เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

โลกที่ 1: ถูกบังคับให้เป็นดาราตัวท็อป 5-6

โลกที่ 1: ถูกบังคับให้เป็นดาราตัวท็อป 5-6

โลกที่ 1: ถูกบังคับให้เป็นดาราตัวท็อป 5-6


โลกที่ 1: ถูกบังคับให้เป็นดาราตัวท็อป (5)

เจ้าหน้าที่สืบสวนเก็บอาวุธใส่ถุงอย่างดี “คนร้ายถูกคุณยิงตายใช่มั้ย?”

พวกเขาก็แอบตกใจอยู่เหมือนกัน ตอนแรกได้ยินคนอื่นเล่าก็คิดว่าเว่อร์ ที่ไหนได้…

เด็กสาวคนนี้ตอนพาไปช่วยเหลือดูนิ่งขนาดนั้น ใครจะไปคิดว่าเพิ่งฆ่าคนมา

ฮวาหวู่ไม่อยากจะคุยด้วยเท่าไหร่ เธอน่ะหัวกบฏสุดๆ ก็ฉันมันตัวร้าย ฆ่าคนไปสักคนจะทำไมกันล่ะ?

แต่พอไม่มีออร่าตัวร้ายคุ้มกันแล้ว ฮวาหวู่ก็เริ่มคิดนิดๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงระแวง “นี่น่าจะเรียกว่าป้องกันตัวใช่ไหม?”

เจ้าหน้าที่หันมามองหน้ากัน ยังไม่กล้าฟันธง “คุณผู้หญิงช่วยเล่าเหตุการณ์ตอนนั้นให้ละเอียดหน่อยครับ”

คนอยู่ใต้ชายคา เขาให้ก้มก็ต้องก้มแหละ

ฮวาหวู่ก็เลยให้ความร่วมมือดีอยู่เหมือนกัน เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ

สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็ถามถึงชายลึกลับคนนั้นอีก ว่าเคยเห็นหน้ามาก่อนไหม

ฮวาหวู่นั่งกุมแก้วน้ำร้อน ส่ายหน้าเบาๆ “ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยค่ะ”

ก็สมมุติว่าพวกเขาจะตรวจเจอว่ากระสุนกับปืนตรงกันเป๊ะ… แล้วไงล่ะ?

เธอแค่ยืนยันหนักแน่นว่าไม่รู้จัก จะมีใครพิสูจน์ได้ว่าเป็นเธอทำ? หรือจะให้เจ้าหมวกนั่นพูดเอง? ตอนนั้นมันมืดขนาดนั้น เขาจะไปเห็นอะไรได้

อีกอย่าง ไอ้อาวุธนั่นก็ของคนร้ายที่ตายไปแล้ว อาจจะเป็นฝีมือหมอนั่นก็ได้ ใครจะรู้ล่ะ?

แต่ติดอยู่อย่างเดียว...มีพยานเห็นเหตุการณ์นี่สิ...

ฮวาหวู่เริ่มแอบรู้สึกเสียดายอยู่นิดนึง

แต่ดูทรงแล้ว เหมือนพวกเขาจะตามหาพยานคนนั้นไม่เจอแล้วล่ะ

ฮวาหวู่กับคนอื่นๆ ถูกพาตัวไปส่งที่โรงพยาบาลท้องถิ่น

คนจากกองถ่ายก็รีบบึ่งมาถึงโรงพยาบาล มาดูอาการ ถามไถ่กันเต็มที่

ทุกคนตกใจมาก ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ ยังรู้สึกใจหวิวๆ ไม่หาย

แต่อย่างไรก็มีคนตายไปคนหนึ่ง…

เรื่องนี้ผู้ช่วยผู้กำกับเป็นคนไปเจรจากับตำรวจท้องถิ่นเอง รายละเอียดอื่นคนในกองถ่ายก็ไม่รู้มากนัก

คนร้ายอีกคนที่เหลือก็ถูกจับได้ในเวลาไม่นาน

แต่จากคำให้การของคนร้าย พวกเขากำลังถูกตามล่า ใช้ชีวิตยากลำบากมาก

วันนั้นเห็นรถจอดอยู่ริมถนน ไม่มีรถอื่นข้างหน้า ข้างหลัง แถมไม่มีกล้องวงจรปิด เลยคิดจะแวะลงไประบายอารมณ์หน่อย

