เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 34 ปรับปรุงคาถา

บทที่ 34 ปรับปรุงคาถา

บทที่ 34 ปรับปรุงคาถา


บทที่ 34 ปรับปรุงคาถา

ลู่หยางกำหมัดแน่นอย่างตื่นเต้น เพราะในบรรดาไอเท็มทั้งสามชิ้นที่เอาไว้สำหรับการอัปเกรดหัวใจแห่งเทพอสูรจากเลเวล 0 เป็นเลเวล 1 ตราประทับเทพอสูรก็ถือได้ว่าเป็นไอเท็มที่หาได้ยากมากที่สุด ในตอนนี้ขอแค่เขาได้รับไอเท็มเพิ่มเติมมาอีกสองชิ้น หัวใจแห่งเทพอสูรก็จะยกระดับขึ้นเป็นเลเวล 1 ได้แล้ว

ลู่หยางรู้ดีว่าหัวใจแห่งเทพอสูรที่ได้รับการอัปเกรดเป็นสิ่งที่ทรงพลังมากแค่ไหน เพราะนอกเหนือจากค่าสถานะจะดีขึ้นกว่าเดิมเป็น 10 เท่า มันยังจะช่วยให้เขาเรียนรู้สกิลกึ่งต้องห้ามอย่างสกิลเมเทโอฟอลล์ได้อีกด้วย

ชายหนุ่มค่อย ๆ เก็บตราประทับเทพอสูรใส่กระเป๋า จากนั้นเขาก็มองไปยังไอเท็มต่าง ๆ ที่ตกอยู่บนพื้น

นอกเหนือจากตราประทับเทพอสูรแล้วมันยังมีหนังสือสกิลดรอปลงมา 1 เล่ม, อุปกรณ์ดรอปลงมา 1 ชิ้นและน้ำยาฟื้นฟูแบบฉับพลันอีกจำนวนหนึ่ง

ลู่หย่างทำการหยิบหนังสือสกิลขึ้นมาตรวจสอบเป็นอย่างแรก

ระบบ: คุณได้รับหนังสือสกิลเบลซซิงไลท์

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าฉันจะได้หนังสือสกิลเล่มนี้มา” ลู่หยางพึมพำขึ้นมาเบา ๆ

หากจะถามว่าในบรรดาหนังสือสกิลช่วงเริ่มต้นทั้งหมด หนังสือสกิลเล่มไหนคือหนังสือสกิลเล่มที่แปลกที่สุด เหล่าบรรดานักเวทย่อมจะต้องนึกถึงหนังสือสกิลเบลซซิงไลท์เป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน และถึงแม้ว่าชื่อของมันจะฟังดูเท่มาก รวมถึงคำอธิบายยังฟังดูมีประสิทธิภาพ แต่รูปแบบการใช้สกิลกลับแปลกประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อ

ความแปลกประหลาดของสกิลนี้นั่นก็คือหากจะนับว่ามันคือสกิลโจมตีเดี่ยวแต่มันกลับจู่โจมไปด้านหน้าได้ถึง 3 เมตร หากจะบอกว่ามันเป็นสกิลหมู่แต่ระยะของมันก็มีเพียงแค่ 3 เมตรเท่านั้นเอง

ในกรณีผู้เล่นเข้าร่วมปาร์ตี้เพื่อจัดการกับมอนสเตอร์ พวกเขาก็ไม่มีโอกาสได้ใช้สกิลเบลซซิงไลท์ออกมาด้วยซ้ำ เพราะด้านหน้ามักจะมีนักรบยืนชนกับมอนสเตอร์อยู่ หากนักเวทต้องการจะใช้สกิลนี้ออกมาจริง ๆ มันก็หมายความว่าพวกเขาต้องกระโดดไปยืนตรงหน้านักรบเพื่อไม่ให้เวทมนตร์ตกกระทบเข้าใส่สหายของตัวเอง

ดังนั้นช่วงเวลาแรกสกิลนี้จึงกลายเป็นเพียงสกิลขยะและราคาขายหนังสือสกิลก็เฉลี่ยไม่ถึง 10 เหรียญทองแดงด้วยซ้ำ

ต่อมาเมื่อผู้เล่นเริ่มเรียนรู้วิธีการย่อคาถา พวกเขาก็เริ่มทำวิจัยหลักการใช้เวทมนตร์ต่าง ๆ ซึ่งในที่สุดสกิลเบลซซิงไลท์ก็ถูกนำมาวิจัยในกรณีนี้ด้วย

ในที่สุดนักเวทไฟก็ได้ค้นพบว่าเบลซซิงไลท์เป็นสกิลที่สามารถชาร์จพลังได้นานถึง 10 วินาที และหากพวกเขาทำการปลดปล่อยเปลวไฟหลังจากชาร์จพลัง สกิลนี้ก็จะสามารถสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างยาวถึง 15 เมตรและมีความกว้างถึง 3 เมตร

