- หน้าแรก
- แฟ้มคดีอาชญากรรม เทพกระหายเลือด
- 11 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 11
11 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 11
11 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 11
11 - คดีฆาตกรรมบ้านพักรายวัน หน้าที่ 11
เหล้าเข้าปากไปสามรอบ หยางหงเซินเริ่มรู้สึกหัวตื้อ ดวงตาพร่ามัว หลังจากนั้น...เขาก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
พอตื่นขึ้นมาอีกที เขาก็พบว่าตัวเองถูกจับมัดมือไพล่หลังไว้กับเก้าอี้ไม้เสียแล้ว
เขายกหัวไม่ขึ้น มองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นรอบตัว แต่จำได้ลาง ๆ ว่าตอนนั้นมีเสียงดังวุ่นวายเต็มหู
เสียงกรีดร้อง เสียงร่ำไห้ เสียงอ้อนวอนขอชีวิต…
ระหว่างนั้น เขาได้ยินเสียงกรีดร้องแหบพร่าดังชัดอยู่ข้างหู ทำให้เขาอดสงสัยในใจไม่ได้คนที่กรีดร้องอยู่นั่น คอคงฉีกขาดจนเละเป็นเนื้อแหลกไปแล้วแน่ ๆ
ในที่สุด เขาก็ลืมตาขึ้นมาได้ ดวงตาบวมเป่งจนแทบเปิดไม่ขึ้น มองเห็นแต่พื้นไม้สีแดงน้ำตาลที่อยู่เบื้องล่าง เขาสูดลมหายใจเบา ๆ
กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่วทั้งบ้าน เหมือนอากาศที่นี่จะถูกกลืนคาวนั้นกลืนกินไปหมดแล้ว จนอยากจะอาเจียน...“หยางหงเซินเบิกตามองเพดานที่ว่างเปล่า พลางพึมพำกับตัวเอง”แล้วยังมีอีก...”
ไป๋จี้อันกับเหอเว่ยขยับเข้ามาใกล้ๆ เอียงหูฟังอย่างตั้งใจ
“มีอะไรอีก?” สองคนถามพร้อมกัน
“ผมเห็น...ผีฆ่าคน”
“ผีเหรอ?”
เหอเว่ยเหลือบตามองไป๋จี้อันอย่างไม่ไว้ใจ กระพริบตาถี่ ราวกับอยากจะถามว่า ‘หมอนี่โดนเหตุการณ์ในที่เกิดเหตุหลอนจนเพี้ยนไปแล้วรึเปล่า?’
แต่ไป๋จี้อันไม่ตอบอะไร เขาขมวดคิ้วแน่น นึกถึงเทปบันทึกภาพที่เขาเจอในกล้องวงจรปิดก่อนหน้านั้น
เขาหันกลับมามองชายบนเตียง เอ่ยถามเสียงเรียบว่า
“แล้วผีที่ว่า...เป็นใคร?”
“เจี้ยน...ผิง...”
“เจี้ยนผิง? เธอตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?”
หยางหงเซินไม่สามารถพยักหน้าได้ ทำได้แค่กระพริบตาช้า ๆ “ใช่...เธอเสียไปเมื่อสี่ปีก่อน จากโรคหัวใจ”
เหอเว่ยยังคงไม่เชื่อ เขาปิดสมุดบันทึกในมือแน่น “คุณแน่ใจนะว่าไม่ได้ตาฝาด?”
“ไม่ผิดแน่...”
หยางหงเซินเพิ่งฟื้นตัว ร่างกายยังอ่อนแรง การฝืนพูดรวดเดียวแบบนี้เป็นภาระใหญ่สำหรับเขา
แต่เหอเว่ยใจร้อนเกินกว่าจะสังเกตได้ว่า น้ำเสียงของเขาช้าลงกว่าตอนที่พวกเขาเพิ่งมาถึงเสียอีก
“เหอเว่ย” ไป๋จี้อันเอ่ยปราม เขาส่งสายตาเตือนให้อีกฝ่ายสงบใจลง
ได้ผลทันทีพอได้ยินชื่อเรียกจากปากไป๋จี้อัน เหอเว่ยก็ได้สติกลับมา เขาหันไปมองหยางหงเซินที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเตียง ก่อนถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ไป๋จี้อันจึงเอ่ยถาม
“ผมมีคำถามสุดท้าย...อาหารในงานเลี้ยงนั่น ใครเป็นคนทำ?”
ทันใดนั้น เหอเว่ยก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างตกใจ โชคดีที่ตอนขับรถมาที่นี่ เขาเพิ่งจะเล่าเรื่องคำให้การของเจ้าของบ้านให้ไป๋จี้อันฟังไปหมาด ๆ
เกือบลืมเรื่องสำคัญเข้าแล้วเชียว!
หยางหงเซินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขาอ้าปากขึ้นเล็กน้อย คำตอบกำลังจะหลุดจากริมฝีปาก…
เหอเว่ยรีบก้าวขาไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าไปแนบข้างเตียง เอียงหูตั้งใจฟังคำตอบสุดท้ายราวกับชีวิตของใครบางคนกำลังแขวนอยู่บนปลายลิ้นของชายผู้นี้...