สองคนนั้นที่ฆ่าคนมาเป็นเบือแล้ว

พวกมันคือพวกฆ่าคนได้ไม่กระพริบตา อำมหิตสุดๆ ไม่สนหรอกว่าจะฆ่าอีกสักกี่คน

ฮวาหวู่แม้จะรู้ว่าหลังเหตุการณ์ทั้งหมดนี้มีเงาของ “นางรองข้ามมิติ” อยู่ แต่เธอก็ไม่มีหลักฐาน

นางรองก็ไม่มีทางไปข้องเกี่ยวกับพวกคนพรรค์นั้นด้วยตัวเองอยู่แล้ว เพราะงั้นพูดออกไปก็ไร้ประโยชน์

สุดท้ายทางตำรวจยืนยันว่าฮวาหวู่ทำไปเพื่อป้องกันตัวจริงๆ เรื่องนี้ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนไอ้หมวกนั่น ตำรวจก็สืบเจอตัวแล้วเหมือนกัน ปรากฏว่าเป็นอาชญากรมีคดีฆ่าคนติดตัว

ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ไม่มีใครมาถามฮวาหวู่อีก

เหมือนกับว่าการจับเจ้าหมวกนั่นได้ มันเป็นความดีความชอบของตำรวจท้องถิ่นไปแล้ว

ระหว่างที่ฮวาหวู่อยู่โรงพยาบาล ก็ไม่มีใครพยายามจะมาฆ่าเธอ

ไม่รู้เพราะเธอดันจัดการตัวอันตรายคนนั้นไปแล้ว เลยยังไม่มีเวลาส่งมือสังหารคนใหม่มา หรือเพราะเหตุผลอื่น

ฮวาหวู่กลับถึงประเทศหนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น

เธอเดินออกมาพร้อมคนในกองถ่ายทางช่องทางพิเศษ ปรากฏว่าเห็นกลุ่มแฟนคลับมารอรับกันเนืองแน่น คนเยอะม๊ากกกกกกกก—เสียดายไม่ใช่แฟนคลับเธอ

ซ่งมี่ก็เป็นแค่นักแสดงเกรดบ๊วย ไม่มีดีกรีจะมีแฟนคลับมารอรับแบบนี้หรอก

พวกแฟนคลับที่มารออยู่ เป็นของนักแสดงหญิงอีกคนในกองถ่ายที่มีชื่อเสียงพอตัว และกำลังจะกลายเป็นนางเอกดาวรุ่ง

ฮวาหวู่กับทีมงานเลยหลบไปอีกทาง

แต่ยังไม่ทันเดินไปถึงไหน ก็มีนักข่าวโผล่มาจากไหนไม่รู้ แบกกล้องใหญ่มากันเต็มเลย ถามกันชุดใหญ่ไฟกะพริบ

“ขอโทษนะครับ ข่าวที่ว่าพวกคุณถูกคนร้ายลักพาตัวที่ต่างประเทศนี่เป็นเรื่องจริงใช่ไหมครับ?”

“ช่วยเล่าเหตุการณ์ตอนนั้นหน่อยได้ไหมครับ?”

“แล้วทำไมคนร้ายถึงต้องเล็งพวกคุณล่ะ? เป็นปัญหาส่วนตัวรึเปล่า?”

นักข่าวพวกนี้พูดจาเหมือนสุภาพ แต่ถามแต่ละคำเหมือนหมาป่าดมกลิ่นเลือด คำว่า “ขอโทษนะครับ” นั่นน่ะ แค่เอาไว้บังหน้าเองแหละ

คนในกองถ่ายก็ถึงกับมึนไปแป๊บหนึ่ง

ไม่คิดเหมือนกันว่าเรื่องนี้จะลามกลับมาถึงในประเทศเร็วขนาดนี้

แต่พอนึกๆ ดู ก็ไม่แปลกอะไร กองถ่ายคนเยอะขนาดนั้น ทุกคนรู้เรื่องกันหมด ต่อให้ผู้กำกับกำชับไว้แล้ว ก็ยังมีคนเอาไปขายข่าวแลกเงินอยู่ดี

ถึงแม้กองนี้จะไม่มีดาราดังระดับแม่เหล็ก แต่พระนางก็เป็นคนที่เริ่มมีชื่อเสียง กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น

หลังจากมึนงงกันไปพักนึง ทุกคนก็เริ่มตั้งสติได้

รีบสั่งให้ทีมงานพากันกันฮวาหวู่กับคนอื่นไว้ข้างหลัง

“ห้ามถ่าย!”

