลงในครั้งนี้เขาก็ใช้สกิลอเวคเพื่อฟื้นฟูมานาอีกครั้ง

1 ชั่วโมงต่อมาลู่หยางก็สามารถลดพลังชีวิตของพิกก์จนเหลือ 10% ได้สำเร็จ บอสจึงเริ่มเข้าสู่สภาวะคลั่งแล้วจะทำการปล่อยสกายเดรสทรอยิงไฟร์ออกมาทุก ๆ 30 วินาที

เปลวไฟสีแดงพุ่งลงมาจากท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง ลู่หยางจึงจำเป็นจะต้องเคลื่อนที่ไปมาระหว่างมือทั้งสองข้างของรูปปั้นไม่มีหยุด

2 นาทีต่อมาพิกก์ก็ไม่สามารถทนรับความเสียหายได้ ร่างขนาดใหญ่ของมันจึงค่อย ๆ ทรุดตัวลงไปกับพื้น

ระบบ: คุณสังหารพิกก์ทองคำสำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 14,684 หน่วย

พลังงานเปลวไฟอันบริสุทธิ์เริ่มลอยขึ้นจากแท่นบูชารูปปั้นอย่างช้า ๆ และนี่ก็คือสิ่งที่เขาออกมาตามหาหรือมันก็คือภูติไฟนั่นเอง

เก่ง!!

จบบทที่ บทที่ 159 ภูติไฟ

คัดลอกลิงก์แล้ว