- หน้าแรก
- ทะลุมิติฉบับนางร้ายเลเวลตัน
- โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 31-32
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 31-32
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 31-32
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก (31)
ฮวาหวู่รอฟังข่าวดีจากเจียงอี้อยู่ แต่จนแล้วจนรอด...จากตอนที่ม่ายเกอยังเป็นแค่แก๊งเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครเหลียวแล กลายเป็นองค์กรใหญ่ที่แต่ละฐานต่างก็เคยได้ยินชื่อ...เจียงอี้ก็ยังไม่มีวี่แววจะวิจัยยาถอนพิษสำเร็จซะที
พอเธอเริ่มเร่ง เขาก็ทำตัวเป็นซากศพ ปัดให้เธอไปทำเอง
เอ้า ถ้าทำเองได้ จะต้องมีแกไว้ทำไมกันเล่า!?
ฮวาหวู่เลยต้องกัดฟันรอ…รอ…และก็รอ…จนในที่สุด ปีที่สามของโลกาวินาศก็มาถึง แล้วเธอก็ได้รับข่าวดีจากเจียงอี้สักที
แต่ทว่า…
ฮวาหวู่มองดูซอมบี้ที่ถูกกักอยู่ในห้องทดลอง ร่างกายดูคล่องแคล่วผิดปกติ ภายใต้คำสั่งของเจียงอี้ มันสามารถทำท่าทางตามที่เขาสั่งได้เป๊ะ ๆ
เธอเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะถามแบบปั้นหน้าไม่ออกว่า
“นี่…คือผลงานวิจัยของนายเหรอรึ?”
ทำไมสุดท้ายหมอนี่ถึงยังคิดค้นวิธีควบคุมซอมบี้ได้ล่ะ!!
ใครบอกให้แกไปควบคุมซอมบี้กันฟะ!!
ฮวาหวู่เซ็งสุดใจ แต่เจียงอี้กลับดูภูมิใจมาก
“ฉันพบว่าการควบคุมพวกมันน่ะ ง่ายกว่าการคิดค้นยาถอนพิษเยอะเลย”
“……”
ฮวาหวู่กอดกระบอกน้ำอุ่น ดื่มน้ำหนึ่งอึกเพื่อระงับอาการหัวเสีย
“แปลว่านายทำยาถอนพิษไม่ได้ใช่ไหม?”
หรือว่าความเป็นตัวร้ายมันแก้ไม่ได้ ถึงตอนนี้จะอยู่ใต้แสงออร่าของนางเอกก็เถอะ...
“ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น” เจียงอี้ตอบเสียงเรียบ “ฉันแค่บอกว่า การควบคุมพวกมันมันง่ายกว่าวิจัยยาถอนพิษ”
“อย่ามัวไปเล่นอะไรเพี้ยน ๆ น่า” ฮวาหวู่ตบไหล่เจียงอี้ดังป้าบ
เจียงอี้: “……”
ใครกันแน่ที่เพี้ยน?
คนที่เพี้ยนที่สุดน่ะ มันไม่ใช่เธอเหรอฟะ!?
...
...