“ปล่อยให้พวกเขาไปก่อน!”

“บอกว่าอย่าถ่าย! ถอยไป!”

แต่พวกนักข่าวมันไม่ยอมง่ายๆ หรอก

ระหว่างเบียดกันนัวๆ มีนักข่าวคนหนึ่งดันเข้ามาใกล้ฮวาหวู่ได้ แล้วก็ยิงคำถามมาเลยแบบไม่เกรงใจ

“มีข่าวว่าคนที่ฆ่าคนร้ายคือคุณซ่งมี่ ไม่ทราบว่ารู้สึกยังไงบ้างครับ?”

“คุณซ่งมี่ เล่าเหตุการณ์ตอนนั้นให้เราฟังได้มั้ยครับ?”

“คุณซ่งมี่...”

จู่ๆ นักข่าวพวกนั้นก็หันมาไล่จี้ฮวาหวู่กันหมด

ช่วงที่ผ่านมาทางกองถ่ายก็ ‘ดูแล’ ฮวาหวู่อย่างดีมาก

ก็แหงล่ะ คนที่ลงมือจริงๆ คือเธอ ถึงภายนอกจะดูนิ่งๆ เหมือนไม่เป็นไร แต่ใครจะรู้ว่าลึกๆ เธอจะรู้สึกยังไงบ้าง ทุกคนเลยไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องนั้นต่อหน้าเธอเลยสักนิด

ใครจะไปคิดว่านักข่าวพวกนี้จะกล้าจู่ๆ หันมาจี้เธอซะงั้น

ผู้กำกับกับผู้ช่วยผู้กำกับถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห

แค่นี้ก็เรื่องใหญ่พออยู่แล้ว ถ้าเกิดมีนักแสดงคนไหนถูกนักข่าวพวกนี้กดดันจนเกิดเรื่องอีก พวกเขาคงโดนลากไปลงนรกด้วยแน่

“คุณซ่งมี่ เป็นความจริงใช่มั้ยคะว่าคุณเป็นคนยิงคนร้ายคนนั้น? รู้สึกยังไงบ้างคะ?”

ผู้กำกับรีบสั่งให้ทีมงานพาซ่งมี่กับคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องรีบเดินออกไปก่อน

แต่ใครจะรู้ว่าฮวาหวู่ที่โดนเบียดจนรำคาญ จะดันคว้าไมค์จากนักข่าวคนหนึ่งที่ยื่นมาให้ได้เฉย

“……”

ฝูงชนที่แน่นเอี๊ยดจู่ๆ ก็เงียบกริบ

ฮวาหวู่มองนักข่าวที่ถามเมื่อกี้ด้วยสายตาเย็นเฉียบ “พวกคุณยังจะยืนขวางกันอยู่อีกเหรอ? เดี๋ยวก็ได้รู้หรอกว่าฆ่าคนมันรู้สึกยังไง ถ้าฉันตายคาที่นี่ขึ้นมา ความสำเร็จของพวกคุณอาจจะยิ่งดังเปรี้ยงขึ้นไปอีกก็ได้นะ”

ไม่มีใครคาดคิดว่าฮวาหวู่จะพูดแบบนี้

ไม่ใช่คำอธิบาย

ไม่ใช่การเลี่ยง

แต่เป็นคำพูดที่เถรตรง…

ไม่เหมือนกับดาราที่พวกเขาเคยเจอเลยสักคน

อยู่ดีๆ ก็ไม่มีใครกล้าตอบอะไรกลับไป

ฮวาหวู่โยนไมค์คืนให้กับนักข่าว แล้วอาศัยจังหวะที่ทุกคนยังเหวอๆ เดินเลี่ยงออกมาทางด้านข้าง

พอดีว่าทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบินเห็นว่าทางนี้เริ่มวุ่นวาย เลยรีบวิ่งมาช่วยจัดระเบียบ