“ใครเป็นคนทำอาหาร?”
……
“เ...จ้าของบ้าน...”
เจ้าของบ้าน?
เหอเว่ยเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง รีบเงยหน้าขึ้นมองไป๋จี้อันที่ยืนอยู่อีกฝั่ง
ไป๋จี้อันเองก็คาดไม่ถึงว่าจะได้ยินคำตอบนี้ เขานึกว่าอีกฝ่ายจะตอบว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดคนที่ร่วมโต๊ะ หรือตอบกำปั้นทุบดินว่า ‘ไม่รู้’ หรือ ‘พอตื่นมาก็มีอาหารพร้อมแล้ว’ อะไรทำนองนั้น
แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากถามต่อ…
แกร๊ก!
ประตูห้องพักผู้ป่วยถูกเลื่อนเปิดออกอย่างแรง
เป็นแพทย์เจ้าของไข้ของหยางหงเซินกับหลัวหลัวที่เดินเข้ามา
“พวกคุณต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ครับ?”
อาการของหยางหงเซินตอนนี้ชัดเจนว่าไม่เหมาะจะถูกสอบสวนต่อ เหอเว่ยจึงลุกขึ้น เก็บสมุดบันทึกยัดใส่กระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต แล้วเดินไปยืนข้างไป๋จี้อัน
“วันนี้เอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกัน ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม เราจะกลับมาใหม่”
ทั้งสองเดินออกจากห้องโดยไม่พูดอะไรสักคำ แต่กลับก้าวเร็วตรงไปที่ลานจอดรถ เหมือนฝ่าไฟแดงมาเป็นสิบแยก เร่งร้อนจนเท้าแทบลุกเป็นไฟ
ทันทีที่ขึ้นรถ เหอเว่ยก็สบถเบา ๆ พร้อมกับหยิบมือถือขึ้นมากดโทรออก พลางสตาร์ตรถ
“เหอเว่ยพูด!”
เสียงตอบรับจากปลายสายคือเสียงของเฉินเจ๋อหยาง
“นายไปเชิญหนิวคุนมาให้ฉันสอบสวนอีกครั้ง ฉันมีเรื่องต้องถามเขา”
น้ำเสียงของเหอเว่ยแข็งกระด้าง หนักแน่นแบบไม่มีช่องให้ต่อรอง ชัดเจนว่า ถ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่ เขาคงไม่รีบร้อนขนาดนี้
“ครับ!” เฉินเจ๋อหยางรับคำก่อนจะรีบวางสายไปจัดการทันที
“ใจเย็นหน่อยเถอะ”
ไป๋จี้อันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น หลังจากไม่ได้เจอกันนาน เขาเกือบลืมไปแล้วว่า เมื่อไหร่ที่เหอเว่ยอารมณ์ขึ้น ความร้อนรนจะระอุไปทั้งรถ เหมือนอากาศจะระเบิดออกทุกเมื่อ
“ฉันก็อยากเย็นใจอยู่หรอก”
แต่อยู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าถ้าหนิวคุนกำลังแสดงละครอยู่ต่อหน้าต่อตาเขาโดยที่ไม่มีใครจับได้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากยกหมัดซัดหน้าให้หายคาใจสักทีสองที
เหอเว่ยกำพวงมาลัยแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาว เหมือนกลัวว่าตัวเองจะเผลอหลุดมือแล้วดึงพวงมาลัยหลุดออกมาเป็นชิ้น ๆ
ไป๋จี้อันไม่อยากเสียเวลาปลอบให้เปลืองน้ำลาย จึงเปลี่ยนเรื่องทันที “แล้วเราจะจัดการยังไงกับสองแนวทางที่เหลือ?”
แนวทางที่เขาหมายถึงมีอยู่สองทาง ทางหนึ่งคือตัวของเจี้ยนผิง อีกทางคือหนิวคุน
เหอเว่ยตอบเรียบ ๆ ว่า “นายกลับไปที่สถานีพร้อมฉันก่อน พอสอบหนิวคุนเสร็จ ค่อยไปตามหาบ้านของเจี้ยนผิงด้วยกัน”
ไป๋จี้อันทำหน้าเหมือนไม่พอใจนัก “เราแยกกันไม่ได้เหรอ จะได้ไม่เสียเวลา”
“ไม่ได้เด็ดขาด” เหอเว่ยสวนกลับทันควัน “บ้านของเจี้ยนผิงฉันต้องไปด้วยตัวเอง นายไม่ใช่ตำรวจ ถ้านายไปก่อน ฉันก็ต้องไปซ้ำอีกรอบอยู่ดี เสียเวลาเปล่า”
พอเห็นว่าไป๋จี้อันเงียบ เขาจึงพูดเสริม “อีกอย่าง นายก็ตามไปดูหน้าตาหนิวคุนกับฉันเสียเลย บางทีอาจเห็นอะไรที่เรามองข้ามไปก็ได้”
ในห้องสอบสวนที่เงียบกริบ
หนิวคุนกำลังนั่งอยู่ตรงกลาง เขาถูมือไปมา ก้มหน้าหลบตา แอบเหลือบมองตำรวจที่กำลังจัดเอกสารอยู่ฝั่งตรงข้ามชายหนุ่มคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเฉินเจ๋อหยาง เจ้าหน้าที่ที่เป็นคนพาตัวเขากลับมาที่นี่อีกครั้ง
“คุณ...คุณตำรวจ เรียกผมกลับมาอีกทำไมเหรอครับ?”