ปีที่สี่หลังจากโลกาวินาศ – ฐานชิวหลัว
ตอนนี้ ไวรัสซอมบี้ก็ยังไม่มีวิธีรักษาเหมือนเดิม
สองปีแรก ทุกคนลำบากกันสุด ๆ
แต่ตอนนี้เข้าสู่ปีที่สี่แล้ว แต่ละฐานก็พัฒนาขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง
สภาพความเป็นอยู่ของผู้รอดชีวิตก็ค่อย ๆ ดีขึ้นเรื่อย ๆ
ถึงของกินของใช้จะหายากขึ้นกว่าเดิม แต่พอทุกคนเริ่มชินกับวิถีชีวิตแบบนี้ ขอแค่ไม่อดตาย…ก็ยังมีหวังในการอยู่รอด
“รัฐมนตรีเซียวครับ!” เซียวซีเพิ่งออกจากห้องทำงาน ก็มีคนเรียกไว้
“มีผู้รอดชีวิตกลุ่มหนึ่งมาจากนอกฐาน พวกเขามีข่าวมาบอกครับ”
“ข่าวอะไร?” เซียวซีถาม
คนที่มาแจ้งข่าวตอบว่า
“ได้ยินมาว่า…ฐานหงรื่อที่นู่น เขาว่ากันว่า…พวกเขามีวัคซีนแล้วครับ”
เซียวซีขมวดคิ้ว
“ข่าวแบบนี้สองปีมานี้ก็มีเยอะแล้ว แต่ของจริงแทบไม่มีสักเจ้า”
หลายครั้งเป็นข่าวปลอมทั้งเพ
แถมบางครั้งก็เป็นกลุ่มอิทธิพลชั่ว ๆ ที่ตั้งใจปล่อยข่าวหลอกให้ผู้รอดชีวิตหลงกลไปติดกับ
“แต่ว่า…ข่าวนี้มาจากฐานหงรื่อจริง ๆ นะครับ” คนแจ้งข่าวว่า
“ฐานนี้…”
ฐานหงรื่อเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อประมาณปีที่สองของโลกาวินาศ
จำนวนสมาชิกไม่เยอะ แต่มีอาวุธดีมาก
แต่ฐานนี้ต่างจากฐานอื่นตรงที่ไม่มีตำแหน่งที่ตั้งชัดเจน ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาอยู่ตรงไหนกันแน่
พวกเขาก็ไม่ได้เปิดรับผู้รอดชีวิตเท่าไหร่
กลับกัน พวกเขาชอบใช้ข้ออ้างว่า ‘กำจัดภัยร้ายเพื่อประชาชน’
แล้วก็ออกไปปล้นกลุ่มอิทธิพลอื่น ๆ เพื่อเอาของมาง่าย ๆ
แน่นอนว่ากลุ่มที่ถูกปล้นก็ไม่ใช่กลุ่มดีอะไร
จะว่าไป พวกฐานหงรื่อก็เหมือน ‘ทำความดี’ อยู่แหละ
แต่พฤติกรรมของพวกเขานี่สิ…
มันก็ชัด ๆ ว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอิทธิพลชั่ว
แล้วนี่จะบอกว่าตอนนี้พวกเขามีวัคซีน!?
เซียวซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสั่งว่า
“ไปดูหน่อยก็แล้วกัน”
กลุ่มผู้รอดชีวิตที่มาแจ้งข่าวมาจากแหล่งชุมนุมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง
ตอนแรกก็ใช้ชีวิตได้ดีอยู่แล้ว แต่บังเอิญถูกอีกกลุ่มเล็งเป้าเข้าให้
โชคดีที่มีคนจากฐานหงรื่อผ่านมาและช่วยไว้ทัน
ข่าวที่ว่านี้ก็มาจากคนของฐานหงรื่อนั่นแหละ
“แล้วพวกเขาบอกอะไรอีกบ้าง?” เซียวซีถาม
“พวกเขาบอกว่า…อีกสองเดือนข้างหน้า ก็คือวันที่ 12 สิงหาคม จะมีงานสั่งจองวัคซีนที่เมืองเหวินซี ใช้เวลาทั้งหมดสามวันครับ…” ผู้รอดชีวิตพูดพลางหยิบรายชื่อสิ่งของออกมายื่นให้
“นี่คือรายการของที่พวกเขาต้องการ สามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปแลกวัคซีนได้ครับ”
เซียวซีรับกระดาษแผ่นนั้นมา
สมุดที่พับมาอย่างดีแผ่กางออก…ยาวจนปลายห้อยถึงพื้นเลย
ในรายการมีทั้งของกินของใช้ อุปกรณ์วิจัย เครื่องมือแพทย์ ยา อาวุธ กระสุน ฯลฯ หลากหลายสุด ๆ
เรียกว่าทุกอย่างที่จำเป็นต่อการอยู่รอดเลยก็ว่าได้
จะจริงหรือหลอกยังไม่มีใครรู้แน่ชัด
แต่ตอนนี้ หลายฐานก็เริ่มรู้ข่าวนี้จากปากของผู้รอดชีวิตแล้ว
แถมยังได้รายชื่อนั้นมาเหมือนกัน
เมืองเหวินซีอยู่ตรงกลางพอดี เดินทางจากฐานไหนก็ใช้ระยะทางพอ ๆ กันหมดเลย…
ฐานหงรื่อก็คงคิดเผื่อฐานอื่น ๆ ทั่วทุกที่ เลยให้เวลาถึงสองเดือนเต็ม ๆ
...
