เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3 หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร! ข้าก็จะมิยอมอาศัยในกระท่อมฟางโสมมแห่งนี้!!!

ตอนที่ 3 หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร! ข้าก็จะมิยอมอาศัยในกระท่อมฟางโสมมแห่งนี้!!!

ตอนที่ 3 หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร! ข้าก็จะมิยอมอาศัยในกระท่อมฟางโสมมแห่งนี้!!!


ตอนที่ 3 - หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร! ข้าก็จะมิยอมอาศัยในกระท่อมฟางโสมมแห่งนี้แน่!!!

"ท่านอาจารย์ลุงกลับมาแล้ว" ซูกงจือนำทางฉีหวนไปยังประตูทางเข้ายอดเขาชิงหยุน เหล่าศิษย์จำนวนมากกำลังยืนรอต้อนรับ พร้อมกับจ้องมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ผู้นำลัทธิคือชายหนุ่มที่เผยใบหน้าขาวนวลดุจไข่มุก คิ้วของเขาดูคมเข้ม เข้ารับกับดวงตาที่เปล่งประกายดุจดวงดาว ริมฝีปากอันเรียวบางนั้นยังคงปิดแน่นภายใต้จมูกอันแหลมตรง แม้สีหน้าจะดูเคร่งเครียด แต่ทว่าก็ยังดูเป็นชายหนุ่มผู้หล่อเหลา ซึ่งทั้งร่างล้วนปกคลุมไปด้วยอาภรณ์สีฟ้าคราม เมื่อลองหันมาเปรียบเทียบกับชายชราที่อยู่ข้างเธอ... ชายผู้นี้ดูสมควรเป็นนักพรตมากกว่าซูกงจือเสียอีก

"เสี่ยวเฟิงจือ! เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่?" ซูกงจือเห็นชายหนุ่ม จึงเร่งลดน้ำเต้าหมักยาดองลง พร้อมกับดึงฉีหวนที่ลอยอยู่บนนภาลงด้วย

"เหล่าท่านอาจารย์ปู่ผู้อาวุโส และอาจารย์ลุงผู้อาวุโสกำลังออกตามหาท่านกันใหญ่แล้ว... เฮ้อ!" หลิงเฟิงจือถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เนื่องจากอาจารย์ปู่ผู้อาวุโสท่านนี้เป็นนักพรตที่ทั้งจิตใจงดงาม มีเมตตา และมีบุคลิกอบอุ่น แต่อีกนัยหนึ่งก็ดูคล้ายเด็กที่มักชอบเที่ยวเล่นซ่อนหายามว่างซะเหลือเกิน...

"จริงรึ? หมดเวลาสนุกแล้วสิ... เอาล่ะ ข้าจะไปตามหาท่านอาจารย์ปู่ผู้อาวุโสของเจ้า นี่ศิษย์ใหม่ข้า ฝากเจ้าดูนางให้ข้าที" ซูกงจือผลักฉีหวนไปหาหลิงเฟิงจือ แล้วเหาะจากไปหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจผู้ใดทั้งสิ้น

ฉีหวนกระพริบตา พร้อมกับใช้มือที่กำลังสั่นเครือชี้ตามหลังซูกงจือ ที่ค่อย ๆ เล็กลงและเลือนหายไปจากวิสัยทัศน์ เธอไม่อยากเชื่อว่ามีอาจารย์เช่นนี้อยู่บนพิภพแห่งการบ่มเพาะพลังด้วย

"ศิษย์?..." คำบอกกล่าวของซูกงจือไม่เพียงแค่ทำให้ฉีหวนกริ้วโกรธเท่านั้น แต่ยังทำให้หลิงเฟิงจือรู้สึกตกใจจนตัวสั่น

เหตุใดเขาถึงมีอาจารย์ลุง ป้า น้า อามากมายถึงเพียงนี้?!!

หลิงเฟิงจือและฉีหวนหันหน้าจ้องมองกัน ถึงกระนั้นฉีหวนกลับมีสายตาแสดงเจตนาแฝงออกมาอย่างแจ่มแจ้ง หากเธอไม่คิดสนใจเรื่องการวางตัวของผู้หญิง หรือต้องคำนึงถึงการรักนวลสงวนตัว บัดนี้เธอคงทากาวใส่หน้าตนเองแล้วนำไปติดกับหน้าหลิงเฟิงจือให้รู้แล้วรู้รอดไปเสีย

