- หน้าแรก
- ทะลุมิติฉบับนางร้ายเลเวลตัน
- โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 19-20
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 19-20
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก 19-20
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก (19)
“ใช่ค่ะ กัปตันเซียว เราว่าเราไม่ต้องไปกับพวกนั้นก็ได้นะคะ?”
“พวกเขาฆ่าคนได้โดยไม่กระพริบตาเลยนะ…”
“แค่เห็นก็กลัวแล้ว…”
“ใครจะรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร วันไหนเผลอ ๆ พวกคุณไม่อยู่ แล้วเกิดทำอะไรกับพวกเราขึ้นมาล่ะจะทำยังไง?”
เซียวซีปรายตามองหน้ากลุ่มผู้รอดชีวิตทีละคน หน้าตาแต่ละคนก็เปื้อนไปด้วยฝุ่นกับโคลน “พวกคุณสู้กับซอมบี้ได้ไหมล่ะ?”
“……”
เงียบกริบ—
พวกเขาอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้ แน่นอนว่าเคยสู้กับซอมบี้มาก่อน
แต่ถ้าให้เทียบกับพวกที่ผ่านการฝึกมาแล้วล่ะก็ พวกเขาก็แค่พวกลูกหมา
บางครั้งพอเจอซอมบี้โหด ๆ หน่อย ก็กลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ ปล่อยให้เพื่อนตกอยู่ในอันตรายแทน
เทียบกับกลุ่มของม่ายเกอ พวกเขามันเด็กเมื่อวานซืนชัด ๆ
พอโดนเซียวซีถามตรง ๆ เข้า พวกผู้รอดชีวิตก็พูดไม่ออก
…
ม่ายเกอแบกถังข้าวกลับมาพร้อมกับอาหารกระป๋อง เขาหยิบมาให้ฮวาหวู่สองกระป๋อง มองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า “ไม่เป็นไรใช่ไหม?”
ฮวาหวู่เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “ฉันมีออร่านางเอกนะ จะเป็นอะไรได้ยังไงเล่า~”
ม่ายเกอโยนกระป๋องใส่มือเธอ แล้วหัวเราะหยัน “เธอน่ะเป็นได้แค่นางร้าย”
ออร่านางเอกเรอะ… ถ้าทุกคนเป็นแบบเธอ โลกคงล่มสลายไปนานแล้ว
ฮวาหวู่: “…ฉันมีจริง ๆ นะ!”
ม่ายเกอบ่นกับเธอสองสามคำ แล้วก็หันไปคว้าหูเสี่ยวอู่ลากไปด่าอยู่ข้าง ๆ สุดท้ายคงคิดว่านี่เป็นบทเรียนดี ๆ ก็เลยเรียกทุกคนมาด่ารวม
“ปกติเวลาปลอดภัยจะเล่นอะไรก็เล่นไป ฉันไม่เคยจะว่าอะไร แต่นี่สถานการณ์มันใช่ไหม? วันนี้ยังโชคดีที่ไม่เกิดเรื่อง ถ้าเกิดอะไรขึ้น พวกแกมีชีวิตรอดกี่คนกัน?”
ม่ายเกอเท้าเอว ชี้หน้าแต่ละคนด่าไม่ยั้ง
ปกติเขาไม่ค่อยด่าคน แต่ถ้าด่าจริงขึ้นมา ก็ไม่แพ้เหล่าซานเลยสักนิด
เสี่ยวอู่ในฐานะตัวอย่างของความผิดพลาด ยืนก้มหน้าก้มตา “ม่ายเกอ ผมรู้ว่าผมผิดแล้วครับ…”
“ครั้งนี้ครั้งเดียว! แล้วระวังไอ้ข้างล่างของพวกแกด้วย!”
