เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 : ต้อนรับดุจแขกบ้านแขกเมือง!

บทที่ 14 : ต้อนรับดุจแขกบ้านแขกเมือง!

บทที่ 14 : ต้อนรับดุจแขกบ้านแขกเมือง!


บทที่ 14 : ต้อนรับดุจแขกบ้านแขกเมือง!

พอได้ยินรายงานนั้น สองพ่อลูกถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก

ลู่หยานยังไม่ตาย!

แล้วเรื่องที่เจ้าสามคนนั่นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยมันเป็นยังไงกันแน่?

สถานะออฟไลน์ของเครื่องมือสื่อสารนั้นเป็นไปได้แค่สองอย่าง คือไม่ตายไปแล้ว ก็ต้องเป็นการตั้งค่าด้วยตัวเอง

นี่มันเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่งที่ลู่หยานยอมออกจากเมืองเพลิงทมิฬ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าเจ้าสามคนนั่นทำงานพลาดอย่างนั้นหรือ?

“แล้วจะทำยังไงต่อดีล่ะครับท่านพ่อ ในเมื่อฆ่าลู่หยานไม่สำเร็จ ต่อไปการจะหาโอกาสแบบนี้อีกก็คงจะยากแล้ว” เหลียงเส้าหยูเอ่ยถามอย่างร้อนใจ

สำหรับเขาแล้ว เขาไม่ได้สนใจเลยว่าลู่หยานจะมีอุปกรณ์สวมใส่อะไรอยู่บนตัว…สิ่งที่เขาต้องการคือให้ลู่หยานตายเท่านั้น!

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อวาน ที่เขาตั้งใจจะเหยียดหยามลู่หยานแต่กลับถูกอีกฝ่ายตอกหน้ากลับอย่างเจ็บแสบ…แถมยังเกิดขึ้นต่อหน้าเพื่อนร่วมห้องปีสามทุกคนอีกด้วย!

ต่อให้ตอนนี้หวังหยูเจียวจะมาอยู่ข้างเขาแล้วก็ตาม แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลู่หยาน เขาก็ยังคงเป็นได้แค่ตัวตลกอยู่ดี!

“เรื่องนั้นไม่ใช่สิ่งที่แกต้องกังวล”

“แต่ถ้าหากว่าสามคนนั่นลอบสังหารลู่หยานไม่สำเร็จแล้วข่าวรั่วไหลออกไปล่ะก็... แกรู้ไหมว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไง?” เหลียงไท่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

ถึงแม้ว่าลู่หยานจะเป็นแค่สามัญชน แต่ในโลกยุคปัจจุบัน กฎหมายก็ยังคงเข้มงวดเป็นอย่างมาก!

การจ้างวานคนไปฆ่าผู้ปลุกพลังอาชีพคนอื่น หากถูกเปิดโปงขึ้นมาจะถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงทันที!

“เรื่องนี้พักไว้ก่อน คอยดูสถานการณ์ไปก่อนแล้วกัน แล้วก็...ให้คนพยายามติดต่อเจ้าโง่สามคนนั่นต่อไป ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าวันนี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่!” เหลียงไท่สั่งการลูกน้อง

….

อีกด้านหนึ่ง

หลังจากที่ลู่หยานแยกกับฉินอู่เหยา เขาก็มุ่งหน้าไปลงดันเจี้ยนต่อ

น่าแปลกที่ฉินอู่เหยากลับไม่ได้ขอตามลู่หยานไปด้วย…แต่เธอกลับรีบตรงดิ่งกลับไปยังบ้านตระกูลฉินทันที

ภายในห้องรับแขก ฉินเลี่ยกำลังนั่งสนทนาอยู่กับชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง

พอเห็นฉินอู่เหยาเดินเข้ามา ฉินเลี่ยก็เอ่ยถามขึ้นทันที

“ลูกสาวตัวดี หายไปไหนมาทั้งวัน?”

“หนูบอกแล้วไม่ใช่เหรอคะว่าหลังประชุมช่วงเช้าเสร็จ หนูนัดกับเพื่อนไว้ว่าจะไปลงดันเจี้ยน” ฉินอู่เหยาอธิบาย ก่อนจะหันไปมองชายวัยกลางคนแล้วทักทายอย่างนอบน้อม

“สวัสดีค่ะ อาซู”

ชายคนนั้นคือ ซูเจี๋ย สมาชิกของสมาพันธ์วิถีสวรรค์ แต่เขาไม่ได้มาจากสาขาเมืองเพลิงทมิฬ แต่มาจากสมาพันธ์วิถีสวรรค์ส่วนกลางโดยตรง!

“ไม่เจอกันไม่กี่ปี เหยาเหยาโตเป็นสาวขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย” ซูเจี๋ยตอบกลับพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“ซูเจี๋ย เรามาคุยกันต่อเถอะ” ฉินเลี่ยเร่งเร้า

ส่วนฉินอู่เหยานั้นก็นั่งลงบนโซฟาข้างๆ อย่างไม่สนใจใคร เธอหยิบหนังสือคู่มือกลยุทธ์ขึ้นมาพลิกดูไปมาอย่างเบื่อหน่าย แต่กลับไม่มีสมาธิอ่านมันเลยแม้แต่น้อย

เธอคอยชำเลืองมองไปทางฉินเลี่ยเป็นพักๆ แต่ทุกครั้งก็มีท่าทีเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแล้วก็เปลี่ยนใจ

