เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 142 หุบเขางูพิษ

บทที่ 142 หุบเขางูพิษ

บทที่ 142 หุบเขางูพิษ


บทที่ 142 หุบเขางูพิษ

เมื่อซุนหยูได้รู้ว่าก็อบลินตัวนั้นคือลู่หยาง เขาก็แสดงท่าทางก้มกราบคารวะ

“ข้าน้อยขอคารวะ”

“ฮ่า ๆ ๆ ฉันบอกแล้วไงว่าทักษะระดับนั้นมีแค่เขาที่ทำได้” ฉิงชางตอบข้อความพร้อมกับหัวเราะลั่นและเขาก็รู้สึกขอบคุณลู่หยางที่ไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้กับพวกเขา

“โอ้ท่านเทพ ข้าน้อยยอมแล้ว คุณเป็นนักเวทแท้ ๆ แต่กลับมีการเคลื่อนไหวที่น่าทึ่งกว่าโจรกับนักธนูซะอีก” เหมาชิวตอบอย่างอึ้ง ๆ

ไนท์มูน, เครซี่เบลดและเอ็ม16 พยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ถ้าพวกนายอยากเรียนฉันก็สอนให้ได้นะ ว่าแต่ช่วงนี้มีเวลาว่างไหม?” ลู่หยางตอบข้อความด้วยรอยยิ้ม

“พวกเรากำลังพักกันอยู่ คุณมีอะไรงั้นเหรอ?” ฉิงชางถาม

“ถ้าว่างก็มาหาฉันที่หุบเขางูพิษ เดี๋ยวฉันจะพาไปหาอุปกรณ์ใหม่” ลู่หยางตอบ

“แค่ 6 คนเหรอ?” ไนท์มูนถาม

“แค่นี้แหละ ฉันได้วิธีผ่านดันเจียนมาจากกิลด์อื่นแล้วและฉันก็พอจะมีน้ำยาต้านพิษอยู่บ้างเลยจะชวนทุกคนไปลงดันเจียนด้วยกัน” ลู่หยางตอบ

“ถึงจะรวมคุณด้วยแต่เราก็มีกันแค่ 7 คนเองนะ แต่นั่นมันเป็นดันเจียนสำหรับคน 20 คน” เหมาชิวตอบก่อนที่เขาจะนึกขึ้นได้พร้อมกับตบปากตัวเอง

“ขอโทษที ฉันลืมไปว่าพลังของคุณ 1 คนมันก็เทียบเท่ากับคนธรรมดา 10 คนแล้ว”

ทุกคนต่างก็หัวเราะขึ้นมาอย่างขำขัน เพราะพวกเขาเข้าใจนิสัยของเหมาชิวดีว่าเป็นคนปากไวแต่ก็รักพวกพ้องสุด ๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็มาเจอกันที่หน้าทางเข้าดันเจียนได้เลย เดี๋ยวฉันจะไปรออยู่ที่นั่น” ลู่หยางบอก

ฉิงชางมองซุนหยูและพรรคพวกอีก 4 คนก่อนจะพูดว่า

“เรื่องที่ลู่หยางบอกกับเราอย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เป็นอันขาด การที่เขาเชื่อใจบอกเรื่องนี้กับเราก็เพราะว่าเขาเห็นเราเป็นคนสนิท ถ้ารูปที่เขาส่งให้เราหลุดออกไป เขาจะต้องโดนคนทั้งเซิร์ฟเวอร์ตามล่าแน่ ๆ”

“สบายใจได้ พวกเราไม่บอกใครแน่นอน” เหมาชิวกล่าว

ไนท์มูน, เครซี่เบลดและเอ็ม 16 ต่างก็พูดคล้าย ๆ กัน

“ฉันก็ไม่มีวันทรยศหัวหน้าเหมือนกัน” ซุนหยูกล่าวอย่างหนักแน่น

“ดีมาก ถ้างั้นพวกเราไปหุบเขางูพิษกันเถอะ” ฉิงชางกล่าวก่อนที่เขาจะนำทีมเดินทางไปยังหุบเขางูพิษ

หุบเขางูพิษอยู่ห่างจากเมืองเซนต์กอลล์ไปไม่มากนัก แต่กว่าที่ลู่หยางจะเดินทางมาถึงตอนนี้มันก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว

ทิวทัศน์ยามค่ำคืนของหุบเขางูพิษค่อนข้างสวยงาม แต่รอบด้านกลับมีเสียงของงูพิษดังขึ้นมาในระยะไกล เพื่อหลีกเลี่ยงกับการเจอคนของบลัดไทแรนท์และแบล็คบลัด ลู่หยางจึงมองไปรอบ ๆ ก่อนที่จะสังเกตเห็นก้อนหินยักษ์ที่สูงประมาณ 15 เมตร