หลังด่าจบ ม่ายเกอก็เดินไปหาเซียวซี
ไม่รู้สองคนนี้คุยอะไรกัน สุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็จบลง ไม่มีใครพูดถึงอีก
…
หลังจากนั้น การเดินทางก็สงบเรียบร้อย ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องอีก
…
ในรถเอสยูวี เจียงอี้กำลังถือแผนที่ บอกเส้นทางให้กับม่ายเกอพวกนั้น “ตรงไปอีกหน่อย เจอทางแยกแล้วเลี้ยวเข้าไป ขับลึกเข้าไปเรื่อย ๆ น่าจะถึงแล้ว”
ฮวาหวู่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนหน้านี้ยังเห็นบ้านคนอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เหลือแค่ต้นไม้รอบตัว เหมือนขับเข้าป่าลึกยังไงยังงั้น
แต่เส้นทางนี้กลับดูดีกว่าทางอื่นนะ
ขบวนรถของเซียวซีเป็นคันหน้า จริง ๆ ก็ไม่ต้องให้เจียงอี้บอกทางด้วยซ้ำ
เพราะข้างหน้ามีถนนเส้นเดียวที่ตรงยาวไปเลย ไม่มีแยก
พวกเขาขับต่อไปเรื่อย ๆ จนมาถึงตาข่ายเหล็กขวางอยู่ด้านหน้า
บนตาข่ายมีป้ายเตือนไฟฟ้าแรงสูงอยู่ด้วย
ขบวนรถค่อย ๆ จอดสนิท
ตอนม่ายเกอเดินไปดู เซียวซีก็ตรวจตาข่ายเสร็จแล้ว “ไฟไม่ทำงานแล้ว”
ม่ายเกอเรียกคนมาสองคน ช่วยเซียวซีดึงตาข่ายเปิดออก
สองหัวหน้ากลุ่มยืนอยู่ตรงหน้าตาข่าย มองถนนที่ไม่รู้ว่าจะพาไปไหนกันแน่
“ยังไม่ได้ถามเลย กัปตันเซียว พวกคุณมาที่นี่เพราะ?”
“ก่อนหน้านี้เราได้รับข่าวว่าฐานแห่งนี้ยังมีคนรอดอยู่ พวกเราก็เลยมาตามหาน่ะครับ”
นี่แหละภารกิจของเซียวซีในครั้งนี้
การช่วยเหลือผู้รอดชีวิต ก็แค่ของแถม
เซียวซีเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะถามต่อ “แล้วม่ายเกอรู้จักที่นี่ได้ยังไง?”
ม่ายเกอแต่งเรื่องได้แบบไม่ต้องคิด “อ๋อ ก่อนหน้านี้เราเจอผู้รอดชีวิตคนนึง เขาบอกว่าที่นี่อาจจะยังมีเสบียงเหลืออยู่”
เซียวซีถามกลับ “แต่ที่นี่ออกจะลับขนาดนี้ เขารู้ได้ยังไง?”
“หมอนั่นก็โดนซอมบี้งาบตายไปแล้ว ผมจะรู้ได้ไงล่ะ…” ม่ายเกอหัวเราะแห้ง ๆ “แต่พวกเรากะว่าจะมาทางนี้อยู่แล้ว กะไปที่ฐานช่วยเหลือหงซิงน่ะ พอดีทางผ่านก็เลยแวะมาลองดู ไม่คิดว่าจะเจอกัปตันเซียวพอดีแบบนี้เลย”
เซียวซีรู้จักฐานช่วยเหลือหงซิงดี เส้นทางมันก็ต้องผ่านทางนี้จริง ๆ
เซียวซีไม่เชื่อทั้งหมด แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ
“ข้างในสถานการณ์ยังไม่ชัดเจนนะครับ พอเข้าไปแล้ว ขอให้ม่ายเกอช่วยให้ความร่วมมือกับพวกเราด้วย”
“แน่นอนอยู่แล้ว” ม่ายเกอตอบรับทันที ไม่มีลังเล
ทั้งสองฝ่ายตกลงกันเรียบร้อย ม่ายเกอก็เดินกลับมาด้านหลัง ดันฮวาหวู่ที่ยืนดูต้นทางอยู่ขึ้นรถ แล้วส่งอาวุธที่ริบไปคืนให้เธอ “ข้างในไม่รู้จะเจออะไร เจออะไรแปลก ๆ ก็เอาตัวรอดไว้ก่อน เข้าใจมั้ย?”
