- หน้าแรก
- โซโล่ เนโครแมนเซอร์!
- บทที่ 14 : ต้อนรับดุจแขกบ้านแขกเมือง!
บทที่ 14 : ต้อนรับดุจแขกบ้านแขกเมือง!
บทที่ 14 : ต้อนรับดุจแขกบ้านแขกเมือง!
บทที่ 14 : ต้อนรับดุจแขกบ้านแขกเมือง!
พอได้ยินรายงานนั้น สองพ่อลูกถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก
ลู่หยานยังไม่ตาย!
แล้วเรื่องที่เจ้าสามคนนั่นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยมันเป็นยังไงกันแน่?
สถานะออฟไลน์ของเครื่องมือสื่อสารนั้นเป็นไปได้แค่สองอย่าง คือไม่ตายไปแล้ว ก็ต้องเป็นการตั้งค่าด้วยตัวเอง
นี่มันเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่งที่ลู่หยานยอมออกจากเมืองเพลิงทมิฬ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าเจ้าสามคนนั่นทำงานพลาดอย่างนั้นหรือ?
“แล้วจะทำยังไงต่อดีล่ะครับท่านพ่อ ในเมื่อฆ่าลู่หยานไม่สำเร็จ ต่อไปการจะหาโอกาสแบบนี้อีกก็คงจะยากแล้ว” เหลียงเส้าหยูเอ่ยถามอย่างร้อนใจ
สำหรับเขาแล้ว เขาไม่ได้สนใจเลยว่าลู่หยานจะมีอุปกรณ์สวมใส่อะไรอยู่บนตัว…สิ่งที่เขาต้องการคือให้ลู่หยานตายเท่านั้น!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อวาน ที่เขาตั้งใจจะเหยียดหยามลู่หยานแต่กลับถูกอีกฝ่ายตอกหน้ากลับอย่างเจ็บแสบ…แถมยังเกิดขึ้นต่อหน้าเพื่อนร่วมห้องปีสามทุกคนอีกด้วย!
ต่อให้ตอนนี้หวังหยูเจียวจะมาอยู่ข้างเขาแล้วก็ตาม แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลู่หยาน เขาก็ยังคงเป็นได้แค่ตัวตลกอยู่ดี!
“เรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งที่แกต้องกังวล”
“แต่ถ้าหากว่าสามคนนั่นลอบสังหารลู่หยานไม่สำเร็จแล้วข่าวรั่วไหลออกไปล่ะก็... แกรู้ไหมว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง?” เหลียงไท่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ถึงแม้ว่าลู่หยานจะเป็นแค่สามัญชน แต่ในโลกยุคปัจจุบัน กฎหมายก็ยังคงเข้มงวดเป็นอย่างมาก!
การจ้างวานคนไปฆ่าผู้ปลุกพลังอาชีพคนอื่น หากถูกเปิดโปงขึ้นมาจะถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงทันที!
“เรื่องนี้พักไว้ก่อน คอยดูสถานการณ์ไปก่อนแล้วกัน แล้วก็...ให้คนพยายามติดต่อเจ้าโง่สามคนนั่นต่อไป ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าวันนี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่!” เหลียงไท่สั่งการลูกน้อง
….
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากที่ลู่หยานแยกกับฉินอู่เหยา เขาก็มุ่งหน้าไปลงดันเจี้ยนต่อ
น่าแปลกที่ฉินอู่เหยากลับไม่ได้ขอตามลู่หยานไปด้วย…แต่เธอกลับรีบตรงดิ่งกลับไปยังบ้านตระกูลฉินทันที
ภายในห้องรับแขก ฉินเลี่ยกำลังนั่งสนทนาอยู่กับชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง
พอเห็นฉินอู่เหยาเดินเข้ามา ฉินเลี่ยก็เอ่ยถามขึ้นทันที
“ลูกสาวตัวดี หายไปไหนมาทั้งวัน?”
“หนูบอกแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าหลังประชุมช่วงเช้าเสร็จ หนูนัดกับเพื่อนไว้ว่าจะไปลงดันเจี้ยน” ฉินอู่เหยาอธิบาย ก่อนจะหันไปมองชายวัยกลางคนแล้วทักทายอย่างนอบน้อม
“สวัสดีค่ะ อาซู”
ชายคนนั้นคือ ซูเจี๋ย สมาชิกของสมาพันธ์วิถีสวรรค์ แต่เขาไม่ได้มาจากสาขาเมืองเพลิงทมิฬ แต่มาจากสมาพันธ์วิถีสวรรค์ส่วนกลางโดยตรง!
“ไม่เจอกันไม่กี่ปี เหยาเหยาโตเป็นสาวขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย” ซูเจี๋ยตอบกลับพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ซูเจี๋ย เรามาคุยกันต่อเถอะ” ฉินเลี่ยเร่งเร้า
ส่วนฉินอู่เหยานั้นก็นั่งลงบนโซฟาข้างๆ อย่างไม่สนใจใคร เธอหยิบหนังสือคู่มือกลยุทธ์ขึ้นมาพลิกดูไปมาอย่างเบื่อหน่าย แต่กลับไม่มีสมาธิอ่านมันเลยแม้แต่น้อย
เธอคอยชำเลืองมองไปทางฉินเลี่ยเป็นพักๆ แต่ทุกครั้งก็มีท่าทีเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแล้วก็เปลี่ยนใจ
ทางด้านฉินเลี่ยและซูเจี๋ยก็ได้กลับไปสู่หัวข้อที่สนทนากันค้างไว้
ซูเจี๋ยถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกล่าวว่า
“ตอนนี้มีปัญหาอยู่สองเรื่องหลักๆ หนึ่งคือกลยุทธ์การพิชิตดันเจี้ยนทีมเลเวล 60 ‘เทือกเขามังกรดำ’ และอีกเรื่องก็คือ ‘สงครามแห่งชาติ’ ที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”
ฉินเลี่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“ในฐานะที่เป็นดันเจี้ยนทีมระดับสูงสุดในปัจจุบัน แต่ละประเทศต่างก็พยายามอย่างหนักที่จะพิชิตมันให้ได้ แต่ว่าความยากมันสูงเกินไป แถมยังทำให้มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก จะรีบร้อนไปก็ไม่ได้”
เมื่อซูเจี๋ยได้ยินดังนั้น เขาก็ส่ายหน้าแล้วตอบว่า
“ไม่รีบไม่ได้แล้วล่ะ เพราะเมื่อวานนี้เอง ทางฝั่งอเมริกาได้ประกาศความสำเร็จในการพิชิตดันเจี้ยนมังกรดำในระดับความยากปกติเป็นครั้งแรกของโลกไปแล้ว”
คำพูดนี้ทำเอาสีหน้าของฉินเลี่ยเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
“อีกแค่เดือนเดียวก็จะถึงสงครามแห่งชาติแล้ว…ในเมื่อตอนนี้ฝั่งอเมริกาพิชิตเทือกเขามังกรดำได้สำเร็จ ก็หมายความว่าพวกเขาจะได้อุปกรณ์สวมใส่จากดันเจี้ยนมังกรดำไปครอบครองแล้วน่ะสิ?”
พอถึงตอนนั้น ในสงครามแห่งชาติ ฝั่งอเมริกาที่ติดอาวุธจากดันเจี้ยนมังกรดำให้กับผู้ปลุกพลังกลุ่มหนึ่งได้แล้ว ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็ย่อมจะอยู่ในระดับที่ประเทศอื่นไม่อาจเทียบได้!
“เฮ้อ... นี่แหละคือสิ่งที่ฉันกังวลอยู่ ประเทศมังกรของเราไม่สามารถติดหนึ่งในสามอันดับแรกมาสามปีติดต่อกันแล้ว ถ้าหากปีนี้อันดับของเราตกลงไปอีก รางวัลทรัพยากรจากสงครามแห่งชาติก็จะลดลงอย่างมหาศาลอีกครั้ง มันจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ไปเรื่อยๆ ในเวทีระดับโลก ประเทศที่จ้องจะเล่นงานมังกรของเราก็ไม่ได้มีแค่อเมริกาประเทศเดียวนะ!”
