เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 100 วิชามีดบิน

บทที่ 100 วิชามีดบิน

บทที่ 100 วิชามีดบิน


บทที่ 100 วิชามีดบิน

ฮั่นจงคิดว่าลู่ฉงจวินอยู่บ้าน แต่หลังจากเข้ามาเขากลับพบว่าในบ้านมีลู่หยางเพียงแค่คนเดียว

“พ่อหนุ่ม พ่อนายไปไหน?” ฮั่นจงถาม

“พ่อกับแม่ไปทำงานที่ต่างจังหวัดครับ กว่าจะกลับมาก็น่าจะอีก 2-3 เดือน” ลู่หยางตอบ

ฮั่นจงชะงักไปเล็กน้อย ขณะที่ค่อย ๆ นั่งลงบนโซฟา จากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาว่า

“ใจเย็น ๆ นะพ่อหนุ่ม ลุงไม่ใช่คนไม่ดี ลุงเป็นเพื่อนตอนที่พ่อของนายเป็นทหารจริง ๆ ถ้าไม่เชื่อโทรไปถามพ่อของนายได้”

ลู่หยางกำลังคิดจะโทรไปหาพ่ออยู่แล้วเขาถึงพูดขึ้นมาว่า

“ผมเคยได้ยินพ่อพูดถึงคุณลุงอยู่ครับ รอสักครู่เดี๋ยวผมไปโทรหาพ่อให้”

หลังจากพูดจบชายหนุ่มก็ไปเตรียมน้ำอุ่น, ผ้าขนหนูและผ้าพันแผลมาให้ฮั่นจงกับพี่น้องทั้งสามคน จากนั้นเขาจึงพูดว่า

“ทำแผลกันก่อนนะครับ ผ้าพันแผลพวกนี้เป็นของที่พ่อซื้อเอาไว้ให้ตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนก่อน เพราะพ่อกลัวว่าผมอยู่บ้านคนเดียวแล้วมันจะบังเอิญเกิดอุบัติเหตุ”

สามพี่น้องยังไม่ทันจะได้ขอบคุณ พวกเขาก็รีบรับผ้าพันแผลเพื่อมาทำแผลให้กับพ่อของพวกเขาก่อน

ฮั่นจงรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างกาย แต่เขาก็สังเกตเห็นว่าลู่หยางไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวเขาเลย นอกจากนี้อีกฝ่ายยังดูแลเขาดีมากมันจึงทำให้เขารู้สึกชอบลู่หยางอยู่ภายในใจ

“ขอบใจมากนะ” ฮั่นจงกล่าว

“อาจารย์ นี่เป็นสิ่งที่ลูกศิษย์ควรจะทำอยู่แล้วครับ” ลู่หยางคิดในใจ

ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาและพูดว่า “ไม่เป็นไรครับ พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าลุงเป็นเพื่อนตายของพ่อ”

“นึกไม่ถึงเลยว่าพ่อของนายจะเล่าเรื่องของฉันให้นายฟังด้วย” ฮั่นจงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

เรื่องนี้ลู่หยางไม่ได้โกหก เพราะครั้งหนึ่งตอนที่พ่อของเขาเมา พ่อก็เคยเล่าประสบการณ์ตอนไปเป็นทหารบริเวณชายแดน ซึ่งในเวลานั้นพ่อกับฮั่นจงก็เคยช่วยชีวิตกันเอาไว้หลายครั้ง

ไม่นานพ่อของเขาก็รับสาย เมื่อลู่ฉงจวินรู้จากปากลู่หยางว่าฮั่นจงมา เขาก็ตื่นเต้นจนรีบขอคุยกับฮั่นจงในทันที

ทั้งสองพูดคุยกันนานพอสมควร ก่อนที่ฮั่นจงจะคืนโทรศัพท์ให้ลู่หยาง

“ลู่หยาง เดี๋ยวพ่อจะโอนเงินให้ 20,000 เครดิต ลูกไปกดเงินมาให้ลุงแล้วให้เขาไปหาห้องพักแถว ๆ นั้นนะ” ลู่ฉงจวินกล่าว