ฮวาหวู่ทำมือ OK แล้วเริ่มเล่นกับของแข็งในมือตัวเองอย่างเมามัน
เหล่าซานเอ่ยเสียงเครียด “ม่ายเกอ ผมว่ามันเสี่ยงไปหน่อยนะครับ ถ้าในฐานนั้นมีพวกทหารอยู่ล่ะ?”
“เราก็ตามหลังไป ถ้าสถานการณ์ไม่ดีค่อยเผ่น” ฮวาหวู่ตอบหน้าตาเฉย “ซานเกอ เวลาจะทำเรื่องใหญ่ ต้องอย่าขี้ขลาดสิ แสดงความกล้าแบบลูกผู้ชายหน่อย!”
เหล่าซานหน้าเครียดกว่าเดิม “แต่ถ้าเผ่นไม่ทันล่ะ?”
“งั้นก็…” ฮวาหวู่ลูบอาวุธในมือ แล้วแสยะยิ้ม “เราก็เข้าร่วมกับพวกนั้นซะเลย!”
เหล่าซานขมวดคิ้ว “แล้วเขาจะให้เธอเข้าร่วมด้วยเหรอ?”
“เราก็เป็นผู้รอดชีวิตเหมือนกันไงล่ะ” ฮวาหวู่ตอบแบบมั่นหน้าสุด ๆ “ตลอดทางเราก็ไม่ได้ทำอะไรผิด พวกเขาจะมาไม่ให้เราร่วมด้วยได้ยังไง? ทุกคนเป็นผู้รอดชีวิตเท่าเทียมกัน ถ้าปฏิเสธพวกเราก็ถือว่าเลือกปฏิบัติแล้วล่ะ!”
เหล่าซาน: “……”
นี่มันเหมือนตอนที่เธอบังคับตัวเองเข้าร่วมแก๊งพวกเราชัด ๆ เลยนะ…
ว่าไปก็ไม่ผิดหรอก ตลอดทางที่ผ่านมา พวกเขาก็แค่ ‘ป้องกันตัว’ เล็กน้อย ฆ่าผู้รอดชีวิตไปนิดหน่อย(?) นอกนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรผิด แถมยังช่วยลุยกับซอมบี้อีกต่างหาก
ถ้าจะขอเข้าร่วมกับพวกนั้น…ก็คงพอไปได้แหละ
ม่ายเกอว่า “ไปดูสถานการณ์ก่อนเถอะ”
…
ฐานซินฉา
ภายในฐาน ตอนนี้มีเพียงไฟฉุกเฉินที่ยังส่องแสงริบหรี่ พอให้เห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวได้บ้าง
ตามพื้นมีศพเน่ากระจัดกระจาย เลือดที่แห้งกรังกลายเป็นคราบสีดำสนิท เปรอะไปทั่วทั้งทางเดิน
“โฮก โฮกก”
เจียงอี้วิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากอีกฟากหนึ่งของทางเดิน เบื้องหลังมีซอมบี้นับสิบตัวไล่ตามมา พากันกรูใส่เขาอย่างบ้าคลั่ง
ในมือเจียงอี้มีแค่ท่อนเหล็ก เขาฟาดมันไปมาใส่ซอมบี้
ทว่าท่อนเหล็กไม่ได้คม ไม่มีพลังพอจะฆ่าซอมบี้ได้จริง ๆ
มันก็พอใช้ถ่วงเวลาได้บ้างล่ะนะ…
เขาพยายามเปิดประตูข้างทางเดิน แต่ลองอยู่หลายบานแล้วก็เปิดไม่ได้สักบาน
โฮก!!