หลังจากได้ฟัง ฉินเลี่ยก็เงียบไป
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงได้เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“ถ้างั้นที่มาหาฉันในวันนี้... คือต้องการให้ฉันทำอะไร? หากประเทศชาติต้องการตัว ฉันพร้อมจะเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมทีมพิชิตมังกรดำทันที!”
แต่ซูเจี๋ยกลับส่ายหน้า
“นายก็น่าจะเข้าใจดีว่าประเทศของเราให้ความสำคัญกับชีวิตคนเป็นอันดับแรก ทางฝั่งอเมริกาใช้ยุทธวิธีส่งคนจำนวนมากเข้าไปลุย ไม่รู้ว่าต้องสังเวยผู้ปลุกพลังอาชีพไปกี่คนกว่าจะผ่านเทือกเขามังกรดำมาได้อย่างหวุดหวิด แต่เราจะทำอะไรบุ่มบ่ามแบบนั้นไม่ได้...ที่ฉันมาครั้งนี้ ก็แค่แวะมาปรับทุกข์กับนายเท่านั้นแหละ เพราะเราก็ไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่แล้ว”
พูดจบ ทั้งสองคนก็เงียบไปอีกครั้ง ไม่มีใครเอ่ยอะไรต่อ
แต่ฉินอู่เหยาที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับได้ยินทุกถ้อยคำ
ในทันใดนั้นเอง เธอก็นึกถึงลู่หยานขึ้นมา!
เทือกเขามังกรดำ ในฐานะที่เป็นดันเจี้ยนทีมขนาดใหญ่ระดับสูงสุดของโลกในปัจจุบัน มีความยากในระดับที่สูงมาก!
ถึงแม้จะรวมทีมที่มีแต่ผู้ปลุกพลังอาชีพลับ อัตราการเสียชีวิตก็ยังคงสูงลิ่วอยู่ดี!
ต้องเข้าใจว่า ในระหว่างการพิชิตดันเจี้ยนนั้น ตายแล้วคือตายเลย การสูญเสียบุคลากรเป็นสิ่งที่ไม่อาจย้อนคืนได้
ถึงแม้ประเทศมังกรจะมีประชากรเยอะ แต่แนวทางการทำงานกลับแตกต่างจากประเทศอื่น…จึงทำให้ยังไม่สามารถพิชิตเทือกเขามังกรดำได้เสียที
ทางฝั่งอเมริกาก็ต้องสูญเสียผู้ปลุกพลังอาชีพไปไม่รู้เท่าไหร่กว่าจะทำสำเร็จได้…แต่เมื่อพวกเขาพิชิตได้หนึ่งครั้งและได้อุปกรณ์สวมใส่จากดันเจี้ยนมังกรดำมาจำนวนหนึ่งแล้ว การพิชิตในครั้งต่อๆไปก็จะง่ายขึ้นเรื่อยๆ อุปกรณ์ที่ได้ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ
พอเริ่มกลายเป็นก้อนหิมะที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆแล้วล่ะก็ แค่เวลาหนึ่งเดือนก็เพียงพอที่จะติดอาวุธให้กับผู้ปลุกพลังอาชีพระดับสูงได้กลุ่มใหญ่เลย…และผู้ปลุกพลังอาชีพกลุ่มนี้ ก็จะกลายเป็นหายนะที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศอื่นในสงครามแห่งชาติอย่างแน่นอน!
ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศมังกรที่เปรียบเสมือนไม้เบื่อไม้เมากับอเมริกามาโดยตลอด ก็อาจจะกลายเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกเล็งเล่นงานก่อนใคร!
อันดับในสงครามแห่งชาติที่ตกลงไปจากปีที่แล้วอีก ก็จะทำให้รางวัลทรัพยากรยิ่งน้อยลงไปอีก จนกลายเป็นวงจรอุบาทว์…นี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด!
แต่ถ้าหากลู่หยานสามารถเติบโตขึ้นมาได้...
ไม่ต้องพูดถึงสกิลอื่นๆที่เขาจะได้ในอนาคตเลย แค่เพียงความสามารถในการอัญเชิญอันเดดออกมาเพื่อใช้ระเบิดศพได้อย่างไม่จำกัด ก็เทียบเท่ากับการมีกองทัพขนาดย่อมๆได้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว!