นอกจากนี้การชาร์จพลังยังจะทำให้เบลซซิงไลท์สามารถสร้างความเสียหายได้ถึง 4 เท่าจากการโจมตีโดยวิธีปกติ และถึงแม้ว่ามันจะนำมาเป็นสกิลหลักไม่ได้ แต่ช่วงเวลาพิเศษบางจังหวะพลังของมันกลับสร้างผลลัพธ์ได้อย่างเหนือความคาดหมาย

หลังจากทำการเรียนรู้สกิลเบลซซิงไลท์ ภายในหน้าต่างสกิลของลู่หยางก็มีไอคอนรูปไฟพวยพุ่งปรากฏขึ้นมา

อุปกรณ์ที่ดรอปลงมาบนพื้นคืออุปกรณ์ระดับเงินสำหรับนักรบเลเวล 10 ซึ่งถ้าหากว่าเขานำมันไปขายมันคงจะมีราคาดีอยู่ไม่น้อย

ลู่หยางเก็บอุปกรณ์ลงกระเป๋าและทำการเก็บน้ำยาขึ้นมา โดยพวกมันมีน้ำยาฟื้นฟูพลังชีวิต 3 ขวดและน้ำยาฟื้นฟูมานาอีกสองขวด

หลังจากมองไปรอบ ๆ และไม่เห็นไอเท็มอื่นแล้ว ชายหนุ่มจึงหยิบคัมภีร์ย้อนกลับเพื่อเตรียมตัวกลับเมือง แต่ในทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังออกมาจากบ้านของวอลกิน

“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย ฉันกำลังจะถูกเผาแล้ว!!”

ลู่หยางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เพราะนี่คือภาษาของเผ่าก็อบลิน และถึงแม้ในชาตินี้เขาจะเป็นมนุษย์ที่ยังไม่ได้ศึกษาภาษาของก็อบลินมาก่อน แต่ในชาติก่อนเขาก็เคยเรียนรู้ภาษาของเผ่าพันธุ์นี้มาจนทำให้สามารถสื่อสารได้อย่างไม่มีปัญหาเลย

ดวงตาของชายหนุ่มจับจ้องมองไปยังอาคารหลังสีแดง ซึ่งในระหว่างการต่อสู้ลูกไฟของวอลกินก็ตกกระทบกับผนังบ้านหลังนี้หลายครั้งจนทำให้ในตอนนี้มันได้มีเปลวไฟกำลังลุกอย่างโชติช่วง

“แปลก? ทำไมมันถึงมีก็อบลินอยู่ที่นี่ลู่หยางพึมพำยังไม่เข้าใจ

ในชาติก่อนตอนที่เขามาที่นี่เขาก็มีเลเวลเกินกว่า 100 แล้ว ตอนนั้นมันมีเฉพาะวอลกินตัวเดียวเท่านั้น เมื่อจู่ ๆ ชายหนุ่มได้พบกับก็อบลินปริศนา ลู่หยางจึงตัดสินใจว่าจะช่วยเหลืออีกฝ่ายเอาไว้ให้ได้

ก็อบลินในเกมเซคคัลเวิลด์เป็นสัญลักษณ์ของความโลภ เผ่าพันธุ์นี้เรียกตัวเองว่าเจ้าแห่งการค้าและพวกเขาก็กระจัดกระจายไปค้าขายยังทั่วทั้งโลก

หากผู้เล่นสามารถผูกมิตรกับก็อบลินได้สำเร็จ ก็อบลินเหล่านี้ก็จะสอนเทคโนโลยีให้กับผู้เล่นเป็นการตอบแทน และก็อบลินระดับสูงบางตัวยังสามารถออกภารกิจพิเศษให้กับผู้เล่นได้อีกด้วย ซึ่งภารกิจเหล่านี้ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นภารกิจที่ได้รับของรางวัลอันล้ำค่า

ในชาติก่อนกิลด์เอเวอร์กรีนสกายผงาดขึ้นมาเป็นกิลด์ชั้น 3 ของประเทศจีนได้สำเร็จ นั้นก็เพราะหัวหน้ากิลด์ของพวกเขาได้รับมิตรภาพที่ดีจากเจ้าชายก็อบลินคนหนึ่ง สมาชิกภายในเกมนี้จึงสามารถสร้างปืนพก, ปืนใหญ่, รองเท้าจรวดและอุปกรณ์ชนิดพิเศษอื่น ๆ จากเผ่าก็อบลินออกมาวางขายเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน

อย่างไรก็ตามการผูกมิตรกับเผ่าก็อบลินก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก และสำนวนติดปากของเผ่าพันธุ์ตัวน้อยเหล่านี้นั้นคือ

อย่ามาดูถูกฉันนะ!