"อะ-แฮ่ม ค้อก-แค้ก อะ-อาจารย์ป้าขอรับ" หลิงเฟิงจือรู้สึกหวาดกลัวสายตาแรงกล้าของฉีหวน เขาจึงค่อย ๆ ถอยออกมาสองก้าว พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แต่ทว่าฉีหวนมั่นใจยิ่งนักว่าในน้ำเสียงนั้นแอบแฝงไปด้วยความรู้สึกขัดข้องใจ

สองถึงสามวันที่ผ่านมา เหตุการณ์ระหว่างทางในพิภพแห่งเทพอมตะ ทำให้ฉีหวนพอทราบอยู่บ้าง ว่าซูกงจือเป็นอาจารย์ผู้อาวุโสที่มีวรรณะค่อนข้างสูงบนยอดเขาชิงหยุน เพราะไม่ว่าชายชราท่านนี้จะย่างกายผ่าน ณ แห่งหนใดในพิภพ ผู้ฝึกพลังตนอื่นก็มักจะรีบหยุดกิจและก้มหัวลงโค้งคำนับทันที ฝั่งซูกงจือก็เพียงพยักหน้าตอบรับเล็กน้อยเท่านั้น

และตามธรรมเนียมโบราณของลัทธิแห่งนี้ ถ้าหากท่านอาจารย์ผู้อาวุโสสูงสุดรับศิษย์เข้ามาใหม่ ศิษย์ตนนั้นก็จะมียศตำแหน่งวรรณะตามความสัมพันธ์ที่สืบต่อกันมาในแต่ละตำหนัก อย่างเช่น ท่านอาจารย์ปู่ซูกงจือรับฉีหวนเข้ามาเป็นศิษย์ ฉีหวนก็จะกลายเป็นอาจารย์ป้าผู้อาวุโสโดยปริยาย

ถึงกระนั้นฉีหวนก็ไม่ได้คาดหวังว่าตนเองจะถึงขั้นเป็นผู้อาวุโสบนยอดเขาชิงหยุน เธอแอบพึมพำเล็กน้อย 'เจ็บใจชะมัดกล้าดียังไงมาเรียกฉันว่าป้า แต่ช่างเถอะการได้เป็นผู้อาวุโสง่าย ๆ แบบนี้ก็ถือว่าไม่เลว...' เธอหลงใหลไปกับการถูกเคารพยกย่องราวกับเป็นคนหลงตัวเอง

เธอมิได้ตระหนักเพียงเท่านั้น เนื่องจากหลานชายตนนี้มีใบหน้าหล่อเหลาเอาการ ช่างเหมาะสมกับความสง่างามของเธอยิ่งนัก ทั้งรูปลักษณ์ร่างกายยังดูเป๊ะปังระดับนายแบบ ฉีหวนหลงไปในภวังค์ความคิดชั่วขณะ จนไม่ได้สนใจคำพูดของหลิงเฟิงจือแม้แต่น้อย

"อาจารย์ป้า" ฉีหวนจ้องมองเขาด้วยแววตาหิวโหย ทำให้หลิงเฟิงจือตกใจจนถอยหลังออกไปอีกหลายก้าว

"ห้ะ? จะ-เจ้าต้องการสิ่งใดงั้นหรือ?" ฉีหวนพยายามเช็ดปาก และเมื่อแน่ใจว่าไม่มีน้ำลายหยด เธอจึงหัวเราะราวกับคนโง่พร้อมกับมองหลิงเฟิงจืออีกครั้ง

"ข้าจะพาท่านไปยังที่พัก... เพราะคงอีกครู่ใหญ่ กว่าท่านอาจารย์ปู่จะกลับมา"

"ขอบใจเจ้ามาก" ฉีหวนตบไหล่หลิงเฟิงจือด้วยรอยยิ้มกว้าง พร้อมกับใช้มือบีบไหล่แน่น เธอสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่ง กำยำและล่ำสัน ทำให้ฉีหวนแอบคิดกับตนเองในใจ 'อื้อหื้อ... นายคงออกกำลังเป็นประจำสินะ ทำไมมันรู้สึกดีเช่นนี้เนี่ย... โอ้ยเป็นบุญของฉันแท้ ๆ'

เมื่อถูกฉีหวนบีบและลูบคลำ ร่างหลิงเฟิงจือก็เริ่มสั่นเครือ และเมื่อหันไปพบสายตาฉีหวน นั้นก็ยิ่งทำให้เขาสะดุ้ง และตื่นตัวยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เขารู้ว่าท่านอาจารย์ปู่เป็นเทพที่มีบุคลิกค่อนข้างแปลกประหลาด เพราะฉะนั้นมนุษย์ที่เขายอมรับเป็นศิษย์ก็คงต้องไม่ธรรมดาเช่นกัน... หลิงเฟิงจือแอบกล่าวกับตนเองในใจว่า ในภายภาคหน้าเขาควรออกห่างจากอาจารย์ป้าผู้อาวุโสท่านนี้ให้ได้มากที่สุด