ซอมบี้อีกฝั่งของทางเดินได้ยินเสียง ก็หันมาทางนี้ด้วยเช่นกัน มันบังทางด้านหน้าไว้หมดแล้ว
ทั้งข้างหน้าข้างหลัง…เต็มไปด้วยซอมบี้
“ฮ้า…ฮ้า……”
เจียงอี้หอบหายใจแรง มือหนึ่งดึงกุญแจมือออกด้วยความหงุดหงิด อีกมือจับท่อนเหล็กแน่น จ้องไปที่ซอมบี้ที่กำลังพุ่งเข้ามา
แกร๊ก
เสียงบางอย่างดังมาจากด้านข้าง ประตูบานหนึ่งข้างเขาเองนั่นแหละ ได้ยินเสียงกลอนขยับเบา ๆ
…ซอมบี้คงไม่เปิดประตูได้หรอก…ใช่มั้ย?
ยังไม่ทันที่ความคิดจะประมวลเสร็จดี ประตูก็เปิดออก แล้วเจียงอี้ก็โดนกระชากเข้าไปข้างในทันที
“ปึง! ปึง!”
ซอมบี้กรูเข้ามากระแทกประตู เสียงโหยหวนของมันเหมือนเสียงสัตว์ร้าย ทำเอาขนลุกไปทั้งร่าง
ตรงทางเดินนี้ไม่มีไฟฉุกเฉิน ทุกอย่างมืดสนิท เจียงอี้สัมผัสได้แค่ว่าคนที่ดึงเขาเข้าไป…เป็นมนุษย์
เสียงซอมบี้กระแทกประตูค่อย ๆ เงียบลง คนข้างหน้าเปิดประตูอีกบาน แล้วดึงเขาเข้าไป
“ปัง” เสียงประตูปิดสนิท
ฉึ่ก
เสียงจุดไฟแช็กดังขึ้น แสงไฟอ่อน ๆ สว่างขึ้นมาท่ามกลางความมืด
เปลวไฟที่กระพริบเบา ๆ เผยให้เห็นเค้าโครงของหญิงสาวคนหนึ่ง
ฮวาหวู่พิงกับโต๊ะ ลูบหน้าอกตัวเองพลางพูดอย่างภูมิใจ “ฉันช่วยนายไว้อีกครั้งแล้วนะ”
“……”
…………………………………………………………………………………………………………………………….
โลกที่ 2: ท่วงทำนองคลั่งวันสิ้นโลก (20)
พวกเขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงน่ะเหรอ?
ก็ต้องเล่าย้อนกลับไปตอนที่พวกเขาข้ามรั้วเหล็กเข้ามานั่นแหละ
ถนนหลังรั้วเหล็กเส้นนั้นนำไปสู่ลานจอดรถที่ถูกล้อมเอาไว้
ในลานมีซอมบี้อยู่ไม่น้อย แต่ละตัวใส่ชุดทหารเขียวขี้ม้า มองก็รู้ว่าเคยเป็นทหารมาก่อน
พวกซอมบี้นั่นถูกกักอยู่ในลานราวกับว่ามีคนตั้งใจจะล่อพวกมันเข้าไป
เซียวซีเลยเดาว่าภายในฐานนี้อาจยังมีคนมีชีวิตอยู่
ทางเข้าฐานอยู่หลังลานจอดรถนั้น เซียวซีก็ตัดสินใจจะเข้าไปดู
แต่ม่ายเกอดูจะลังเลอยู่หน่อย ๆ
ทว่า ยังไม่ทันได้ตัดสินใจอะไร ก็มีฝูงซอมบี้อีกชุดโผล่มาไม่รู้จากไหน ไล่ต้อนทุกคนให้วิ่งหนีเข้าไปในฐานนั่นแหละ
สถานการณ์ในฐาน…แค่เห็นก็รู้ว่าไม่มีอะไรดีเลย
ข้างในก็เต็มไปด้วยซอมบี้เหมือนกัน แล้วทุกคนก็โดนซอมบี้แยกกระจายกันไปหมด
ตอนแรกเจียงอี้ยังอยู่กับฮวาหวู่อยู่เลย แต่สุดท้ายก็โดนพวกมันแยกจากกันอยู่ดี
“เธอหาฉันเจอได้ยังไง?”