นอกจากนี้พวกก็อบลินยังเป็นพวกขี้แกล้งอีกด้วย ซึ่งในชาติก่อนมีผู้เล่นคนหนึ่งอยากจะผูกมิตรกับเผ่าก็อบลิน เขาจึงให้เงินจำนวน 1 เหรียญทองเป็นของขวัญ ซึ่งก็อบลินก็ได้รับของขวัญไปด้วยท่าทางอันดีใจและให้กล่องของรางวัลมาเป็นการตอบแทน

อย่างไรก็ตามเมื่อผู้เล่นได้เปิดกล่องของรางวัลนั้นดู ด้านในกลับเป็นระเบิดที่ทำให้ผู้เล่นเสียชีวิตในทันที ซึ่งนอกเหนือจากแถบค่าประสบการณ์ของเขาที่หายไปถึง 10% แล้วอุปกรณ์บนตัวและไอเท็มในกระเป๋าของเขายังหล่นลงมากระจายเต็มพื้นอีกด้วย

ในชาติก่อนลู่หยางเคยพยายามตีสนิทก็อบลินมาโดยตลอด แต่เขาก็ยังไม่สามารถหาโอกาสอันเหมาะสมได้ เมื่อครั้งนี้มันได้มีโอกาสอยู่ตรงหน้าแล้วชายหนุ่มจะพลาดโอกาสตีสนิทกับสหายตัวน้อยพวกนี้ไปได้ยังไง

ลู่หยางรีบวิ่งเข้าไปในบ้านของวอลกินในทันที ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้พบกับก็อบลินตัวหนึ่งที่ถูกมัดเอาไว้กับเสาไม้กลางห้องโถง

ก็อบลินด้านหน้าสูงประมาณ 1 เมตร เนื้อตัวเปลือยเปล่า แล้วเมื่อดูจากรูปร่างแล้วอีกฝ่ายก็ยังค่อนข้างที่จะหนุ่มแน่น

“ช่วยฉันด้วย! ฉันยินดีจะให้เงิน 1 เหรียญทองเป็นของตอบแทน” ก็อบลินอ้อนวอนด้วยน้ำตาที่ไหลพราก

“ไม่ต้องให้เงินฉันหรอก การช่วยคุณมันไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไร” ลู่หยางกล่าวพร้อมกับรีบเข้าไปแก้เชือกให้ก็อบลินหนุ่มในทันที

เชือกนี้ถูกมัดเอาไว้อย่างแน่นหนา ลู่หยางจึงจำเป็นจะต้องใช้แรงมากพอสมควรกว่าที่เขาจะแก้เชือกได้ทีละเงื่อน

“รีบหน่อยได้ไหม?! บ้านกำลังจะพังลงมาแล้ว” ก็อบลินร้องตะโกนด้วยความหวาดกลัว

ตอนนี้เปลวไฟลุกไหม้ไปจนถึงหลังคาแล้ว ทั่วทั้งห้องจึงเต็มไปด้วยควันดำและทำให้ก็อบลินตกใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ลู่หยางก็อยากจะรีบอยู่เหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่ค่าสถานะของเขาแทบจะไม่มีความแข็งแกร่งเลย หากในตอนนี้ผู้ที่มาแก้เชือกเป็นนักรบพวกเขาก็คงจะใช้แรงกระชากเชือกให้ขาดได้ในทีเดียว

ในที่สุดชายหนุ่มก็นึกสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ เพราะเมื่อนักรบสามารถใช้แรงกระชากเชือกให้ขาดได้แล้วทำไมเขาจะใช้ไฟเผาเชือกให้ขาดไม่ได้ล่ะ

เบลซซิงเบิร์ส!

ปัง!

เชือกขาดกระจุยจากแรงระเบิดในทันที ขณะเดียวกันคานไม้ที่ค้ำหลังคาก็เริ่มหักลงมาจนทำให้ก็อบลินหนุ่มตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

ในระหว่างที่คานทางด้านบนกำลังจะหล่นลงมาทับคนด้านล่างจนตายอยู่นั่นเอง ลู่หยางก็ได้ใช้แรงดึงร่างก็อบลินออกจากเขตอันตราย ก่อนที่จะโยนร่างของก็อบลินหนุ่มออกไปและกระโดดหลบคานที่กำลังร่วงลงมาด้วยเช่นกัน

“มัวนิ่งอยู่ทำไม? รีบวิ่งเร็วเข้า บ้านกำลังจะพังลงมาแล้ว!” ลู่หยางตะโกนพร้อมกับคว้าตัวก็อบลินและวิ่งออกไปทางประตูหน้า

ตอนแรกก็อบลินตกใจจนไม่มีสติ แต่พอเขาได้ยินเสียงลู่หยางเขาจึงรีบกระเสือกกระสนออกไปจากบ้านที่เต็มไปด้วยเปลวไฟ

เมื่อทั้งสองวิ่งออกพ้นไปจากประตู เสาคานบ้านก็ไม่สามารถทนรับความเสียหายได้อีกต่อไปจนทำให้บ้านทั้งหลังถล่มลงมาโดยสิ้นเชิง

ตูม!

นึกว่าจะโดนทับตายทั้งคู่ซะแล้ว นี่สินะพระเอกของเรา เป็นคนดี, มีน้ำใจและไม่หวังสิ่งตอบแทน 555

จบบทที่ บทที่ 34 ปรับปรุงคาถา

คัดลอกลิงก์แล้ว