ส่วนนักข่าวคนอื่น พอรู้ตัวอีกที ฮวาหวู่ก็เดินหนีไปไกลแล้ว

“ซ่งมี่ เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?” นักแสดงสาวในกองคนหนึ่งเดินมาใกล้ๆ แล้วถามเสียงเบา

ฮวาหวู่ดูมีแววจะหมดไฟ ไม่มีแววฮึกเหิมแบบตอนปะทะนักข่าว เหมือนจะเริ่มรู้สึกเสียใจเล็กน้อยด้วยซ้ำ

นักแสดงสาวคนนั้นกระซิบเบาๆ “เมื่อกี้เธอพูดแบบนั้น…พวกเขาต้องเอาไปเขียนเละเลยแน่ พวกนักข่าวน่ะน่ากลัวจะตาย…”

ฮวาหวู่ว่า “พูดหรือไม่พูด พวกเขาก็เขียนเละอยู่ดี ไม่เห็นต้องตามใจพวกเขาเลย”

อันนี้ไม่ต้องเดา ยังไงก็ต้องเป็นบทที่นางรองข้ามมิติวางแผนไว้แน่นอน

เพราะงั้นต่อให้เธอไม่พูดอะไรวันนี้ สุดท้ายพวกนักข่าวก็จะจับไปเขียนมั่วอยู่ดี

ในเมื่อมันจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ขอให้พูดอะไรให้ตัวเองสะใจไว้ก่อนเถอะ จะไม่ดีกว่าเหรอ?

นักแสดงสาว: “……”

แต่ผลลัพธ์มันร้ายแรงนะ…

คำครหาในโลกโซเชียลมันฆ่าคนได้เลยนะ…

เธอเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองเป็นห่วงฮวาหวู่ หรือว่ากลัวว่ามันจะส่งผลกระทบกับตัวเองด้วยกันแน่

แต่ฮวาหวู่ไม่ได้คิดอะไรมากเท่าไหร่ ขอให้สะใจก่อนเป็นพอ

ตอนที่เล่นบทตัวร้าย เธอโดนด่าจนคนต่อแถวด่ากันได้รอบจักรวาล นี่มันแค่น้ำหยดเดียวเล็กๆ เท่านั้นเอง

เรื่องจิ๊บๆ ไม่ต้องกลัว

…………………………………………………………………………………………………………………………….

โลกที่ 1: ถูกบังคับให้เป็นดาราตัวท็อป (6)

ทางกองถ่ายจัดรถมาส่งพวกเธอเรียบร้อย ฮวาหวู่เพิ่งจะก้าวเท้าขึ้นรถได้ไม่นาน ก็มีเสียงเรียกดังมาจากด้านข้าง

“คุณซ่งครับ!”

ชายหนุ่มในชุดสูทเรียบเนี้ยบรีบวิ่งเข้ามาหา

“ขอโทษทีครับคุณซ่ง รถติดน่ะครับเลยช้าไปหน่อย โชคดีที่ยังทันเวลา”

ฮวาหวู่กวาดตามองเขาแล้วค้นชื่อในหัว “ผู้ช่วยเหลียง”

“คุณชายให้ผมมารับคุณครับ” ผู้ช่วยเหลียงรีบรับกระเป๋าเดินทางจากมือซ่งมี่ไปถือให้

ผู้ช่วยเหลียงเป็นคนของพระเอก

พูดถึงพระเอกขึ้นมา…

ตอนนี้ในเนื้อเรื่อง พระเอกกับซ่งมี่ได้เซ็นสัญญาอะไรกันไว้เรียบร้อยแล้ว

เนื้อหาในสัญญาไม่มีอะไรมาก แค่ซ่งมี่ต้องคอยไปออกงานต่างๆ กับพระเอกเฉยๆ ไม่ได้มีข้อเรียกร้องอะไรเกินเลย

