- หน้าแรก
- แฟ้มคดีอาชญากรรม เทพกระหายเลือด
- 35 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 11
35 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 11
35 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 11
35 - คดีฆาตกรรมจากฟากฟ้า บทที่ 11
หัวใจที่กระโดดโลดเต้นของไป๋จี้อัน ในที่สุดก็สงบลงได้เสียที
เขาก้มลงมองเท้าของเหอเวยแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่เลวเลยนะ หัวหน้าทีม เทคนิคระดับมืออาชีพเต็มสิบไม่หักเลย”
เหอเว่ยเคยใฝ่ฝันอยากเป็นทหารมาตั้งแต่เด็ก พออายุครบสิบแปดก็เดินทางไปประจำการที่ชายแดนคนเดียว สอบเข้าเป็นหน่วยรบพิเศษ และปัจจุบันก็ยังเป็นตำรวจสืบสวน การลอบเข้าประชิดคนแบบไร้สุ้มเสียงสำหรับเขา เรียกได้ว่าไม่ใช่เรื่องยากเลย
“เอาเถอะ เลิกชมก่อน ตอบคำถามฉันก่อน นายมาที่นี่ทำไม?”
ไป๋จี้อันชี้ไปที่ประตูบานเล็กทางซ้ายมือ ห่างจากพวกเขาไม่ถึงสิบเมตร
“ก็แล้วจะให้มาทำอะไรล่ะ ก็ต้องมาดูว่าพอจะหาเบาะแสอะไรเพิ่มเติมได้ไหมสิ”
แล้วเขาก็ผงกศีรษะไปยังจุดทิ้งขยะหลังร้านอาหาร “ตรงนั้นแหละที่นายเจอกล่องเค้กใช่ไหมล่ะ?”
“ใช่ แต่ฉันไม่ได้เจอมันตรงนั้นหรอก ตอนที่ฉันไปถึง คนงานทำความสะอาดของเทศบาลเก็บขยะไปหมดแล้ว”
“นอกจากกล่องเค้กแล้ว นายไม่เจออย่างอื่นที่น่าสนใจเลยเหรอ?”
“หมายถึงอุปกรณ์ที่ใช้กินเค้กน่ะเหรอ?”
ในกล่องเค้กยังเหลือถาดรองเค้กสีขาว ส้อมพลาสติก และมีดตัดเค้กพลาสติกที่ผ่านการใช้งานแล้ว ส่วนถาดและส้อมที่เอาไปใช้จริงกลับไม่ปรากฏอยู่ที่ไหนเลย
ไป๋จี้อันครุ่นคิดแล้วพูดว่า
“ลองคิดดูนะ ถ้าคนร้ายจัดการกับพวกอุปกรณ์พวกนี้จริง มันทำยังไง? ถาดเค้กแบบนั้นถึงจะเป็นกระดาษแต่ก็หนาอยู่นะ ไม่ใช่ว่าจะกำจัดได้ง่าย ๆ”
“ช่วงเวลาการตายนี่ตอนกี่โมงนะ?” เขาถามต่อ
“ระหว่างหนึ่งทุ่มถึงหนึ่งทุ่มครึ่ง”
“วันที่เราเจอคนส่งอาหารยังไม่ถึงสองทุ่มเลย เวลาที่คนร้ายจะทำลายหลักฐานแทบไม่มี”
“งั้นก็เหลือแค่สองความเป็นไปได้” เหอเว่ยพูดต่อ
“หนึ่งคือ คนร้ายเอาพวกนั้นไปด้วยตอนหลบหนี สองคือ เขามีวิธีทำลายของพวกนั้นในที่เกิดเหตุเลย”
ไป๋จี้อันเบี่ยงตัวหลบเล็กน้อย แล้วพูด
“นั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันยังวนเวียนอยู่ที่นี่”
เหอเว่ยก้มตามสายตาเขา เห็นว่าด้านหลังของไป๋จี้อันมีแปลงผักเล็ก ๆ อยู่แปลงหนึ่ง ขนาดไม่ถึงหนึ่งตารางเมตร
มีต้นมะเขือเทศอยู่หกต้น สูงราวเข่าผู้ใหญ่ ผลที่ออกมายังเป็นสีเขียวอ่อน และขนาดประมาณลูกปิงปอง
“นายสงสัยว่าคนร้ายฝังถาดไว้ในดิน?”
“ก็แค่คาดเดาน่ะนะ” ไป๋จี้อันตอบ
“ดินตรงแปลงนี่แน่นมาก ถ้ามีการขุดในช่วงที่ผ่านมา มันต้องทิ้งร่องรอยเอาไว้แน่นอน”
เหอเว่ยพยักหน้าเบา ๆ
“แต่สุดท้าย นายก็เดาผิดสินะ”
เรื่องนี้ต่อให้เป็นไปตามที่ไป๋จี้อันคาดไว้ เขาก็ยังไม่สามารถปฏิเสธได้เลยเพราะถ้าทายถูกจริง หลักฐานก็ควรจะอยู่ในมือเขาแล้ว
“เฮ้ พวกเธอทำอะไรกันตรงนั้นน่ะ?”