ลู่หยางสัมผัสได้ในทันทีว่าพ่อเป็นห่วงความปลอดภัยของเขา และถึงแม้ว่าพ่อจะไม่อยากให้ฮั่นจงพักที่บ้านแต่ก็เสียดายมิตรภาพที่มีในอดีต ทางออกที่ดีที่สุดคือการโอนเงินให้ฮั่นจงไปหาที่พักใกล้ ๆ เพื่อความปลอดภัยของลูกชายตัวเอง

“พ่อไม่ต้องห่วง เดี๋ยวผมจัดการเรื่องนี้เอง” ลู่หยางกล่าวก่อนจะวางสายไป

ตอนนี้สามพี่น้องทำแผลให้ฮั่นจงเสร็จแล้ว ทุกคนจึงมองไปที่ลู่หยางด้วยความกังวล เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะไล่พวกเขาออกไป

“พ่อบอกให้พวกคุณพักบ้านนี้ได้รอจนกว่าแผลของลุงจะหาย แล้วตอนนั้นพวกคุณค่อยไปทีหลัง” ลู่หยางกล่าว

สามพี่น้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แต่ฮั่นจงกลับชะงักค้างไปเพราะเมื่อสักครู่ตอนที่คุยกับลู่ฉงจวิน สหายเก่าของเขาไม่ได้พูดอะไรแบบนี้มาแน่ ๆ เขาจึงเตรียมตัวที่จะจากไปแล้วและไม่คิดว่าลู่หยางจะพูดอะไรแบบนี้ออกมา

“พี่ลู่หยางขอบคุณมากนะคะ” ฮั่นอิ่งลุกขึ้นพูดอย่างนอบน้อม

ตอนนี้ฮั่นอิ่งเป็นเพียงเด็กสาวอายุ 14 ปีเท่านั้น และถึงแม้ใบหน้าจะยังดูเยาว์วัย แต่ภายในใจเธอกลับมีความเป็นผู้ใหญ่เกินตัว

ฮั่นเฟยกับฮั่นอวี่เป็นฝาแฝดที่อายุน้อยกว่าฮั่นอิ่ง 1 ปี ตอนนี้ทั้งสองเป็นเด็กหนุ่มที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ และใบหน้าของพวกเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความโกรธและยอมแพ้ ไม่เหมือนในอนาคตที่ทั้งคู่จะมีใบหน้าอันเย็นชา แต่ก็ยังให้ความรู้สึกถึงความเป็นมิตร

“พี่ลู่หยางขอบคุณครับ” ฝาแฝดขอบคุณอย่างจริงใจ เมื่อมีคนแปลกหน้าหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ในสถานการณ์วิกฤตทั้งสองคนก็รู้สึกซาบซึ้งจากใจจริง

ลู่หยางตบไหล่ทั้งสองคน ก่อนที่จะส่งผ้าขนหนูให้กับฮั่นอิ่งและพูดว่า

“มีเพียงผู้สงบถึงจะควบคุมสถานการณ์ได้ ต่อไปนี้ให้ถือว่าที่นี่เป็นบ้านของพวกเธอก็แล้วกัน”

หลังจากพูดจบลู่หยางก็หันไปพูดกับฮั่นจง

“พ่อบอกว่าคืนนี้ถึงจะต้องใช้กำลังแต่ก็จะต้องล็อกลุงเอาไว้ที่นี่ให้ได้ ดังนั้นลุงห้ามไปไหนเด็ดขาดเลยนะครับ”

ฮั่นจงคิดอยู่สักพัก ซึ่งในตอนนี้เขาได้สลัดพวกที่ไล่ล่าเขาออกมาแล้ว การพักคืนเดียวจึงไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร เขาจึงพูดออกไปว่า

“ก็ได้ พรุ่งนี้เช้าเราค่อยไป”