ส่วนซ่งมี่ก็จะได้ “ทรัพยากร” บางอย่างกลับมา

ในฐานะนางเอก ตอนแรกซ่งมี่ก็ไม่ยอมอยู่แล้วล่ะ

แต่ในนิยายแนวนี้ จะยังไงก็ต้องมีสารพัดสถานการณ์บีบให้เธอยอมอยู่ดี

ตอนนี้เนื้อเรื่องก็เดินมาประมาณหนึ่งในสามแล้ว

ซ่งมี่เพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองเหมือนจะเริ่มชอบพระเอกเข้าให้แล้ว แต่ก็ต้องมาเจอความจริงอันโหดร้าย ว่าพระเอกแค่เห็นเธอเป็นตัวแทนของใครบางคน

สองคนเลยทะเลาะกันยับ

ซ่งมี่เลยประชดชีวิตด้วยการรับบทนี้ แล้วบินไปถ่ายทำที่ต่างประเทศ

ใครจะคิดล่ะ ว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงๆ

เรื่องที่เกิดขึ้นต่างประเทศ พวกปาปารัสซี่ก็รู้หมดแล้ว ถ้าใครตามข่าวของซ่งมี่อยู่ พระเอกเองก็คงไม่พลาด

แล้วดูตอนนี้สิ ส่งผู้ช่วยคนสนิทมารับถึงที่ นั่นก็แปลว่าพระเอกต้องรู้เรื่องแน่ๆ

แต่ตัวพระเอกไม่โผล่มา!

นี่แหละ บทดราม่าแบบเจ็บลึก!

ดีมาก!

สมกับเป็นพระเอกแสนเลวของมรดกตกทอดแห่งความอกหัก!

ฮวาหวู่ก็ไม่ได้ขัดอะไร ยอมขึ้นรถของผู้ช่วยเหลียง หลังจากบอกลาคนในกองถ่ายเสร็จเรียบร้อย

ระหว่างทาง ผู้ช่วยเหลียงก็แอบเหลือบมองเธอหลายครั้ง แต่ที่เขาเห็นคือ…คุณซ่งดูชิลล์มาก?

เขารู้เรื่องที่เกิดขึ้นต่างประเทศมาแล้ว ก็เลยคิดว่าคนที่เขาจะมารับ ต่อให้ไม่เละเทะ ก็ควรดูเหนื่อยล้าโทรมๆ บ้างแหละ

แต่พอมองจริงๆ คุณซ่งดูจะมีอารมณ์เหงาๆ อยู่นิดหน่อย แต่รวมๆ แล้วก็คือ…ชิลล์มาก

หรือว่าเธอแค่แกล้งทำตัวปกติไว้ ไม่อยากให้เขาเห็นสภาพที่แท้จริงกันแน่นะ?

คุณซ่งนี่ก็เป็นคนเข้มแข็งเหมือนกันนะ…

แต่ฮวาหวู่ไม่มีทางรู้หรอกว่าผู้ช่วยเหลียงคิดอะไรอยู่

เธอนั่งเงียบๆ ชิลล์ๆ มาตลอดทาง จู่ๆ ก็พูดขึ้นมา “จอดรถ”

ผู้ช่วยเหลียงหาที่จอดให้ทันที “คุณซ่ง มีอะไรหรือเปล่าครับ?”

“รอฉันแป๊บ”

ฮวาหวู่พูดแค่นั้น แล้วเปิดประตูลงจากรถเลย

ผู้ช่วยเหลียง: “???”

เขาไม่รู้ว่าฮวาหวู่จะไปทำอะไร ก็ได้แต่รออยู่ในรถ

โชคดีที่ฮวาหวู่กลับมาเร็ว และในมือเธอ…ถือช่อดอกไม้สีจัดเต็ม

ผู้ช่วยเหลียงชะงักไปนิด ก่อนจะถามเบาๆ “คุณซ่ง…ต้องการไปพบคุณชายใช่ไหมครับ?”

ซื้อดอกไม้นี่…ก็ต้องไปพบเขาสินะ

แต่…

ตอนนี้มันก็ค่อนข้างยุ่งอยู่นะ…

ถ้าคุณซ่งอยากไปจริงๆ เขาควรพาไปมั้ย? หรือไม่ควร?

ถ้าไม่พา…จะอ้างยังไงไม่ให้คุณซ่งเสียใจ…

“ฉันจะไปเจอเขาทำไม?” ฮวาหวู่ทำหน้างง “กลับบ้าน”

ผู้ช่วยเหลียง: “……” งั้น…แล้วคุณซื้อดอกไม้ทำไมล่ะครับ?

