- หน้าแรก
- ตำนานเต่าทมิฬแห่งโลกวิญญาณยุทธ์
- บทที่ 1 หมู่บ้านหวง
บทที่ 1 หมู่บ้านหวง
บทที่ 1 หมู่บ้านหวง
บทที่ 1 หมู่บ้านหวง
โลกวิญญาณยุทธ์
นี่คือโลกที่ประกอบด้วยสองแผ่นดินใหญ่คืออาณาจักรเทียนโต่วและอาณาจักรซิงหลัว กับผืนน้ำมหาสมุทรอันกว้างใหญ่
ในมหาสมุทรนั้นยังมีเกาะเล็กๆ อีกมากมายที่ผู้คนไม่รู้จัก
ทางตอนใต้สุดของอาณาจักรเทียนโต่ว ในมณฑลฟางหนัว มีหมู่บ้านแห่งหนึ่งชื่อ หมู่บ้านหวง
เด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งนั่งอยู่บนสนามหญ้าในหมู่บ้าน ดวงตาคมกริบของเขามองตรงไปยังท้องฟ้าสีคราม
ดวงตาของเขาลึกซึ้ง เผยให้เห็นความกังวลและความคิดที่ไม่ควรมีในวัยนี้
ใบหน้าของเขาธรรมดา รูปร่างของเขาก็ธรรมดาเช่นกัน
ทันใดนั้นเขาก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
พึมพำกับตัวเอง: "ข้ามาที่โลกนี้ได้หกปีแล้ว 'พลังพิเศษ' ของข้าอยู่ไหน?"
เขาชื่อ หวงเว่ย เป็นผู้ที่ข้ามมิติมายังโลกนี้
เขาไม่มีพ่อแม่ และถูกเก็บมาเลี้ยงดูโดยผู้เฒ่าหวงหลง ผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านหวง จนเติบโตมาถึงทุกวันนี้
ในแต่ละวันเขาชอบอ่านหนังสือ และเขาก็ได้เรียนรู้ความรู้บางอย่างเกี่ยวกับทวีปนี้จากหนังสือ
ทวีปนี้มีสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณยุทธ์ ซึ่งจะถูกปลุกพลังเมื่อเด็กอายุหกขวบ
เด็กทุกคนจะมีวิญญาณยุทธ์ของตัวเอง เพียงแต่จะมีพลังวิญญาณหรือไม่เท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ท่านภาพของวิญญาณยุทธ์และระดับพลังวิญญาณตั้งแต่กำเนิด สามารถบ่งบอกอนาคตของคนนั้นได้คร่าวๆ
ใช่แล้ว เขาข้ามมิติมายังโลกแห่ง "จอมยุทธ์ภูตถังซาน" ซึ่งเป็นนิยายที่เขาเคยอ่านเมื่อชาติก่อน
ว่ากันว่านี่คือ "ท่อระบายน้ำ" ของนิยายแนวแฟนตาซี ( หมายถึงนิยายยอดฮิตที่สามารถเห็นได้จากทุกที่ ทักคนรู้จัก )
แต่สำหรับเขาที่ไม่เคยเจอพลังเหนือธรรมชาติมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น "ท่อระบายน้ำ" หรือไม่ก็ตาม ตราบใดที่ได้มาอยู่ในโลกนี้ พลังที่ดูไร้ค่านั่นก็ถือว่าแข็งแกร่งมากสำหรับเขาแล้ว
"ในฐานะผู้ข้ามมิติ ผ่านมาหกปีแล้ว แต่ยังไม่มีระบบ นี่ข้าเป็นลูกชังเหรอ?"