"พวกเจ้ากลับไปก่อน" หลิงเฟิงจือหันไปสั่งศิษย์ แล้วจึงพาฉีหวนย่างก้าวอีกครั้ง

"ขอรับท่านผู้นำลัทธิ"

"..." เขาเป็นถึงหัวหน้านิกาย ฉีหวนมองหลิงเฟิงจือด้วยสายตากระอักกระอ่วน

หลิงเฟิงจือเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบยิ่งนัก ซึ่งต่างจากซูกงจือ เขามิได้พาฉีหวนมาถึงเรือนแล้วจากไป แต่ทว่าเขาพาฉีหวนเดินท่องไปทั่วยอดเขาชิงหยุนก่อน เพื่อแนะนำนิกาย และประกาศให้เหล่านักพรตได้ทราบ ถึงการปรากฏตัวของนางในฐานะอาจารย์ป้าผู้อาวุโสของผู้นำนิกาย

จากนั้นหลิงเฟิงจือก็นำพาเธอไปยังสุดยอดเชิงเขา ซึ่งมีตำหนักของซูกงจือตั้งอยู่ และจัดเตรียมบ้านฟางที่ดูหรูหราที่สุดในบรรพตนี้ให้เธออยู่อาศัย ใช่! เจ้าฟังไม่ผิด บ้านฟาง!!!

เมื่อเห็นบ้านฟาง ฉีหวนจึงรีบบอกตัวเองว่าเธอต้องฝันไปแน่ เพราะเมื่อครู่เธอเพิ่งได้เห็นอาคารคล้ายพระราชวังของท่านอื่นตามเนินเขาที่เพิ่งเดินผ่านมา แต่เหตุใดเธอถึงต้องอาศัยอยู่ในบ้านฟางขนาดเล็กเช่นนี้กันเล่า?!

หลิงเฟิงจือเร่งอธิบายด้วยท่าทางเคร่งเครียด เมื่อเห็นสีหน้าของฉีหวนเริ่มแสดงความขัดเคืองใจ "อาจารย์ปู่ฉูเป็นเพียงนักพรตท่านเดียวที่ยังเฝ้าบำเพ็ญเพียร และบ่มเพาะวิชาแบบสันโดษในลัทธิแห่งนี้"

การบ่มเพาะวิชาแบบสันโดษ หมายถึงการฝึกท่ามกลางความยากลำบาก เช่น การทานอาหารที่แย่ที่สุด อาศัยอยู่ในสถานที่ที่เลวร้ายที่สุด โดยมิให้ใช้ยาหรือสมุนไพรใดทั้งสิ้น และจงฝึกบำเพ็ญเพียรด้วยพละกำลังที่ตนเองมีเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ปรมาจารย์ภายใต้ลัทธิหลายท่าน จึงเคารพนับถือซูกงในฐานะนักพรตท่านแรกที่สามารถบรรลุวิชานิกายมหายานได้วรรณะสูงกว่าผู้อื่นในพิภพแห่งนี้ ฉีหวนรู้สึกเคารพความมุ่งมั่นของท่านอาจารย์ยิ่งนัก แต่ทว่าความเคารพก็ส่วนความเคารพ เหตุใดตัวเธอต้องมาฝึกวิชานี้กับท่านอาจารย์ด้วยเล่า?

"นี่มันไร้มนุษยธรรมยิ่งนัก! นี่ข้ากำลังถูกฝืนใจอย่าไร้ปรานี! ข้าขอเรียกร้องสิทธิ์ความเป็นมนุษย์!" ฉีหวนเดินดูรอบกระท่อมด้วยความรู้สึกโมโห จากนั้นก็รีบผลักประตูเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง

ฉีหวนเบิกตากว้าง เธอลืมภาพกระท่อมไปครู่หนึ่ง เนื่องจากสิ่งที่เธอพบในกระท่อมหลังนี้มีเพียงเชือกมังกรเลื้อยเพียงสิ่งเดียว 'นี่นึกว่าฉันเป็นเซียวเหล่งนึ่งมังกรหยกงั้นเหรอ? บ้าไปแล้ว!'