“เดี๋ยวผมขอตัวไปซื้อเสื้อผ้าให้พวกคุณก่อน อีกประมาณครึ่งชั่วโมงเดี๋ยวผมจะรีบกลับมา” ลู่หยางกล่าว

ห่างจากบ้านไม่ถึง 10 นาทีมีห้างห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ลู่หยางจึงตั้งใจจะไปหาซื้อของแถวนั้น

หลังจากบอกลาชายหนุ่มก็ไปซื้อเสื้อผ้าและอุปกรณ์อาบน้ำ นอกจากนี้เขายังซื้อมีดปอกผลไม้ติดตัวไปอีกสองเล่ม

มีดปอกผลไม้พวกนี้มีใบมีดยาว 10 เซนติเมตรกว้าง 3 เซนติเมตร ไม่ต่างไปจากมีดทำครัวโดยทั่วไป แต่เนื่องจากเขากังวลว่าในคืนนี้ศัตรูอาจจะตามมาถึงบ้าน ชายหนุ่มจึงเตรียมพวกมันเอาไว้สำหรับการป้องกันตัว

เมื่อกลับมาจนถึงบ้าน ลู่หยางก็ได้พบว่าประตูถูกล็อกจากด้านใน

“นั่นใคร?” เสียงของฮั่นเฟยดังมาจากหลังประตู

“ฉันเอง” ลู่หยางตอบ

ฮั่นเฟยเปิดประตูอย่างระมัดระวัง เมื่อเขาแน่ใจว่ามันมีลู่หยางเพียงแค่คนเดียวเขาจึงพูดขึ้นมาด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยความขอโทษ

“ขอโทษด้วยครับ ผมนึกว่าพี่ถูกจับตัวมา”

“ฮั่นเฟยทำไมพูดแบบนั้น!” ฮั่นอิ่งรีบพูดขึ้นมาอย่างฉับพลัน เพราะเธอกลัวว่าคำพูดของน้องชายจะทำให้ลู่หยางตกใจจนไล่พวกเธอออกจากบ้านไป

“เอ่อ ขอโทษครับ” ฮั่นเฟยพึมพำ

ลู่หยางเห็นมีดบินที่ฮั่นเฟยเก็บไว้ เขาก็พูดขึ้นมาด้วยความคิดถึงว่า

“น้องชาย ฉันขอยืมมีดบินหน่อยได้ไหม?”

“พี่จะเอาไปทำไมงั้นเหรอ?” ฮั่นเฟยถามพร้อมกับยื่นมีดบินให้กับลู่หยาง

ชายหนุ่มรับมีดบินมาซ่อนไว้ที่ฝ่ามือและทันใดนั้นเขาก็ทำการสะบัดมือขวาออกไปอย่างรวดเร็ว

ฮั่นจงและลูก ๆ มองตามการเคลื่อนไหวของลู่หยางไป ก่อนจะสังเกตเห็นมีดบินปักเข้าตรงกลางเป้าลูกดอกที่แขวนอยู่บนผนังพอดี ใบมีดฝังเข้าไปในตัวเป้าเห็นได้ชัดเลยว่าการจู่โจมในครั้งนี้ทั้งมีความรุนแรงและแม่นยำมากแค่ไหน

“นี่นายทำได้ยังไง?” ฮั่นจงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เพราะท่าทางและเทคนิคที่ลู่หยางได้ใช้เมื่อสักครู่นี้มันเหมือนกับวิชาลับการปามีดของเขาไม่มีผิด ยิ่งไปกว่านั้นท่าทางการเคลื่อนไหวของลู่หยางยังดูมีความเชี่ยวชาญ มันจึงไม่มีทางเป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยความบังเอิญ

“ท่านี้มันก็เป็นท่าที่อาจารย์สอนผมเมื่อชาติก่อนนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นคนเมืองแบบผมจะรู้จักใช้วิชามีดบินได้ยังไง” ลู่หยางคิดในใจ

“ผมก็แค่ชอบปาลูกดอกเล่นนะครับ ระหว่างปาผมก็แค่คิดว่ามันเป็นลูกดอกก็เท่านั้นเอง” ลู่หยางพูดโกหก