...
ต้นเดือนสิงหาคม เมืองเหวินซี
เจียงอี้ยืนอยู่บนดาดฟ้า มองลงไปข้างล่าง เห็นซอมบี้เดินทื่อ ๆ ออกไปทีละตัว
“งานวิจัยฉันก็ไม่ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ซะทีเดียวหรอกนะ”
ฮวาหวู่ที่อยู่ข้าง ๆ ยกนิ้วโป้งให้เขาแบบไม่พูดอะไร เหมือนชม…แต่ก็เหมือนประชดมากกว่า
เจียงอี้ก็รู้ว่าเธอกำลังขี้เกียจจะเถียงเลยทำตามมารยาทเฉย ๆ
“เธอคิดว่าพวกนั้นจะมากันจริง ๆ เหรอ?”
ฮวาหวู่ตอบสบาย ๆ ว่า
“ต้องมีคนสงสัยอยากมาดูแน่นอนแหละ ถ้างานครั้งแรกมันเวิร์ก พวกที่ไม่เชื่อก็ต้องตามมาทีหลังเองแหละน่า”
“แล้วถ้าพวกเขารวมกลุ่มกันมาเป็นพันธมิตรล่ะ…” เจียงอี้ถามเสียงต่ำ
ฮวาหวู่ยิ้มมุมปากแบบแปลก ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงรื่นเริง
“เพราะงั้นฉันถึงให้นายเอาพวกซอมบี้ไปวางรอบนอกไว้เป็นยามไงล่ะ ใครทำตัวไม่น่ารัก เราก็จัดการซะเลย~”
เจียงอี้: “……”
ซอมบี้เองก็ไม่คิดเหมือนกัน ว่าตัวเองกลายเป็นแบบนี้แล้วยังต้อง ‘ทำงาน’ อีกนะ…
“ไม่ใช่เธอบอกอยากช่วยเหลือมนุษยชาติเรอะ? งั้นทำไมไม่แจกวัคซีนให้ฟรี ๆ ไปเลยล่ะ?”
“วัคซีนที่หมอเจียงอุตส่าห์วิจัยจนจะอ้วกเนี่ยนะ จะเอาไปแจกฟรี ๆ ไม่รู้สึกว่าเสียเปล่าบ้างเลยเหรอ? อีกอย่าง ฉันก็ไม่เคยพูดนี่ว่าจะช่วยมนุษยชาติแบบฟรี ๆ”
เจียงอี้: “……”
นี่ฉันต้องขอบคุณที่เธอให้เกียรติงานวิจัยฉันหรือไง…
“บางทีของฟรีมันก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปหรอกน่า” ฮวาหวู่พูดพลางยักไหล่
“ในสภาพแบบนี้ ถ้าบอกจะให้ของฟรี ใครจะกล้าเชื่อ? หมอเจียง คุณว่าจริงไหมล่ะ?”
เจียงอี้ไม่ได้ตอบทันที มองลงไปข้างล่าง เห็นม่ายเกอกับพวกกำลังสั่งคนให้เริ่มปูพรมแดง
“แล้วจำเป็นต้องจัดใหญ่ขนาดนี้ด้วยเหรอ?”
ถึงกับมีพรมแดง...