เสียงหนึ่งตะโกนดังมา ทำให้ทั้งสองหันไปมอง
ไม่ไกลนัก ชายสูงวัยคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทางเอาเรื่อง ใบหน้าแสดงความไม่พอใจชัดเจน
เขาชี้นิ้วมาทางไป๋จี้อันกับเเหอเว่ย ก่อนจะพูดเสียงแข็งว่า
“อายุไม่มาก ไม่น่ามานิสัยลักเล็กขโมยน้อยแบบนี้!”
เหอเว่ยขมวดคิ้วทันที ตอบกลับเสียงเย็น
“คุณว่าพวกเราขโมยของงั้นหรือ?”
“ใช่สิ ยังจะปฏิเสธอีก! แล้วดูสิ มีใครอีกล่ะที่อยู่แถวนี้?”
ชายชราก้าวเท้าผ่านไป๋จี้อัน มาหยุดตรงพุ่มมะเขือเทศเล็ก ๆ ที่ขึ้นอยู่ริมรั้ว ก่อนจะเริ่มนับผลมะเขือเทศทีละลูกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ฟังไว้นะ ถ้าฉันนับแล้วมันหายไปลูกหนึ่ง พวกนายต้องรับผิดชอบ!”
เหอเว่ยแทรกขึ้น ขยับเข้าไปด้านหลังชายชราแล้วว่า
“ถ้ามันไม่หายล่ะ? คุณจะขอโทษเรายังไง?”
ชายชราหันมาอย่างไม่พอใจ
“ไม่หาย? ก็ฉันออกมานอกบ้านก็เห็นพวกนายยืนอยู่ตรงนี้เลย! ที่ตรงนี้นอกจากต้นมะเขือเทศของฉันก็ไม่มีอะไรให้ยืนดูหรอก ถ้าไม่คิดจะขโมยแล้วจะมายืนทำไม!”
“งั้นคุณก็นับให้ดี ๆ ล่ะ อย่านับผิดผมจะรอฟังผลตรงนี้เลย”
ชายชราทำท่านับอย่างเอาจริงเอาจัง เหอเว่ยยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ
ไป๋จี้อันถอนหายใจเบา ๆ แล้วดึงชายเสื้อเหอเว่ย พร้อมพูดเสียงเบา
“ตอนนี้เรากำลังสืบคดีนะ นายอย่าหัวร้อนจะดีกว่า”
การถูกกล่าวหาโดยไร้เหตุผลแบบนี้ แม้แต่คนสุขุมอย่างไป๋จี้อันก็ยังรู้สึกไม่สบอารมณ์ แต่นี่เป็นสถานการณ์พิเศษ พวกเขาต้องพยายามลดการปรากฏตัวให้เงียบที่สุด เพื่อไม่ให้ใครไหวตัวทัน
“9... 10... 11... 12...” ชายชรานับไปด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แล้วชี้มาทางทั้งสองคน
“เห็นไหม! เมื่อเช้าฉันเพิ่งนับตอนออกไปเดินเล่น มีตั้ง 15 ลูก! แล้วตอนนี้ล่ะ เหลือแค่ 12 ลูก! หายไป 3 ลูก! จะว่าไง!”
เหอเว่ยกลอกตา ก่อนพูดเสียงรำคาญ
“จะหายยังไง ฉันก็ไม่รู้หรอกนะ แต่คุณก็น่าจะคิดหน่อยว่า ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ เวลาผ่านมากี่ชั่วโมงแล้ว?”
“เหอเว่ย!” ไป๋จี้อันรีบเรียกปราม
เหอเว่ยมองเขานิ่ง ๆ แล้วพูด
“ทำไงได้ล่ะ นายดูเขาสิ ถ้าไม่เคลียร์ตอนนี้ วันนี้ทั้งวันเราจะได้ไปจากที่นี่ได้ไหม?”
ไป๋จี้อันหมดหนทาง จึงหันไปพูดกับชายชรา
“งั้นเอาแบบนี้ คุณบอกสิว่าอยากให้เราทำยังไง?”
“เดี๋ยว! นายจะยอมรับผิดงั้นเหรอ?” เหอเว่ยหันขวับ
“ฉันไม่ยอมหรอกนะ ฉันเป็นตำรวจนะ! จะมาหาว่าฉันขโมยของแบบนี้ได้ไง!”