“โชคชะตาพาเรามาเจอกัน”
“โชคร้ายล่ะสิไม่ว่า…”
ฮวาหวู่เอามือดันประตูด้านหลังของเจียงอี้ ทำให้เขาเอนตัวไปติดกำแพง กลายเป็นท่า “คาเบะด้ง” แบบมาตรฐานเลย
ทั้งที่ส่วนสูงเธอก็ไม่ได้สูงกว่าเขาแท้ ๆ แต่ไม่รู้ทำไม บรรยากาศกลับกดดันกว่าอีกฝ่ายเสียอีก
“คุณชายเจียงคะ ถ้าเมื่อกี้ไม่มีฉันช่วยไว้ ป่านนี้คุณคงได้จู๋จี๋กับซอมบี้ไปแล้ว แบบนี้ไม่มีมารยาทเกินไปไหมเอ่ย?”
เจียงอี้เบี่ยงตัวหนีไปด้านหลังเล็กน้อย สีหน้าเครียด “ไฟ…”
ไฟแช็กในมือฮวาหวู่จ่อเสื้อเขาอยู่ ใกล้จนเหมือนจะจุดติดได้ทุกเมื่อ
เธอก็ยังไม่เอาออก กลับยื่นเข้ามาใกล้ขึ้นอีกด้วยซ้ำ “พูดว่า ขอบคุณ!”
ความร้อนจากเปลวไฟแทบจะแผดหน้า เจียงอี้รู้สึกว่า ถ้าไม่พูดเธอคงเผาเขาจริง ๆ แน่
“…ขอบคุณครับ”
ฮวาหวู่ยิ้มอย่างพึงพอใจ ย้ายไฟแช็กออก แล้วตบไหล่เขาเบา ๆ “คนเราต้องรู้จักมีมารยาทสิ”
เจียงอี้: “……”
เธอนี่แหละ ตัวเป็น ๆ ของคำว่า “มารยาทแบบแปลก ๆ”
…
ห้องที่พวกเขาอยู่ไม่ใหญ่มาก น่าจะเป็นห้องยาม
ฮวาหวู่หาเอกสารจากโต๊ะแล้วจุดไฟเอาไว้ใช้แทนแสงสว่าง
ไม่รู้ระบบระบายอากาศยังทำงานอยู่มั้ย เจียงอี้เริ่มกังวลว่าพวกเขาจะตายเพราะขาดอากาศกันแน่
เขาควานหาในลิ้นชักจนเจอไฟฉายหนึ่งกระบอก “ดับไฟเถอะ”
ฮวาหวู่ยังเอาของโยนใส่กองไฟอยู่ หน้าเธอสะท้อนแสงแดงจัดจนดูร้อนแรงไปหมด เธอยิ้มนิด ๆ “ไม่คิดว่ามันได้ฟีลกว่าเหรอ?”
เจียงอี้: “……”
ได้ฟีลจะโดนรมควันตายไงล่ะ!
แม้ปากจะบ่น แต่ฮวาหวู่ก็ยอมดับไฟอย่างว่องไว
เจียงอี้รู้ว่าเธอบ้าบอเป็นพัก ๆ แต่ก็ยังโชคดีที่เธอไม่บ้าถึงขั้นอยากตาย
เขายังค้นลิ้นชักอื่นต่อ เก็บของที่น่าจะใช้ได้ให้หมด
ส่วนฮวาหวู่ไม่คิดจะช่วยเลยสักนิด ตามเขาแจ “ชายหญิงอยู่ในห้องสองต่อสองแบบนี้ ถ้าเป็นในหนังรักนี่คือจังหวะให้ความสัมพันธ์พุ่งพรวดเลยนะ ออกไปทีอาจมีลูกติดมาด้วยแล้วก็ได้”
เจียงอี้กำลังเปิดสมุดบันทึกการเข้าเวรอยู่
ได้ยินแบบนั้นก็อดกระตุกมุมปากไม่ได้ “คุณหนูสือครับ ตอนนี้เราอยู่ในพล็อตหนีตายนะครับ”
ฮวาหวู่ตบมือแปะ “หนีตายปนโรแมนติก ฉากบู๊เรท 18+!”