“พี่ลู่หยางพูดจริง ๆ เหรอ? ผมยังปาแม่นได้ไม่เท่าพี่เลย” ฮั่นเฟยพูดด้วยท่าทางราวกับจะร้องไห้ เพราะเขาฝึกวิชาปามีดบินมามากกว่าสองปีแล้ว แต่เขาก็พึ่งเข้าใจเทคนิคการปามีดบินเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

ฮั่นอิ่งกับฮั่นอวี่ต่างก็ตกตะลึงกับการเคลื่อนไหวของลู่หยาง โดยเฉพาะเด็กสาวที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน

เธอจำได้อย่างชัดเจนว่าพ่อเคยบอกว่าการปาลูกดอกกับการปามีดเป็นคนละเรื่องกัน ยิ่งได้เห็นท่าทางการปามีดของลู่หยาง มันก็บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าชายคนนี้มีการฝึกฝนมาจนช่ำชอง

“คุณเคยเรียนปามีดมาก่อนใช่ไหม?” ฮั่นอิ่งถาม

ลู่หยางรับมีดบินมาอีก 14 เล่ม จากนั้นเขาก็ทำการปามีดเข้าใส่เป้าบนผนังสองครั้งติดต่อกันและมีดทั้งสองก็ปักเข้ากลางเป้าอย่างพอดี

“มันยากตรงไหน? ฉันก็เคยเห็นพระเอกในหนังปามีดกันแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” ลู่หยางยังคงโกหกต่อไป

ฮั่นจงไม่แน่ใจว่าลู่ฉงจวินรู้จักวิชาปามีดหรือเปล่า และเขาก็ไม่เคยได้เจอกับลู่หยางมาก่อน ดังนั้นความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือลู่หยางได้เรียนเทคนิคนี้มาจากการดูหนังจริง ๆ

“พรสวรรค์ของนายไม่เลวเลยทีเดียว สนใจอยากจะลองเรียนวิชาปามีดจริง ๆ จัง ๆ ไหม?” ฮั่นจงถาม

“อยากครับ” ลู่หยางตอบ

ฮั่นจงลุกยืนขึ้นก่อนจะใช้มือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บหยิบมีดบินที่เหลือพร้อมกับปาใส่เป้าพร้อม ๆ กัน

ทันใดนั้นมีดบิน 3 เล่มก็ปักเข้าบริเวณวงนอกสุดของเป้าพร้อม ๆ กัน โดยแต่ละอันได้เว้นระยะห่างราวกับได้รับการคำนวณมาเป็นอย่างดี

“ถ้านายอยากเรียนฉันจะสอนให้” ฮั่นจงกล่าว

ลู่หยางกำลังกังวลว่าเขาจะมีโอกาสได้มาเป็นลูกศิษย์ของฮั่นจงอีกไหม เมื่ออีกฝ่ายเปิดบทสนทนามาแบบนี้ ชายหนุ่มจึงตอบรับด้วยท่าทีที่นอบน้อม

“ผมขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับอาจารย์”

ฮั่นจงพอใจกับท่าทีของลู่หยางมาก เขาจึงส่งเสียงหัวเราะและพูดออกไปว่า

“เรื่องรับเป็นศิษย์ต้องให้พ่อแม่ของนายเป็นคนตัดสินใจ เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันจะสอนวิธีปามีดให้นายก่อน จำเอาไว้ว่าวิธีการปามีดมันต้องเริ่มเรียนรู้จาก…”

สามพี่น้องไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมีศิษย์ร่วมสำนักเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็วขนาดนี้ อย่างไรก็ตามการที่ลู่หยางนับถือพ่อของพวกเขาเป็นอาจารย์ มันก็ทำให้ทั้งสามรู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น

ค่อย ๆ กลมกลืนจะได้ไม่ผิดสังเกต

จบบทที่ บทที่ 100 วิชามีดบิน

คัดลอกลิงก์แล้ว