ฮวาหวู่ก็พอจะเดาได้ว่าผู้ช่วยเหลียงคิดอะไรอยู่ เลยเอ่ยเบาๆ ว่า “ฉันจะเอาไปไว้อาลัย”

ไว้อาลัย…ไว้อาลัยใครครับ?

ผู้ช่วยเหลียงคิดถึงเรื่องที่พวกเขาเจอมา แล้วนึกได้ว่ามีคนหนึ่งในทีมที่ไปด้วยกัน…ไม่รอดกลับมา

แต่เดี๋ยวก่อน…คุณซ่งครับ ดอกไม้ที่ซื้อมาเนี่ยสีสดใสเบอร์นั้น…มันใช่เหรอครับสำหรับไว้อาลัย?

ผู้ช่วยเหลียงอยากจะพูด แต่ก็รู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์ เลยเงียบๆ ขับรถต่อไป ส่งฮวาหวู่ถึงบ้านอย่างเรียบร้อย

เขาช่วยยกกระเป๋าเข้าไปให้เธอ แล้วรีบลงมาโทรหาคุณชายของเขาทันที

“คุณชายครับ ผมว่าคุณซ่งดูแปลกๆ อยู่นะครับ คุณไม่ลองมาดูหน่อยเหรอ?” ผู้ช่วยเหลียงพูดด้วยน้ำเสียงระวังสุดๆ

คุณซ่งเพิ่งผ่านเรื่องแบบนั้นมา เกือบจะ…

แต่คุณชายกลับไม่ยอมมาดูด้วยตัวเองเลยสักนิด

ผู้ช่วยเหลียงยังแอบรู้สึกปวดใจแทนเลยจริงๆ

เงียบไปพักใหญ่ เสียงจากปลายสายก็ถามขึ้นว่า

“เธอพูดว่าอะไรบ้าง?”

“……”

ผู้ช่วยเหลียงลองไล่ลำดับคำพูดของคุณซ่งมี่ในวันนี้ดู——

‘ผู้ช่วยเหลียง’

‘จอดรถ’

‘รอฉัน’

‘ฉันจะไปหาเขาทำไม’

‘กลับบ้าน’

‘ฉันจะไปไว้อาลัย’

รวมๆ แล้วไม่ถึงยี่สิบคำด้วยซ้ำ

ผู้ช่วยเหลียงตอบกลับไปอย่างสุภาพ “คุณซ่งไม่ได้พูดอะไรมากครับ”

เขารอฟังคำสั่งจากเจ้านาย แต่รอไปเกือบนาที ปลายสายก็ตัดสายไปดื้อๆ

“……”

แล้ว…ตกลงคุณชายจะมามั้ยครับ?

ผู้ช่วยเหลียงมองขึ้นไปยังชั้นบนของอพาร์ตเมนต์ ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ แล้วขับรถออกไป

เมื่อฮวาหวู่ไขประตูเข้าบ้าน กลิ่นหอมจางๆ ก็ลอยมาทันที เป็นกลิ่นเฉพาะตัวแบบห้องผู้หญิง เปิดเข้ามาทีไรจะต้องหอมฟุ้ง

ข้างในห้องตกแต่งเรียบง่าย เป็นห้องแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น เจ้าของเดิมดูจะจัดไว้ดีพอสมควร บรรยากาศอบอุ่นน่าพักผ่อน

ฮวาหวู่หาขวดแจกันมาก่อนอันดับแรก จัดดอกไม้ลงไปแล้ววางโชว์ไว้ในตำแหน่งเด่นที่สุดของห้อง

หลังจากนั้นก็นอนแผ่ลงบนโซฟาสักพัก ก่อนจะลุกไปเปิดโน้ตบุ๊กในห้องนอน

ก่อนอื่นต้องลองค้นผลงานของเจ้าของเดิมดูก่อน…???

บทพวกนี้มันอะไรกันเนี่ย!?

เล่นบทตามพระเอกทีไร บทก็ห่วยแตกทุกเรื่อง? เป็นนางเอกแล้วมันน่าเบื่อขนาดนี้เลยเหรอ?