นี่มันไม่ใช่งานแถลงข่าวสมัยก่อนวันสิ้นโลกนะ!
“นี่เป็นโอกาสที่เราจะโชว์พาวให้แต่ละฐานเห็นความสามารถของเรานะ จะให้จัดเล่น ๆ ได้ยังไงล่ะ” ฮวาหวู่พูดจริงจังสุด ๆ
“ลึกลับและทรงพลัง จะทำให้หลายคนไม่กล้าคิดร้ายใส่เราไง”
นี่แหละ คือความ ‘ปัง’ ของนางเอก!
เจียงอี้: “……”
ฉันว่าที่จริงก็แค่เธออินกับอะไรแปลก ๆ ของตัวเองนั่นแหละ…
เจียงอี้จัดการเคลียร์ซอมบี้แถว ๆ นั้นให้หมด พอไม่มีพวกมันกีดขวาง คนก็เริ่มทำงานได้เร็วขึ้น
พรมแดงที่ใช้ก็ไปขนมาจากโรงงานแห่งหนึ่งที่เก็บสต๊อกไว้เยอะมาก
ถึงขั้นเยอะพอจะปูจากสถานที่จัดงานยาวออกไปจนถึงนอกเมืองได้เลย
แน่นอน…แผนนี้ฟังดูเว่อร์เกินไป
สุดท้ายพี่ม่ายเกอก็โหวตตัดสินใจว่า “พอเหอะ ไม่ไหว”
เลยได้แค่ปูพรมแดงจากสถานที่จัดงาน ยาวออกมาจนถึงสุดถนนด้านหน้าเท่านั้น
ส่วนสถานที่จัดงานก็คือโรงแรมห้าดาวในเมืองเหวินซี ที่ก่อนวันสิ้นโลกตกแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ทันได้เปิดให้บริการ
เพราะยังไม่เปิดใช้งาน ตัวอาคารเลยยังคงสภาพดีอยู่ แค่ปัดกวาดถูพื้นนิดหน่อยก็ใช้ได้เลย
...
...
เซียวซีเดินทางมาถึงเมืองเหวินซี
ทันทีที่เข้ามาก็เห็นโฆษณาแผ่นใหญ่ห้อยอยู่ระหว่างตึกสองข้างถนน
— “ยินดีต้อนรับสู่ งานสั่งจองวัคซีนรอบแรก” —
ข้าง ๆ ยังมีธงของฐานหงรื่อโบกพลิ้วอยู่ด้วย
โคตรเว่อร์
“รัฐมนตรีเซียว…ฐานหงรื่อนี่เล่นใหญ่มากเลยนะครับ…ถึงกับมีป้ายโฆษณาเลยเนี่ย”
“เห็นซอมบี้มั้ย?” เซียวซีถามกลับทันควัน
“ไม่ครับ…ตั้งแต่เข้ามาในเมือง ยังไม่เห็นเลยสักตัว”
“พวกเขาคงไม่ได้ล้างเมืองจนสะอาดหมดแล้วหรอกใช่ไหม?”
ก่อนวันสิ้นโลก เมืองเหวินซีก็มีคนอยู่ไม่น้อยเลยนะ…
เซียวซีว่าไม่น่าจะเป็นไปได้…
“ทุกคนระวังตัวไว้ก่อน”
กลุ่มที่เซียวซีพาเข้ามาไม่ได้มีมากนัก กองหลักยังคงอยู่ที่ห่างจากเมืองอีกพอสมควร
พวกเขาเดินไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นป้ายโฆษณาอีกแผ่น
เดินต่อไปอีกก็มีป้ายบอกทาง
บรรยากาศโดยรวม…ให้ความรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในยุคก่อนวันสิ้นโลกยังไงยังงั้น
พอพวกเขาเดินมาถึงตรงที่มีพรมแดงปูไว้
หลายคนเริ่มรู้สึกทั้งกลัว ทั้งสงสัยในตัวฐานหงรื่อขึ้นมากกว่าเดิม…
…………………………………………………………………………………………………………………………….