เจียงอี้: “……”
ถ้าเธออยากกินฉันก็บอกมาตรง ๆ เถอะ
ฮวาหวู่ดูไม่ได้ตั้งใจจะจีบอะไรจริงจัง เธอนั่งโต๊ะเล่นหน้าตาเฉย เอนหัวดูสมุดบันทึกเล่มนั้น “บันทึกการตรวจตราครั้งสุดท้ายวันที่ 13 พฤษภาคม หนึ่งเดือนที่แล้วเอง”
เธอเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย เจียงอี้ก็ไม่พูดอะไรต่อ หันไปพูดเรื่องจริงจังแทน “แสดงว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน ฐานนี้น่าจะไม่มีใครรอดแล้วล่ะ”
ต่อให้มีคนรอดจริง ก็คงหนีออกไปแล้ว
ฮวาหวู่เตะเขาเบา ๆ ที่ต้นขา “แล้วนายพาพวกเรามาที่ฐานนี้ทำไม?”
เจียงอี้พับสมุดบันทึกปิด “คุณหนูสือครับ ผมก็แค่บอกว่ามันมีที่แบบนี้อยู่ ส่วนจะมาไม่มา…พวกคุณตัดสินใจกันเองนะ”
“อ้อ~” ฮวาหวู่เลื่อนตัวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด แบบไม่ได้สนใจคำพูดของเจียงอี้เลยแม้แต่น้อย “ที่นี่มีอะไรที่นายอยากได้มาก ๆ รึเปล่า?”
“ไม่มี”
ฮวาหวู่ยังขยับเข้าไปอีก เจียงอี้กำลังจะถอยหนี แต่เธอไวกว่า มือเล็ก ๆ กดลงบนบ่าของเขาไว้ “บอกฉันสิ ฉันจะช่วยนายเองนะ~”
แสงจากไฟฉายส่องไปยังผนัง ทำให้ภาพของสองคนดูคลุมเครือชวนคิด
ในความมืดแบบนี้ ท่าทางของทั้งสองคนดูจะเริ่ม…น่าสงสัยขึ้นมานิดหน่อย
“เธอจะช่วยฉัน?” เจียงอี้พิงโต๊ะไว้ เลือกก้มตัวลงเล็กน้อย จนสบตากับเธอพอดี “คุณหนูสือ ถ้าเธออยากช่วยจริง ๆ ทำไมไม่เริ่มจากการปลดอันนี้ให้ฉันก่อนล่ะ?”
เขายกข้อมือขึ้นเล็กน้อย เสียงกุญแจมือกระทบกันเบา ๆ
ด้วยระยะห่างที่ใกล้ขึ้นเพราะเขาเป็นฝ่ายโน้มตัวเข้ามา ตอนนี้หน้าของทั้งสองคนแทบจะชนกัน
ฮวาหวู่ยิ้มนิด ๆ แล้วใช้นิ้วเกี่ยวกับโซ่กุญแจมือเบา ๆ ปลายนิ้วลากผ่านไปจนถึงข้อมือของเขา แตะเบา ๆ “งั้นบอกมาก่อนสิ ว่านายกำลังหาอะไรอยู่ ฉันถึงจะช่วยปลดให้”
ปลายนิ้วนุ่มนิ่มนั่นแตะลงบนผิวเขาอย่างแผ่วเบา ร้อนวาบแต่ก็จั๊กจี้จนเหมือนจะระเบิด
เจียงอี้กัดฟันแน่น “ปลดก่อนสิ”
“บอกมาก่อน” เธอยิ้ม
เจียงอี้ยิ้มจาง ๆ แบบขอไปที แล้วปัดมือเธอออก
ฮวาหวู่ลูบหลังมือตัวเอง แล้วถามหน้าตาเฉย “นายกำลังหาอะไรที่เกี่ยวกับไวรัสซอมบี้ใช่มั้ย?”