“ตำรวจ?” ชายชราถามย้อนด้วยแววตาระแวง
“ใช่! ฉันเป็นตำรวจ!” เหอเว่ยพูดพลางล้วงเอาบัตรประจำตัวจากกระเป๋าเสื้อใน ยื่นโชว์ต่อหน้าชายชรา
“เห็นแล้วใช่ไหม ทีนี้คุณคงไม่คิดว่าเราจะขโมยมะเขือเทศคุณหรอกนะ แถมยังดิบขนาดนั้น ใครมันจะกินลง!”
“บอกหมายเลขประจำตัวซะ! แล้วก็สังกัดหน่วยไหน! ฉันจะไปฟ้องหัวหน้าพวกนาย!”
คำพูดของลุงทำเอา“เหอเว่ย” หลุดขำ เขายืนเท้าสะเอว กำลังจะงัดท่าทางกวนประสาทสไตล์ตำรวจขาลุยออกมาเพื่อตอบโต้ แต่ก็ถูกเสียงรถจากด้านหลังขัดจังหวะไว้เสียก่อน
“พ่อ!”
หน้าต่างรถเลื่อนลง หญิงสาวผมยาวสีน้ำตาลอ่อนในชุดสูทขาวสะอาด ก้าวลงมาจากรถอย่างรีบร้อนโดยไม่ทันได้ดับเครื่อง เธอใส่เสื้อกั๊กสีเขียวถั่วลันเตาด้านใน สูทเข้ารูปและรองเท้าส้นสูงสีขาวสูงแปดเซนติเมตร ส่งให้ภาพลักษณ์ของเธอเป็นหญิงเก่งวัยสามสิบปลายที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
“เกิดอะไรขึ้นคะพ่อ?” เธอถามพลางเดินเร็วเข้ามา
เมื่อเห็นลูกสาวมา ลุงก็ยิ่งยืดอกทำหน้าดุ เขาชี้ไปยังชายสองคนตรงหน้าแล้วพูดด้วยเสียงดังว่า “ตำรวจสองคนนี้! ขโมยของ!”
“หัดพูดให้มันชัดเจนหน่อย! ใครขโมย! มีหลักฐานมั้ย?” เหอเว่ยโวยกลับทันที
เห็นเหอเว่ยตัวใหญ่ ท่าทางไม่ยอมใคร หญิงสาวรีบยืนขวางไว้หน้าพ่อ “ใจเย็นก่อนค่ะ มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดกัน ไม่ต้องทะเลาะกัน”
ไป๋จี้อันดึงเหอเว่ยที่เริ่มโมโหให้อยู่ข้างหลังเขา “ขอโทษด้วยครับ พวกเราแค่เดินผ่าน เห็นว่ามีคนปลูกมะเขือเทศในสวนก็เลยแวะมาดูเฉย ๆ ไม่คิดว่าจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดแบบนี้”
“เข้าใจผิดอะไร! ของฉันหายไปจริง ๆ! ฉันนับไว้หมดแล้ว!”
“พ่อ! ก็แค่มะเขือเทศไม่กี่ลูกเอง เงียบไปเถอะค่ะ” เสียงลูกสาวกล่าวอย่างเหนื่อยใจ
ดูเหมือนคำพูดของลูกสาวจะได้ผลทันที ลุงเงียบลงไปในบัดดล
หญิงสาวหันมาพยักหน้าให้ไป๋จี้อันเล็กน้อยด้วยท่าทีสุภาพ “ขอโทษด้วยนะคะ คุณพ่อของฉันให้ความสำคัญกับผลผลิตในสวนมาก ที่นี่มีแต่คนแก่กับเด็กอยู่เยอะ พอของในสวนหายบ่อยเข้า ท่านเลยหวงมากเป็นพิเศษ”
“หวงของก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะกล่าวหาคนอื่นได้มั่ว ๆ หรอกนะ ถ้าอย่างนั้นฉันเป็นตำรวจ ฉันจะจับคนที่ฉันรู้สึกว่าน่าสงสัยโดยไม่มีหลักฐานก็ได้เหรอ?”
“เหอเว่ย...” ไป๋จี้อันพูดเสียงเรียบ
หญิงสาวพยักหน้าอย่างรู้สึกผิด “ฉันเชื่อว่าตำรวจจะไม่ทำแบบนั้นแน่นอนค่ะ เราคงเข้าใจผิดจริง ๆ”
“ไม่เป็นไรครับ” ไป๋จี้อันมองเลยหญิงสาวไปยังลุงแล้วเตือนว่า “คุณพ่อของคุณดูไม่ค่อยดีนะครับ ตากระพริบถี่ น่าจะลองวัดความดันโลหิตดูสักหน่อยนะครับ”
เมื่อเรื่องจบแล้ว ไป๋จี้อันก็รีบดึงเหอเว่ยให้ออกจากสวนทันที
แต่พอออกมาได้แค่ก้าวเดียว ก็รู้สึกว่าคนโดนลากไม่ยอมขยับตัวตาม...