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก (32)
ด้านนอกโรงแรม ตอนนี้มีรถจอดอยู่หลายคันแล้ว ดูจากสภาพ น่าจะเป็นรถของผู้รอดชีวิตกลุ่มอื่น
ตรงประตูหน้าโรงแรม… ถึงขั้นมีสาวพริตตี้ใส่ยูนิฟอร์มยืนต้อนรับแหน่ะ…
ยังไม่พอ มีผนังเซ็นชื่อสำหรับแขกผู้มาเยือน แล้วยังมีทีมถ่ายรูปอีกต่างหาก!
แต่ถึงจะดูเหมือนงานแฟร์สุดเว่อร์แบบนี้ ก็ยังมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถือปืนยืนประจำอยู่ข้าง ๆ
ดูแล้วไม่น่าเข้าไปหาเรื่องสักเท่าไหร่
เซียวซีลงทะเบียนเรียบร้อยก็เดินเข้ามาข้างใน
ตรงเคาน์เตอร์ล็อบบี้…เขาก็เห็นเลยทันที
มีซอมบี้ตัวนึง…ถูกตรึงไว้กับเคาน์เตอร์
ใส่สูทเรียบหรู ดูดีไม่มีที่ติ
แถมยังมีป้ายติดอกว่า “ผู้จัดการฝ่ายต้อนรับ”
สาวต้อนรับหน้าห้องยิ้มหวาน อธิบายอย่างใจเย็น
“จุดเด่นค่ะ ท่านไม่ต้องกังวล มันออกมาไม่ได้หรอก”
...จุดเด่นเหรอ?
จุดเด่นบ้าอะไรวะเนี่ย!? จุดเด่นแบบหลอน ๆ รึไง?!
ดีนะว่าโรงแรมนี้มีซอมบี้ตัวเดียวที่โชว์เป็นพร็อพแปลก ๆ แบบนี้
ทุกคนเลยแค่รู้สึกแปลก ๆ กันเล็กน้อย แล้วก็ทำใจยอมรับได้ในเวลาไม่นาน
รอบนี้คนที่มาโรงแรมก็ไม่ได้เยอะมาก แต่เซียวซีจำได้ว่าหลายฐานใหญ่ที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาก็ส่งตัวแทนมาด้วย
พวกเขาได้เจอกันที่ร้านอาหารของโรงแรม แล้วก็เริ่มแลกข่าวสารเกี่ยวกับฐานหงรื่อที่เป็นเจ้าภาพงานนี้
แต่เรื่องเกี่ยวกับฐานหงรื่อ…ทุกคนก็รู้ไม่ต่างกันนักหรอก
จะบอกว่าพวกเขาโลว์โปรไฟล์ก็ใช่ แต่ชื่อเสียงกลับแพร่หลายไปทั่ว
จะบอกว่าพวกเขาเปิดตัวแรงก็ไม่เชิง
เพราะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าฐานหงรื่อมีขนาดเท่าไหร่ ใครเป็นหัวหน้า
หรือแม้แต่ที่ตั้งของฐาน…ก็ไม่มีใครรู้เลย
งานจองวัคซีนรอบนี้…ก็จัดแบบเว่อร์วังสุดขีดอีกต่างหาก
แต่พวกเขาอยู่ที่นี่มานานขนาดนี้แล้ว ก็ยังไม่เห็นสักคนที่ดูเหมือนจะเป็น ‘หัวหน้า’ หรือพวกผู้บริหารอะไรเลย
ความสงสัยในใจเซียวซี ได้รับคำตอบในวันถัดมา— วันจัดงานจองวัคซีนอย่างเป็นทางการ
คนที่ขึ้นมาอธิบายเรื่องวัคซีนก็คือ…เจียงอี้นั่นเอง
และคนที่เดินออกมาพร้อมเขา… มีฮวาหวู่ แล้วก็เหล่าซาน
ใช่…คือม่ายเกอและพวกเขานั่นแหละ
เบื้องหลังของฐานหงรื่อ ก็คือพวกม่ายเกอนั่นเอง
ฮวาหวู่เห็นเซียวซียืนอยู่ด้วย แต่เธอไม่แม้แต่จะทักทาย
พอเจียงอี้พูดจบ เธอก็เดินจากไปกับเขาทันที
ปล่อยให้เหล่าซานยืนเฝ้าหน้าห้องประชุมด้วยสีหน้าแบบ “ใครกล้าแหยมมาลองดู”
เซียวซีเองก็ไม่ได้พยายามเข้าหาอะไร แค่แลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญที่พามาด้วย
แล้วก็ตัดสินใจ…รอดูท่าทีไปก่อน
เพราะงานจองวัคซีนจะมีทั้งหมด 3 วัน
ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ไม่ได้บีบให้ต้องตัดสินใจอะไรเดี๋ยวนั้น
...