ซ่งมี่คนเดิมก็ถือว่ามีจุดยืนอยู่นะ พระเอกก็เคยหาบทมาให้เธอเหมือนกัน แต่เธอก็ปฏิเสธหมด

เธออยากพยายามด้วยตัวเอง

นี่แหละน่าจะเป็นความมุ่งมั่นที่ผู้หญิงแบบนางเอกพึงมี ความเข้มแข็ง และความไม่ยอมก้มหัว

แล้วตอนนี้เธอควรจะทำอะไรดีล่ะ?

ระบบยังอยู่ในสถานะ "ตายสนิท"… ทุกอย่างต้องพึ่งตัวเองหมดเลย

ฮวาหวู่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับ “แสงจันทร์สีขาว” คนนั้น

อย่างที่เขาว่ากันไว้ "รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง"

จี้หว่านเว่ย คุณหนูใหญ่ของตระกูลจี้ เจ้าของกลุ่มธุรกิจใหญ่ หยินเฟิงกรุ๊ป

โตมาพร้อมกับพระเอก เป็นรักแรกที่ค่อยๆ พัฒนาจากเพื่อนสู่แฟน คนรอบตัวต่างก็คิดว่าเป็นคู่ที่เหมาะสมราวกับเทพบุตรเทพธิดา ยังไงก็ต้องแต่งงานกันแน่ๆ

แต่เพราะชีวิตที่ราบรื่นเกินไป จี้หว่านเว่ยเลยรู้สึกว่าเดินไปกับพระเอกจนถึงงานแต่งมันไม่มีอะไรแปลกใหม่หรือน่าตื่นเต้น

ช่วงมหาวิทยาลัย เธอก็เลยหันไปชอบศิลปินคนหนึ่ง แอบเทพระเอกแล้วหนีออกนอกประเทศไปตามหาความโรแมนติก แม้ว่าทางบ้านจะห้ามแค่ไหนก็ตาม

ทิ้งให้พระเอกอกหักจนไม่แตะผู้หญิงคนไหนอีกหลายปี กลายเป็นบุรุษผู้แสนมั่นคงในรัก

ตามบทเดิม จี้หว่านเว่ยจะกลับมาในช่วงกลางเรื่อง แค่เป็นตัวประกอบทำหน้าที่เสร็จก็หายไป

ใครจะคิดว่าเธอจะถูก “สวมร่าง” ก่อนเวลา แล้วโผล่กลับมาตอนเนื้อเรื่องเพิ่งเดินไปหนึ่งในสาม!

ตอนนี้พระนางยังไม่เคลียร์กันเลย

พอจี้หว่านเว่ยโผล่มา พระเอกก็เทใจไปทาง “รักแรกในตำนาน” ทันที

และคนที่ซวยก็คือนางเอก…แบบเธอ

“ชิ” ฮวาหวู่จ้องหน้าสวยๆ บนหน้าจอ แล้วหันไปดูหน้าตัวเองในกระจก

โครงหน้า รูปตา รูปคิ้ว อาจจะมีความคล้ายกันอยู่ แต่บรรยากาศคนละเรื่อง

จี้หว่านเว่ยดูหยิ่งแบบธรรมชาติ ฉลาด สง่างามอย่างกับเกิดมาพร้อมกับความสูงศักดิ์

ซ่งมี่ออกแนวเรียบร้อย นุ่มนวล ดูเป็นคุณหนูเรียบง่ายมากกว่า

อีกฝ่ายเป็นคุณหนูระดับเจ้าสัว มีทั้งเงิน ทั้งอำนาจ ส่วนเธอ…เป็นแค่นักแสดงเกรดสิบแปด จะเอาอะไรไปสู้?

เอาหินไปชนไข่เหรอ?

ไม่สิ…

ฮวาหวู่ลูบคางเบาๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นร้าย เหมือนมีเขาปีศาจงอกขึ้นมาบนหัว

…หาจังหวะ ตบลับหลัง ซะเลย!

เป็นแผนที่ดีนี่หว่า!

ฮวาหวู่วางแผนไว้คร่าวๆ แล้วปิดเว็บอย่างสบายใจ

(จบบท)

จบบทที่ โลกที่ 1: ถูกบังคับให้เป็นดาราตัวท็อป 5-6

คัดลอกลิงก์แล้ว