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงการประเมินความสามารถของลู่หยานในแง่ที่เบาที่สุดของฉินอู่เหยาเท่านั้น!
ถ้าหากลู่หยานยอมรับใช้ชาติ ผลกระทบที่เขาจะสร้างขึ้นนั้น...จะยิ่งใหญ่ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน!
แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขอยู่ว่าลู่หยานจะต้องเติบโตให้ทันก่อนที่สงครามแห่งชาติจะเริ่มต้นขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า!
“ถ้าหากมีคนคนหนึ่งที่สามารถชี้ชะตาสถานการณ์ของสงครามแห่งชาติได้ หรือมีบทบาทที่สามารถพลิกเกมในการพิชิตเทือกเขามังกรดำได้ หรือแม้กระทั่งสามารถพิชิตมันได้ด้วยตัวคนเดียว เขาคนนั้นจะได้รับการปฏิบัติแบบไหนเหรอคะ?” ฉินอู่เหยาเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ฉินเลี่ยและซูเจี๋ยหันมามองฉินอู่เหยาเป็นตาเดียวกัน
แต่แล้วในทันใดนั้น ซูเจี๋ยก็เอ่ยขึ้นว่า
“เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมีใครสามารถชี้ชะตาสงครามแห่งชาติได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินกันด้วยความแข็งแกร่งของอาชีพใดอาชีพหนึ่งหรืออุปกรณ์ส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง”
“ใช่แล้วล่ะเหยาเหยา อย่ามัวแต่คิดอะไรเพ้อเจ้อไปเลย ถึงแม้ลูกจะเป็นอาชีพลับ แต่ในดันเจี้ยนทีมขนาดใหญ่อย่างเทือกเขามังกรดำ ก็ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนอยู่ดี การที่ใครคนหนึ่งจะสร้างผลกระทบที่ชี้ขาดได้ในสถานการณ์ปัจจุบันน่ะ...เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!” ฉินเลี่ยกล่าวเสริม
“แล้วถ้าสมมติว่ามีล่ะคะ?” ฉินอู่เหยายังคงยืนกราน
ซูเจี๋ยครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที
ก่อนจะตอบว่า
“ถ้าหากมีคนแบบนั้นอยู่จริง...ลุงเองก็คาดเดาไม่ได้เลยว่าเขาจะได้รับการปฏิบัติแบบไหน แต่ที่แน่ๆก็คือ เขาจะกลายเป็นบุคลากรที่ประเทศมังกรยอมทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อส่งเสริมและพัฒนา”
“คำว่า ‘การปฏิบัติ’ คงไม่เพียงพอที่จะอธิบายได้แล้วแต่จะต้อง ‘ต้อนรับดุจแขกบ้านแขกเมือง’….เเละเขาสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาในประเทศมังกรแห่งนี้!”
เมื่อฉินอู่เหยาได้ยินดังนั้น แววตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของชายทั้งสองคน เธอลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า
“หนูไปเก็บเลเวลก่อนนะคะ!”
….
ในขณะเดียวกัน ที่อีกด้านหนึ่ง
ลู่หยานยังคงต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่ในหุบเขาหมาป่าเหมันต์ เพียงแต่ตอนนี้ หลังจากที่ได้รับรู้ถึงศักยภาพใหม่ของตัวเองแล้ว ลู่หยานจึงได้เลือกลงดันเจี้ยนหุบเขาหมาป่าเหมันต์ในระดับความยาก ‘ยาก’ แทน!
ค่าประสบการณ์ที่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า! แต่ประสิทธิภาพและความเร็วในการฟาร์มมอนสเตอร์กลับไม่ได้ลดลงไปมากนัก
ก็เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม...การใช้ระเบิดศพโจมตี ต่อให้มอนสเตอร์มีพลังชีวิตสูงขึ้นอีกหน่อย ก็ยังคงถูกระเบิดจนตายในทีเดียวอยู่ดี!
เลเวลของลู่หยานจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เขาไม่ได้กินแม้แต่อาหารกลางวัน และฟาร์มต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า….ในที่สุด ลู่หยานก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนที่เขารอคอยมานาน
[ระดับเลเวลเพิ่มขึ้นเป็น 10 สำเร็จ!]
(จบตอน)