...
วันแรกของงาน
ยังไม่มีใครตัดสินใจลงชื่อจองจริง ๆ จัง ๆ
แต่ตอนกลางคืน พวกเขาก็ได้ยินเสียงปืน…เสียงการปะทะ
แป๊บเดียวก็เงียบลง
จากนั้นไม่นาน เสียงประกาศจากลำโพงภายในโรงแรมก็ดังขึ้น
“พวกเรารู้ดีว่าทุกท่านอยากได้วัคซีนกันเร็ว ๆ แต่ก็ขอความกรุณาทุกท่าน ใช้วิธีที่ถูกต้องตามกติกา
ไม่อย่างนั้น พวกเราคงไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของทุกท่านได้”
ใครเป็นคนเริ่มก่อนก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ คนที่ลองของไปแล้วได้บทเรียน
ทำให้คนอื่นไม่กล้าลุกขึ้นมาแหยมอีกต่อไป
...
...
วันที่สาม
เริ่มมีคนทยอยมาลงชื่อจองวัคซีนกันแล้ว
เพราะพวกเขาได้ดูการสาธิตไปแล้ว ว่าวัคซีนได้ผลจริง
แต่… นั่นอาจจะเป็นแค่ฉากหลอกตาก็ได้
ทุกคนเลยยังไม่วางใจนัก
ต้องได้วัคซีนกลับฐาน เอาไปทดลองเอง ถึงจะมั่นใจได้ว่าใช่ของจริง
พอเริ่มมีการลงชื่อ พวกเขาถึงเพิ่งรู้ว่า
ทุกกลุ่มอิทธิพลได้โควต้าวัคซีนเท่ากันหมด
รอบแรกนี้…แจกแค่กลุ่มละ 10 เข็มเท่านั้น
แต่คนที่กล้ามาในงานนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นฐานที่มีพลัง มีทุน และมีของอยู่แล้ว
สิ่งของที่ต้องใช้แลกกับวัคซีน 10 เข็ม ก็ไม่ได้ถือว่าแพงเกินไปสำหรับพวกเขา
พอได้วัคซีนไป…
บางกลุ่มที่ใจเด็ดหน่อย ก็ลากตัวคนมาเทสต์กันสด ๆ ตรงนั้นเลย
ส่วนพวกที่รอบคอบหน่อย ก็วางแผนจะเอาวัคซีนกลับไปที่ฐานก่อน
แล้วค่อยจัดการอะไรต่ออีกที
เพราะว่าวันสุดท้ายของงานจองวัคซีนรอบแรกจบลงดึกมาก
คนของฐานหงรื่อดัน…จุดพลุฉลอง อีกต่างหาก!
ถึงจะจุดไกลจากโรงแรมพอสมควร แต่เสียงดังขนาดนั้นก็ทำเอาหลายคนตกใจจนหัวใจจะวายอยู่แล้ว
ด้วยความที่มันดึกมากแล้ว คนส่วนใหญ่เลยเลือกจะพักต่อที่โรงแรมแทนที่จะเดินทางกลับทันที
ใครจะคิดล่ะว่า…
พอตื่นมาเช้าวันถัดไป พวกเขากลับเจอว่า คนของฐานหงรื่อหายไปหมดแล้ว!