ชายหนุ่มขว้างมีดเอสเคพเดจเจอร์ก่อนจะเทเลพอร์ตไปปรากฏตัวบนยอดหิน จากนั้นเขาก็ทิ้งตัวลงนอนเงยหน้ามองดูท้องฟ้ายามค่ำคืน

นี่คือสิ่งที่เขาชอบทำที่สุดในชาติก่อน เพราะท้องฟ้าในเกมเป็นการฉายภาพจากกล้องโทรทรรศน์บนยานอวกาศ ภาพที่ปรากฏบนท้องฟ้าจึงเป็นภาพแบบเรียลไทม์โดยไม่ผ่านการตัดต่อใด ๆ

ในอนาคตหากใครมีความต้องการสำรวจอวกาศ พวกเขาก็สามารถที่จะจ่ายเงินเป็นเงินเครดิตหรือเหรียญทองเพื่อสำรวจอวกาศได้ แต่เมื่อเวลาได้ล่วงเลยไปจนถึงตอนนั้นเซคคัลเวิลด์ก็แทบจะไม่แตกต่างจากโลกแห่งความเป็นจริงอีกต่อไป

ขณะที่ลู่หยางกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น มันก็มีกลุ่มของผู้เล่นเดินเข้ามาใกล้

“ตอนที่บอสเสียชีวิตและพวกกิลด์ชั้นนำกำลังหาวิธีแย่งชิงอุปกรณ์ จู่ ๆ มันก็มีมีดเล่มหนึ่งถูกขว้างออกมากลางสนามรบแล้วก็มีก็อบลินตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ มีดเล่มนั้น”

“ต่อมาก็อบลินตัวนั้นมันก็ใช้สกิลรีซิสท์ไฟร์ริงส่งพวกโจรที่กำลังล่องหนจนกระเด็นออกไปจนหมดเลย ก่อนที่มันจะกระโดดเข้าไปคว้าอุปกรณ์แล้วหายตัวหนีลงไปในแม่น้ำ”

ผู้เล่นคนหนึ่งพูดถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันอย่างออกอรรถรสและคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากจางจื่อโป๋นั่นเอง

คนกลุ่มนี้คือสมาชิกของหนานปิงสตูดิโอ แต่เนื่องมาจากเมื่อคืนเซี่ยหยู่เว่ยกับหลานอวี่เล่นเกมกันจนดึกดื่นไปหน่อย วันนี้พวกเธอจึงเข้าเกมสาย จางจื่อโป๋จึงรับหน้าที่เล่าเรื่องศึกแย่งชิงอุปกรณ์ภายในเมืองให้ 2 สาวฟัง

“แล้วยังไงต่อ?” หลานอวี่ถาม

“หลังจากนั้นก็อบลินก็ว่ายน้ำหนี พวกกิลด์ใหญ่กับผู้เล่นอิสระเลยวิ่งไล่ตามกันเป็นพรวน ก็อบลินตอนนั้นมีความสูงแค่ไม่ถึง 1 เมตรมันจึงว่ายน้ำหนีช้ามาก แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังจะไล่ตามทัน จู่ ๆ มันก็หันกลับมาพร้อมกับบอกว่าขอบคุณทุกคนที่มาส่งมันนะ”

“จากนั้นมันก็เหวี่ยงมีดขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อนที่ร่างของมันจะหายตัวไปปรากฏบนกำแพงของวัง พวกเธอรู้ไหมตอนที่มันใช้สกิลเลือดของมันเหลืออยู่เพียงแค่นิดเดียว แต่สกิลเทเลพอร์ตที่มันใช้กลับมีระยะไกลมากกว่า 60 เมตร ถ้าหากว่ามันควบคุมสกิลไม่ดีแล้วตกลงมาความเสียหายจากการตกจากที่สูงสามารถที่จะฆ่ามันได้ง่าย ๆ เลย”

“แสดงว่าคนที่ปลอมตัวเป็นก็อบลินมีทักษะในการควบคุมสกิลที่แม่นยำมาก เขาเลยลงจอดบนกำแพงเมืองได้อย่างแม่นยำ จากนั้นเขาก็กระโดดข้ามกำแพงหนีเข้าไปพระราชวังได้อย่างง่ายดาย” จางจื่อโป๋กล่าว

“มันก็แค่โชคดีเท่านั้นแหละ ฉันพาคนไปค้นทั่วทั้งวังแต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของมันเลย” เจิ้งหยวนกล่าวอย่างหงุดหงิด

“เขาคนนั้นจะต้องเป็นยอดฝีมือแน่ ๆ แถมยังไม่มีกิลด์ด้วย ถ้าหากเราชวนเขามาเข้าร่วมกิลด์ของเราได้มันก็คงจะดี” จางจื่อโป๋กล่าว

“คนแบบนี้แหละที่สมควรจะเรียกว่ายอดฝีมือไม่ใช่ไอ้เด็กที่ชื่อลู่ ๆ อะไรนั่น” เจิ้งหยวนรีบกล่าวอย่างเห็นด้วย

หลานอวี่ไม่อยากจะต่อปากต่อคำกับเจิ้งหยวน เธอจึงหันไปถามจางจื่อโป๋

“มีคลิปไหม?”