หลิงเฟิงจือก้มหน้าลง พร้อมกับไอสองครั้ง ฉีหวนหันไปมองจึงสังเกตเห็นว่าเขาแอบหัวเราะเยาะอย่างมีความสุข แต่แสร้งทำเป็นไอกลบเกลื่อน จากนั้นไม่นานเขาก็เริ่มชี้แจง "สิ่งนี้เรียกว่าเชือกมังกร การฝึกบำเพ็ญเพียรบนเชือกเส้นนี้ เป็นการฝึกจิตวิญญาณให้แข็งแกร่ง แต่ร่างภายนอกจะเบาบางราวหยดน้ำ นักพรตต่างเรียกกันว่าวิชาตัวเบา"

"ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็หลับนอนบนเชือกมังกรเยี่ยงนี้เช่นกัน... งั้นรึ?" ฉีหวนกล่าวถามด้วยความสงสัย

"ใช่" หลิงเฟิงจือตอบกลับ และเมื่อเหลือบไปเห็นแววตาสงสัยของฉีหวน เขาจึงกล่าวอีกครั้ง "แต่ของข้า... แค่เป็นเชือกมังกรที่ถูกถักทอมาเป็นเสื่อแล้ว เพียงเท่านั้น..."

"... หื้ม! เยี่ยม งั้นข้ากับเจ้ามาแลกที่นอนกันเถอะ เนอะ..."

"..." เขาตอบกลับคำร้องขอด้วยความเงียบงัน

"หึ! ได้! หากเจ้าไม่ยอมแลกที่นอนกับข้า ข้าก็จะใช้เชือกมังกรเส้นนี้ปลิดชีพตนเองซะ เมื่อข้ากลายเป็นผี ข้าก็จะตามหาอาจารย์ของเจ้าแล้วบอกท่าน ว่าเจ้าเป็นผู้สังหารข้าอย่างไร้เมตตา! จากนั้นข้าก็จะตามจองล้างจองผลาญเจ้าไปเจ็ดชั่วโคตร! ฮะ ฮะ ฮ่า!" ฉีหวนขู่เข็ญแบบไม่อ้อมค้อม

หลิงเฟิงจือจ้องมองใบหน้าอันไร้ยางอายของฉีหวนด้วยความรู้สึกขับแค้นใจ ถึงกระนั้นเธอก็ยังไม่รู้สึกสลดแม้แต่น้อย เนื่องจากเธอทำแต่เรื่องไร้ยางอายเช่นนี้มาโดยตลอดจนคุ้นเคยกับมันไปเสียแล้ว หลิงเฟิงจือตระหนักว่า ถ้าหากนางตรงหน้ารู้ซึ้งถึงคำว่าเกรงอกเกรงใจสักน้อย นางจะไม่มีวันกล่าวเช่นนี้

เป็นที่น่าอนาถใจนัก เพราะจุดกำเนิดของโลกมนุษย์ถูกสร้างขึ้น และปลูกฝังไว้ว่า ผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ห้ามรุกราน เคียดแค้น และกระทำรุนแรง นี่คือคำบอกกล่าวแรกที่ฉีหวนอบรมหลิงเฟิงจือ

ฉีหวนใช้เวลาทั้งสิ้นสองชั่วโมงยี่สิบสามนาที ในการเกลี้ยกล่อมหลิงเฟิงจือให้ตระหนักรู้ว่าเธอเป็นเพียงผู้หญิงอ่อนแอและบอบบาง ซึ่งมันอันตรายมาก ถ้าหากต้องอาศัยอยู่ในกระท่อมทรุดโทรมกลางป่าเขาเพียงคนเดียวเช่นนี้... ท้ายที่สุดก็สามารถย้ายไปยังพระราชวังของหลิงเฟิงจือตามความปรารถนาของเธอเสียจนได้

ด้วยเหตุนี้หลิงเฟิงจือจึงต้องอาศัยอยู่ในกระท่อมฟาง ซึ่งเดิมทีเป็นที่พักของฉีหวน ทั้งเขายังต้องหลับนอนบนเชือกมังกรที่มีเพียงเส้นเดียวอีกด้วย...

ฉีหวนเดินจากกระท่อมไปอย่างรื่นรมย์ใจ บัดนี้เขาตระหนักแล้วว่าเพราะเหตุใดอาจารย์ปู่ผู้อาวุโสถึงส่งศิษย์ที่เพิ่งรับมาให้เขาอย่างเร่งรีบโดยไม่นึกถึงสิ่งใดทั้งสิ้น บางทีท่านอาจจะรู้อยู่แล้วว่า ศิษย์ตนนี้ชั่วร้ายเพียงใด

เขาตระหนักในใจตลอดเวลา ‘ตั้งแต่บัดนี้ ข้าขอสาบานว่าจะออกห่างจากแม่หญิงไร้ยางอายผู้นี้ให้ไกลที่สุด!’

จบบทที่ ตอนที่ 3 หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร! ข้าก็จะมิยอมอาศัยในกระท่อมฟางโสมมแห่งนี้!!!

คัดลอกลิงก์แล้ว