เขาถามเสียงเบาอย่างระแวง
ในเมื่อสิ่งที่เขาควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว จะถามอะไรอีก เขาก็ตอบไม่ได้หรอกนะ…
เฉินเจ๋อหยางหยุดมือจากงานตรงหน้า เขาเงยหน้าขึ้นสบตาหนิวคุนแล้วพูดตรง ๆ
“ผมก็แค่ทำตามคำสั่งเบื้องบน ส่วนจะถามอะไร ต้องรอหัวหน้ากลับมาก่อน”
“...ต้องรอนานแค่ไหนครับ?”
หนิวคุนเพิ่งถามจบ เสียงเปิดประตูจากด้านซ้ายก็ดังขึ้นพอดี
ไม่เบาเกินไป ไม่ดังเกินไป
แต่มากพอจะทำให้บรรยากาศในห้องหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
ประตูเปิดออกเผยให้เห็นร่างสูงใหญ่ในชุดตำรวจเต็มยศ เหอเว่ยยืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางแสงจากทางเดินที่สาดเข้ามา เขากลายเป็นเงาดำทึบ บดบังแสงขาวจนหมดสิ้น
ถ้าเป็นตำรวจคนอื่น ยืนแบบนี้คงดูมีอำนาจให้อุ่นใจ
แต่กับเหอเว่ยมันกลับชวนให้รู้สึกถึงแรงกดดัน และ...อันตราย
หนิวคุนเผลอสั่นสะท้านไปทั้งตัวโดยไม่รู้ตัว
เฉินเจ๋อหยางรีบลุกขึ้น “หัวหน้าเหอ!”
เหอเว่ยแค่ส่งเสียงในลำคอเป็นเชิงตอบรับ พร้อมกับพยักหน้าเล็กน้อยให้เจ้าหน้าที่นั่งลง
เขาเดินเข้ามาแล้วพูดตรงประเด็นทันที
“ที่เรียกคุณมาก็เพราะอยากให้คุณช่วยตอบคำถามเพิ่มเติม คุณก็น่าจะรู้แล้วใช่ไหมว่า มีผู้รอดชีวิตจากงานเลี้ยงวันนั้น?”
หนิวคุนพยักหน้าหงึกหงัก “รู้ครับ”
ภาพวันนั้นยังติดตาเสียงไซเรน เสียงคนตะโกน เสียงหามศพขึ้นเปล...ทุกอย่างยังแจ่มชัดอยู่ในหัว
“และตอนนี้ หนึ่งในนั้นฟื้นขึ้นมาแล้ว”
หนิวคุนเบิกตาโพลง “จริงเหรอครับ?”
“จริง ฟื้นขึ้นมาตั้งแต่เช้านี้แล้ว”
หนิวคุนถอนหายใจเสียงดังเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก
“ดีแล้วล่ะครับ...ยังมีคนรอดอยู่ก็ดี”
ท่าทางแบบนี้ ไม่น่าจะเสแสร้ง
เหอเว่ยขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่พูดอะไร เขายังคงเดินหน้าต่อไป
“ผู้รอดชีวิตคนนั้นให้ปากคำกับเรา ซึ่งเนื้อหาบางจุด...ขัดแย้งกับที่คุณให้ไว้ก่อนหน้านี้”
หนิวคุนอึ้งไปชั่วครู่ ค่อย ๆ ประมวลผลในหัว
“...ขัดแย้ง...ตรงไหนเหรอครับ?”
“คุณบอกว่า เช้าวันที่ 20 คุณออกไปซื้อวัตถุดิบสำหรับงานเลี้ยง จากนั้นมีโทรศัพท์จากผู้เช่าที่ต้องการสั่งเค้กจากร้านซินตี้ เพราะคำขอเป็นแบบกะทันหัน คุณจึงวางถุงอาหารสี่ใบไว้บนเคาน์เตอร์ แล้วรีบออกไปจัดการเรื่องเค้ก พอกลับมาก็พบว่าบรรยากาศไม่ชอบมาพากล จึงแจ้งตำรวจ ถูกไหม?”
“มะ...ไม่ผิดครับ”
เหอเว่ยจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย
แล้วพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่นว่า
“แต่คนรอดชีวิตคนนั้นให้การว่าคนที่ทำอาหารวันนั้นคือเจ้าของบ้าน”
...