คำถามนี้รบกวนจิตใจเขามาตลอดหกปีเต็ม
หากเขาเป็นลูกชังจริงๆ เขาควรจะเลือกตามปู่ไปค้าขาย ทำเงินเล็กๆ น้อยๆ แต่งงาน มีภรรยา ไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไร้กังวล ในเมืองเล็กๆ ที่ห่างไกล แล้วใช้ชีวิตจนแก่เฒ่าไปก็ได้
การทำงานที่กดดันเพื่อก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ในชีวิตแบบเมื่อชาติก่อน ทำให้เขาเบื่อหน่ายมานานแล้ว
ไม่ว่าวิญญาณยุทธ์ของเขาจะเป็นอย่างไร เขาก็อยากมีชีวิตที่สุขสบายและอิสระ
ขณะที่เขากำลังคิดเรื่องราวต่างๆ ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆ
เขาลุกขึ้นเดินกลับไปยังบ้านของเขา
เปิดประตูออก ร่างของชายชราคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาแล้ว
นี่คือท่านปู่ผู้ที่เก็บเขามาเลี้ยงดู และเป็นญาติเพียงคนเดียวของเขาในโลกนี้
"ท่านปู่" หวงเว่ยเอ่ยเรียกเบาๆ
หวงหลงหันกลับมายิ้มอย่างอ่อนโยน มือถือปลากับผักดองที่ปรุงเสร็จแล้ว หันไปวางบนโต๊ะข้างๆ
สภาพบ้านของพวกเขาดีกว่าบ้านส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน
เพราะการค้าขาย ทำให้เรื่องเงินทองไม่ขาดมือในการใช้ชีวิต
แต่หวงหลงก็เป็นคนประหยัด
หวงหลงยิ้มอย่างเป็นกันเองว่า: "หลานรัก มากินปลากับผักดองสุดโปรดของเจ้าเร็วเข้า กินอิ่มแล้วก็รีบอาบน้ำเข้านอนนะ"
หวงเว่ยเดินเข้าไปช่วย พร้อมกับเอ่ยถามว่า: "วันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่าขอรับ?"
หวงหลงหัวเราะเบาๆ ว่า: "เจ้าอายุหกขวบแล้ว ถึงวัยที่จะต้องปลุกพลังวิญญาณยุทธ์
พรุ่งนี้เช้า วิญญาจารย์จากวิหารวิญญาณยุทธ์ จะมาที่หมู่บ้านหวงของเราเพื่อปลุกพลังวิญญาณยุทธ์ให้เด็กๆ ที่มีคุณสมบัติฟรี"
พอพูดถึงตรงนี้ ดวงตาของหวงเว่ยก็สว่างวาบขึ้นมาทันที ใช่แล้ว ทำไมเขาถึงลืมเรื่องปลุกพลังวิญญาณยุทธ์ไปได้
เขาก็คาดหวังและอยากรู้มากเช่นกันว่าวิญญาณยุทธ์ของเขาจะเป็นอย่างไร
และถ้ามีพลังวิญญาณด้วยก็คงดีมาก
เขาไม่ได้ปรารถนาอะไรมาก
ขอแค่มีชีวิตที่สุขสบายก็พอแล้ว
เรื่องความพยายามหรือไม่พยายามนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับเขามากนัก
เพราะความพยายามมันเหนื่อยเกินไป มันยากลำบากเกินไป
การมีชีวิตอยู่ทั้งที การได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายคือความปรารถนาสูงสุดแล้ว
"อืม ข้าทราบแล้วขอรับ"
เขารีบถามว่า: "ท่านปู่ขอรับ วิญญาจารย์ท่านนี้คือใครหรือขอรับ?"