ไม่รู้ว่าพวกนั้นแอบย้ายออกไปตั้งแต่ตอนไหน
ที่แย่กว่านั้นคือ…ซอมบี้บุกกลับมาอีกครั้ง!
ถ้าไม่ได้สังเกตทันเวลา ทุกคนอาจจะโดนยกพวกกินเรียบไปแล้วก็ได้!
จริง ๆ ถ้าหลังจากนั้นไม่มีหลักฐานว่าวัคซีนใช้ได้ผลจริง
พวกเขาก็คงสงสัยไปแล้วว่า ฐานหงรื่อตั้งใจจะหลอกพวกเขามาฆ่าทิ้งมากกว่า…
...
...
หลังจากงานจองวัคซีนรอบแรกจบลงอย่างราบรื่น
แต่ละฐานใหญ่ก็ทยอยพิสูจน์ว่า วัคซีนใช้ได้จริง
พอได้วัคซีนมา ฐานที่มีทุนพอก็เริ่มรีบวิจัยกันทันที ถ้าสามารถพัฒนาวัคซีนขึ้นมาได้เองก็จะดีที่สุด
แต่ในช่วงเวลานั้น…วัคซีนก็ยังคงมีแค่ฐานหงรื่อที่ควบคุมอยู่รายเดียว
พอมีข่าวว่า จะมีงานจองวัคซีนรอบสอง แน่นอนว่าคนที่แห่มารอบนี้ มีมากกว่ารอบที่แล้วหลายเท่า!
สถานที่ก็ยังคงเป็นโรงแรมห้าดาวแห่งเดิมในเมืองเหวินซี
คนที่เคยมาแล้วก็เริ่มเดาได้ว่า ฐานหงรื่อ น่าจะมีวิธีควบคุมซอมบี้อยู่ในมือ
ถึงจะไม่ถึงขั้นบังคับได้หมด แต่แค่ไล่พวกมันออกไปได้ก็ถือว่าสุดยอดแล้ว
แต่น่าเสียดาย…วิธีนั้นน่ะ พวกเขาไม่มีทางได้รู้แน่นอน
...
ในงานจองวัคซีนรอบสอง โควตาของแต่ละฐานไม่เท่ากันอีกต่อไป แต่ละกลุ่มได้รับวัคซีนไม่เท่ากัน
...
ฐานใหญ่ ๆ ที่เคยคุ้นเคยกัน พอเทียบตัวเลขกันแล้วก็เดาได้ทันทีว่า ปริมาณวัคซีนที่ได้ ถูกจัดสรรตามขนาดและอิทธิพลของแต่ละกลุ่ม ถือว่าแฟร์และเป็นกลางสุด ๆ
เล่นเอาคนที่อยากจะหาเรื่อง…หาข้ออ้างไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว
มีม่ายเกอกับพวกดูแลอยู่ แถมยังมีซอมบี้ยามเพียบ
งานรอบนี้เลยเกิดปัญหาเล็ก ๆ แค่นิดเดียว ไม่กระทบกับงานโดยรวมเลย
พองานรอบสองจบลง กลุ่มที่เคยมารอบแรกไม่มีใครกล้าอยู่ต่อเลย
ยังไม่ทันมืดก็ตีจากกันกลับแทบไม่ทัน
คนที่มาใหม่ก็งง ๆ ทำไมต้องรีบขนาดนั้น แต่พอวันรุ่งขึ้นก็เข้าใจทันที
พอคนของฐานหงรื่อถอยออก ซอมบี้ก็เริ่มโผล่มาทุกทิศทุกทาง
หลังจากนั้น ใครที่มาร่วมงานก็เรียนรู้บทเรียนกันหมด
ต้องรีบออกจากที่นั่นก่อนที่พวกหงรื่อจะหายไป!