เจียงอี้หันขวับ สายตาเย็นยะเยือกเฉียบคมจนเหมือนจะเฉือนคนตรงหน้าให้แหลกได้
ก่อนหน้านี้ยังรักษาระยะอยู่ แต่ตอนนี้เขาก้าวเข้ามาหาเธอเต็ม ๆ โน้มตัวลงอีกครั้ง
“เธอเป็นใครกันแน่?”
แรงกดดันจากตัวเขาแผ่ซ่านออกมา ราวกับทั้งห้องโดนแช่แข็งไว้ในวินาทีนั้น
ตอนที่เจอกันครั้งแรก เธอบอกว่า ‘อยากได้’ เขา ตอนนั้นเขาก็คิดว่าเธอคงอยากได้หน้าเขาล่ะมั้ง
แต่ตั้งแต่วันนั้นมา เธอก็ใช้เขาเป็นแค่หมอนข้างจริง ๆ
เขาแน่ใจว่าไม่รู้จักเธอแน่นอน
แต่เธอกลับเหมือน…รู้จักเขาดี
ฮวาหวู่ทำเหมือนไม่รู้สึกถึงแรงกดดันเลยสักนิด เธอพูดตอบหน้าตาเฉย “สือเวิน”
“……เธอรู้อะไรบ้าง?”
“สิ่งที่ฉันรู้ มากกว่าที่นายคิดไว้อีกเยอะเลยนะ~” เธอยิ้มเล็กน้อย “แต่เรื่องที่ฉันรู้ได้ยังไง…นั่นเป็นความลับจ้ะ~”
เจียงอี้หรี่ตา “แล้วเธออยากทำอะไร?”
แววตาฮวาหวู่มีประกายวิบวับ นิ้วเรียวค่อย ๆ ลากผ่านใบหน้าเขาเบา ๆ เหมือนกำลังลูบงานศิลปะราคาแพง
มือเธอเลื่อนลงไปแตะที่หลังหูเขา แล้วโอบคอเขาไว้ช้า ๆ
เธอก้มหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูเขา ลมหายใจอุ่น ๆ รินรดผิว
“ฉันอยากให้นาย…เป็นความหวังของมนุษยชาติ”
ทันใดนั้น แสงไฟแรงจ้าก็สาดผ่านกระจกประตูเข้ามา
ประตูถูกเปิดออกในวินาทีถัดมา แสงไฟท่วมทั้งห้อง
“เชี่ย!” เสียงเหล่าซานสบถเบา ๆ เขารีบหันไฟฉายออกจากทั้งสองคนไปส่องกำแพงแทน แล้วกดเสียงพูดอย่างเดือดดาล “พวกแกทำอะไรกันน่ะ!”
จากมุมของเหล่าซาน เขาเห็นฮวาหวู่นั่งอยู่บนโต๊ะ ส่วนเจียงอี้อยู่ในท่าคร่อมเธออยู่ โต๊ะสั่นเล็กน้อย ท่าทางนี่มัน…
ถ้าไม่ติดว่าชุดของทั้งสองคนยังเรียบร้อยอยู่ล่ะก็—
นี่มันผิดหลักศีลธรรมสุด ๆ!!
ฮวาหวู่รีบปล่อยเจียงอี้ แล้วกระโดดลงจากโต๊ะ “ซานเกอ~ ห้ามแอบมองนะ!”
“ใครอยากจะมองกันวะ!” เหล่าซานสถบ “พ่องเหอะ กูยังกลัวตาอักเสบเลย! ที่แบบนี้แกยังจะมีอารมณ์อีกเหรอ?!”
ฮวาหวู่ทำหน้าเศร้าจริงจัง “ซานเกอ…บอกมาตรง ๆ เถอะ นายเป็นพวกตายด้านใช่ป่ะ?”
หน้าเหี้ยม ๆ ของเหล่าซานบิดเบี้ยวเป็นรอยยิ้มเหมือนยักษ์กินเด็ก “ควรปล่อยให้แกโดนซอมบี้กัดตายจริง ๆ!!”
(จบบท)