หวงหลงนั่งลง ตักปลากับผักดองไปพลาง ยิ้มอย่างเป็นกันเองว่า: "ท่านมีแซ่ว่าซู ชื่อหยุนเทา
หมู่บ้านหลายสิบแห่งแถวนี้ก็ได้เขาช่วยปลุกพลังให้ทั้งหมด ดังนั้นเขาจะยุ่งมาก และจะอยู่ไม่นาน ดังนั้น เจ้าต้องเชื่อฟังเขาให้มากล่ะ"
"วิญญาจารย์น่ะ พวกเราสามัญชนคงไปหาเรื่องไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ได้เข้าถึงยากอะไรหรอก แค่ออกจะเย็นชาไปหน่อย แต่นอกนั้นก็ดีหมด"
"ว่ากันตามจริงแล้ว เมื่อก่อนที่ยังไม่มีวิหารวิญญาณยุทธ์ พวกเราสามัญชนจะปลุกพลังวิญญาณยุทธ์ได้ทีก็เลือดตาแทบกระเด็น และแทบจะเป็นความปรารถนาเดียวในชีวิตเลยทีเดียว
หมู่บ้านหวงของเราในตอนนั้นไม่เคยมีวิญญาจารย์ถือกำเนิดขึ้นมาเลย แต่หลังจากวิหารวิญญาณยุทธ์ปรากฏขึ้น หมู่บ้านหวงของเราเป็นหมู่บ้านแรกในหลายสิบหมู่บ้านนี้ที่ปลุกพลังวิญญาณยุทธ์ที่มีพลังวิญญาณได้ หลังจากที่เขาเข้าร่วมวิหารวิญญาณยุทธ์ เขาก็นำความสะดวกสบายมาสู่หมู่บ้านหวงของเรามากมาย"
"ดังนั้นหลานรัก ถ้าเจ้าปลุกพลังวิญญาณยุทธ์ได้และมีพลังวิญญาณจริงในวันพรุ่งนี้ ลองไปถามดูนะว่าจะเข้าร่วมวิหารวิญญาณยุทธ์ได้หรือไม่
ถ้าเข้าได้ก็ดีที่สุดแล้ว การกินอยู่หลับนอนในอนาคตก็ไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ค่อยคิดหาทางอื่นก็ได้ อย่างไรเสียที่บ้านก็พอมีเงินเก็บเล็กน้อย ประหยัดหน่อยก็ใช้ได้ตลอดชีวิตแล้ว"
หวงเว่ยถามเพียงคำถามเดียว แต่หวงหลงกลับพูดไปพลางกินไปพลาง และพูดอย่างออกรส แสดงความชื่นชอบวิหารวิญญาณยุทธ์อย่างมาก
เพราะที่เขามีเงินทองมากมายขนาดนี้ได้ ก็เพราะวิญญาจารย์จากหมู่บ้านหวงที่เข้าร่วมวิหารวิญญาณยุทธ์นั่นแหละ
หวงเว่ยกินไปพลาง ฟังไปพลางอย่างเงียบๆ
คำพูดของหวงหลงนั้นเขาจดจำไว้ในใจทั้งหมด
เขาพยักหน้า: "ข้าทราบแล้วขอรับท่านปู่ ถ้าข้าปลุกพลังวิญญาณยุทธ์ที่มีพลังวิญญาณได้ ข้าจะเลือกวิหารวิญญาณยุทธ์เป็นอันดับแรกแน่นอนขอรับ"
"อืม ดีแล้ว กินข้าวต่อเถอะ" หวงหลงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ช่างเป็นเด็กที่สอนง่ายจริงๆ
ความประทับใจที่หวงเว่ยมีต่อวิหารวิญญาณยุทธ์นั้นไม่ดีไม่ร้าย ถือว่ากลางๆ
แต่ถ้ามองจากมุมอื่น วิหารวิญญาณยุทธ์ก็ดีจริงๆ อย่างน้อยก็เป็นเพียงหนึ่งในกองกำลังสำคัญในยุคนี้ของทวีปโต้วหลัวที่ให้ความสำคัญกับสามัญชน
ด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้น เขาก็เข้าสู่ห้วงนิทรา
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หวงเว่ยตื่นแต่เช้า ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย กินบะหมี่ไข่ผักที่หวงหลงลงมือทำด้วยตัวเองเสร็จแล้ว ก็เดินตามหลังไปพร้อมกัน