“มีสิ” จางจื่อโป๋ตอบก่อนจะส่งคลิปเหตุการณ์ให้หลานอวี่กับเซี่ยหยู่เว่ย

“เอาล่ะรอทุกคนมาให้พร้อมแล้วเดี๋ยวพวกเราค่อยเข้าดันเจียนกัน” เซี่ยหยู่เว่ยกล่าวขณะที่หลานอวี่เดินไปอยู่ใกล้ ๆ ก้อนหินที่ลู่หยางหลบอยู่

“นั่นมันลู่หยางไม่ใช่เหรอ?!” เมื่อเห็นก็อบลินภายในคลิปสัญชาตญาณของเธอก็บอกได้ในทันทีว่าก็อบลินตัวนี้คือลู่หยาง

ชายหนุ่มพอจะรู้อยู่แล้วว่าสัญชาตญาณของผู้หญิงเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เขาจึงโยนหินลงไปใส่หัวของเด็กสาวด้านล่างเบา ๆ

“โอ๊ย! ใครขว้างหินใส่ฉัน?” หลานอวี่พูดเสียงดังด้วยความโมโห ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาเห็นลู่หยางที่เผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่บนนั้น

“อ้าวนายเองเหรอ?” หลานอวี่ยืนเท้าสะเอวมองลู่หยาง

“ใช่ ฉันเองสาวน้อย” ลู่หยางกล่าวขณะที่ร่างของเขากลายเป็นแสงหายไปปรากฏตัวข้าง ๆ เด็กสาว

“เมื่อกี้นายได้ยินที่ฉันพูดหมดแล้วใช่ไหม?” หลานอวี่ถามด้วยรอยยิ้ม

สิ่งที่ลู่หยางชอบมากที่สุดก็คือเวลาเห็นหลานอวี่ยิ้มแบบนี้

“ใช่ เธอเดาถูกทุกอย่างเลย เอาเป็นว่าฉันยอมแพ้”

หลานอวี่ดีใจมากก่อนที่เธอจะยื่นมือไปข้างหน้าอย่างน่ารัก

“ว่าแต่มีของฝากมาให้ฉันหรือเปล่าจ๊ะ?”

ลู่หยางพอจะเดาได้อยู่แล้วว่าหลานอวี่จะทำแบบนี้ เขาจึงถามว่า “ระหว่างเดธสปิริตบลัดเบลดกับโกสต์เฟคเฮลเมท เธออยากได้อันไหน?”

“นี่นายจะให้ฉันจริง ๆ เหรอ? ของพวกนั้นมันแพงมากฉันไม่เอาหรอก” หลานอวี่รีบกล่าวด้วยความประหลาดใจ

“ถ้างั้นเธออยากได้อะไร?”

“ฉันอยากให้นายพาพวกเราไปลงดันเจียน” หลานอวี่กล่าวด้วยน้ำเสียงอันออดอ้อน

ลู่หยางทำได้เพียงแต่ถอนหายใจ ซึ่งในความเป็นจริงเขาก็อยากจะพาพวกหลานอวี่ไปลงดันเจียนด้วยเช่นกัน แต่เซี่ยหยู่เว่ยมักจะคิดว่าเงินสามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ส่วนเจิ้งหยวนก็ไม่ค่อยจะถูกชะตากับเขาเท่าไหร่ เขาจึงแทบไม่มีโอกาสได้ร่วมผจญภัยกับพวกเธอเลย

“หลานอวี่! ทุกคนมากันครบแล้วพวกเราไปกันเถอะ” เซี่ยหยู่เว่ยตะโกนเสียงดัง

“อือ เดี๋ยวฉันจะรีบไป” หลานอวี่รีบตอบ แต่เนื่องมาจากเธอรู้ว่าคำของเธอเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เธอจึงหันมาพูดกับลู่หยางว่า

“ฉันไปก่อนนะอาจารย์”

“คราวหน้าเจอกัน ไว้ตอนนั้นเดี๋ยวฉันเอาของขวัญมาให้นะ” ลู่หยางกล่าวพร้อมกับโบกมือลา

เนี่ย! รุกและแสนดีขนาดนี้ แล้วยังกล้าบอกว่าเอ็นดูแบบน้องสาว เฮ้อออออ

จบบทที่ บทที่ 142 หุบเขางูพิษ

คัดลอกลิงก์แล้ว