...
...
ฐานซินฉา…หรือชื่อปัจจุบัน ฐานหงรื่อ
จริง ๆ แล้ว ทีมของม่ายเกอไม่เคยตั้งชื่อกลุ่มตัวเองมาก่อน
จนฮวาหวู่รู้สึกว่าตอนนี้พวกเขาเป็นองค์กรขนาดใหญ่แล้ว ควรมีชื่อเป็นเรื่องเป็นราว
แล้วก็เลยตั้งชื่อให้ว่า…“หงรื่อ” (ดวงอาทิตย์แดง)
ม่ายเกอเคยถามว่า
“ทำไมต้องชื่อนี้?”
ฮวาหวู่ก็ให้เหตุผลอย่างภาคภูมิใจว่า
“ก็พวกเราต้องเป็นแสงสว่างในความมืดให้ผู้คนไงล่ะ เปล่งประกายเหมือนดวงตะวันร้อนแรงอบอุ่น เป็นความหวังของมนุษยชาติ!”
ม่ายเกอฟังแล้วตอบแบบไม่อ้อมค้อม
“ฉันว่าเธอเป็น ‘แดดพิษ’ ชัด ๆ”
ปกติคนอื่นโดนแดดจะรู้สึกสบาย ๆ เหมือนจะละลาย
แต่เธอนี่สิ…ตั้งใจจะเผาให้คนละลายเลยมากกว่า
ถึงม่ายเกอจะไม่เห็นด้วยกับความหมายลึกซึ้งที่ฮวาหวู่ตั้งใจ
แต่สุดท้ายเขาก็ยอมตกลงอยู่ดี เพราะให้คนอื่นตั้งชื่อก็ไม่เห็นจะได้อะไรดีกว่านี้
สุดท้าย…“ฐานหงรื่อ” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ แทนที่ชื่อเดิม “ฐานซินฉา”
...
...
“อีกไม่นาน ฐานอื่นก็คงพัฒนาวัคซีนของตัวเองได้แล้ว” เจียงอี้พูดขึ้นมาระหว่างนั่งกินข้าววันหนึ่ง
“เธอก็น่าจะรู้ดี แล้วทำไมไม่รีบจัดการอะไรไว้ล่วงหน้าล่ะ?”
ฮวาหวู่: “……”
คือ…เธอแค่อยากเกาะกระแสวัคซีนรอบแรก เพื่อหาเงินไว้ใช้ชีวิตบั้นปลายเฉย ๆ นี่นา
จะให้ผูกขาดวัคซีนทั้งโลก แล้วหวังจะทำให้มนุษยชาติสงบสุขได้เนี่ย
ต้องใช้ทรัพยากรของฐานตัวเองขนาดไหนถึงจะพอ?
อนาคตของมนุษยชาติน่ะ…ต้องให้ทุกคนมีส่วนร่วมสิถึงจะไปได้ไกล
ฮวาหวู่กำหมัด มองไปข้างหน้าอย่างฮึกเหิม
“เพื่อลูกหลานมนุษย์โลก ฉันยอมเสียสละผลประโยชน์ของตัวเองก็ได้!”
เจียงอี้ยิ้มมุมปาก
“เธอนี่มันช่างยิ่งใหญ่จริง ๆ เลยนะ…”
ฮวาหวู่: “……”
แดกดันใครวะ!?
พอพูดจบก็มีป้าแก่คนหนึ่งเดินมากับเด็กสาว แล้วลากเด็กคนนั้นมานั่งลงข้าง ๆ เจียงอี้
จากนั้นก็เริ่มแนะนำเสียงดังอย่างอารมณ์ดีว่า
“หมอเจียง นี่แหละลูกสาวฉันที่เคยบอกไว้ไง! เรียนหมอเหมือนกัน ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ห้องพยาบาลพอดีเลย—เข้ากั๊นเข้ากันเลยนะ~”
(จบบท)