ไม่นานเขาก็ได้พบกับเด็กๆ วัยหกขวบคนอื่นๆ ในหมู่บ้านหวง
ทุกคนเป็นคนรู้จักกัน
มีทั้งหมดหกคน
รวมหวงเว่ยด้วยก็เป็นเจ็ดคนแล้ว
หวงหลงกำชับเรื่องที่ต้องระมัดระวังต่างๆ ให้ทุกคนฟัง หลังจากที่ทุกคนพยักหน้าแล้ว หวงหลงก็พาพวกเขาเดินต่อไปยังศาลาปลุกพลังวิญญาณยุทธ์เพียงแห่งเดียวในหมู่บ้าน
ที่นั่น มีชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีฟ้าอ่อนยืนกอดอก เผยสีหน้าเย็นชา มองไปยังทุกสิ่งเบื้องหน้า และรอคอยผู้ที่มีคุณสมบัติในหมู่บ้านนี้มาถึง
มองไปแต่ไกล หวงเว่ยก็เห็นเขาแล้ว หัวใจก็ตกใจ เขาคนนี้ทั้งรูปร่างหน้าตาและเครื่องแต่งกายนั้นเหมือนกับซูหยุนเทาในอนิเมะที่เขาเคยดูเมื่อชาติก่อนเป๊ะเลย
"ท่านปู่ขอรับ ท่านที่อยู่ข้างหน้าคือปรมาจารย์ซูหยุนเทาใช่ไหมขอรับ?" หวงเว่ยรีบเดินเข้าไปกระซิบถามข้างหูหวงหลง
หวงหลงพยักหน้า: "ใช่แล้วหลานรัก เขาเองนั่นแหละ เดี๋ยวต้องสุภาพหน่อยนะ"
หวงเว่ยพยักหน้า: "ทราบแล้วขอรับท่านปู่"
ไม่นาน หวงหลงก็ยิ้มแย้มพาทั้งเจ็ดคนมาอยู่ตรงหน้าซูหยุนเทา เขาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวว่า: "ท่านซูขอรับ เด็กทั้งเจ็ดคนนี้คือเด็กที่อายุครบหกขวบในปีนี้ หลังจากนี้ต้องรบกวนท่านแล้วขอรับ"
เขาพูดพลางล้วงหยิบเหรียญทองวิญญาณออกมาจากอกเสื้อแล้วพูดว่า: "พวกเราไม่มีของมีค่าอะไรมากนัก หวังเหรียญทองวิญญาณนี้จะพอเป็นค่าเหนื่อยสำหรับท่านซูนะขอรับ"
พูดจบก็ยัดใส่มือซูหยุนเทาโดยตรง
"ท่านผู้ใหญ่บ้านหวงพูดอะไรอย่างนั้น้ลยขอรับ นี่เป็นหน้าที่ของข้า"
"เด็กๆ เหล่านี้ข้าจะช่วยเป็นอย่างดี แต่การปลุกพลังวิญญาณยุทธ์ออกมาได้แบบไหนนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนเราจะเข้าไปแทรกแซงได้ ท่านก็รู้เรื่องนี้ดี"
"ดังนั้น จะปลุกพลังวิญญาณยุทธ์แบบไหนได้ จะปลุกพลังวิญญาณยุทธ์ได้หรือไม่ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับโชคและพรสวรรค์ของพวกเขาแล้วขอรับ"
ซูหยุนเทาเห็นดังนั้น ใบหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เขากระแอมเล็กน้อย
ใบหน้าที่เย็นชาถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มที่เขินอาย ทั้งตัวเขาก็ดูเป็นกันเองและคุยง่ายขึ้นมาทันที
ส่วนมือก็เก็บเหรียญทองวิญญาณนั้นเข้าสู่กระเป๋ามิติอย่างรวดเร็ว
กระเป๋ามิตินี้เขาเก็บได้ตอนเดินกลางคืนครั้งหนึ่ง แม้ว่าความจุจะเล็กไปหน่อย แต่ก็พอใช้ได้
ต้องบอกว่าโชคดีจริงๆ
และเหรียญทองวิญญาณนี้เทียบเท่ากับค่าตอบแทนหลายวันของเขาเลยทีเดียว
แน่นอนว่าเขาย่อมดีใจ