ทางด้านฉินเลี่ยและซูเจี๋ยก็ได้กลับไปสู่หัวข้อที่สนทนากันค้างไว้

ซูเจี๋ยถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วกล่าวว่า

“ตอนนี้มีปัญหาอยู่สองเรื่องหลักๆ หนึ่งคือกลยุทธ์การพิชิตดันเจี้ยนทีมเลเวล 60 ‘เทือกเขามังกรดำ’ และอีกเรื่องก็คือ ‘สงครามแห่งชาติ’ ที่จะจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”

ฉินเลี่ยพยักหน้าเห็นด้วย

“ในฐานะที่เป็นดันเจี้ยนทีมระดับสูงสุดในปัจจุบัน แต่ละประเทศต่างก็พยายามอย่างหนักที่จะพิชิตมันให้ได้ แต่ว่าความยากมันสูงเกินไป แถมยังทำให้มีผู้คนล้มตายจำนวนมาก จะรีบร้อนไปก็ไม่ได้”

เมื่อซูเจี๋ยได้ยินดังนั้น เขาก็ส่ายหน้าแล้วตอบว่า

“ไม่รีบไม่ได้แล้วล่ะ เพราะเมื่อวานนี้เอง ทางฝั่งอเมริกาได้ประกาศความสำเร็จในการพิชิตดันเจี้ยนมังกรดำในระดับความยากปกติเป็นครั้งแรกของโลกไปแล้ว”

คำพูดนี้ทำเอาสีหน้าของฉินเลี่ยเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

“อีกแค่เดือนเดียวก็จะถึงสงครามแห่งชาติแล้ว…ในเมื่อตอนนี้ฝั่งอเมริกาพิชิตเทือกเขามังกรดำได้สำเร็จ ก็หมายความว่าพวกเขาจะได้อุปกรณ์สวมใส่จากดันเจี้ยนมังกรดำไปครอบครองแล้วน่ะสิ?”

พอถึงตอนนั้น ในสงครามแห่งชาติ ฝั่งอเมริกาที่ติดอาวุธจากดันเจี้ยนมังกรดำให้กับผู้ปลุกพลังกลุ่มหนึ่งได้แล้ว ความแข็งแกร่งของพวกเขาก็ย่อมจะอยู่ในระดับที่ประเทศอื่นไม่อาจเทียบได้!

“เฮ้อ... นี่แหละคือสิ่งที่ฉันกังวลอยู่ ประเทศมังกรของเราไม่สามารถติดหนึ่งในสามอันดับแรกมาสามปีติดต่อกันแล้ว ถ้าหากปีนี้อันดับของเราตกลงไปอีก รางวัลทรัพยากรจากสงครามแห่งชาติก็จะลดลงอย่างมหาศาลอีกครั้ง มันจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ไปเรื่อยๆ ในเวทีระดับโลก ประเทศที่จ้องจะเล่นงานมังกรของเราก็ไม่ได้มีแค่อเมริกาประเทศเดียวนะ!”

หลังจากได้ฟัง ฉินเลี่ยก็เงียบไป

ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงได้เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังว่า

“ถ้างั้นที่มาหาฉันในวันนี้... คือต้องการให้ฉันทำอะไร? หากประเทศชาติต้องการตัว ฉันพร้อมจะเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมทีมพิชิตมังกรดำทันที!”

แต่ซูเจี๋ยกลับส่ายหน้า

“นายก็น่าจะเข้าใจดีว่าประเทศของเราให้ความสำคัญกับชีวิตคนเป็นอันดับแรก ทางฝั่งอเมริกาใช้ยุทธวิธีส่งคนจำนวนมากเข้าไปลุย ไม่รู้ว่าต้องสังเวยผู้ปลุกพลังอาชีพไปกี่คนกว่าจะผ่านเทือกเขามังกรดำมาได้อย่างหวุดหวิด แต่เราจะทำอะไรบุ่มบ่ามแบบนั้นไม่ได้...ที่ฉันมาครั้งนี้ ก็แค่แวะมาปรับทุกข์กับนายเท่านั้นแหละ เพราะเราก็ไม่ได้เจอกันมาพักใหญ่แล้ว”

พูดจบ ทั้งสองคนก็เงียบไปอีกครั้ง ไม่มีใครเอ่ยอะไรต่อ

แต่ฉินอู่เหยาที่นั่งอยู่ข้างๆ กลับได้ยินทุกถ้อยคำ

ในทันใดนั้นเอง เธอก็นึกถึงลู่หยานขึ้นมา!

เทือกเขามังกรดำ ในฐานะที่เป็นดันเจี้ยนทีมขนาดใหญ่ระดับสูงสุดของโลกในปัจจุบัน มีความยากในระดับที่สูงมาก!

ถึงแม้จะรวมทีมที่มีแต่ผู้ปลุกพลังอาชีพลับ อัตราการเสียชีวิตก็ยังคงสูงลิ่วอยู่ดี!

ต้องเข้าใจว่า ในระหว่างการพิชิตดันเจี้ยนนั้น ตายแล้วคือตายเลย การสูญเสียบุคลากรเป็นสิ่งที่ไม่อาจย้อนคืนได้

ถึงแม้ประเทศมังกรจะมีประชากรเยอะ แต่แนวทางการทำงานกลับแตกต่างจากประเทศอื่น…จึงทำให้ยังไม่สามารถพิชิตเทือกเขามังกรดำได้เสียที

ทางฝั่งอเมริกาก็ต้องสูญเสียผู้ปลุกพลังอาชีพไปไม่รู้เท่าไหร่กว่าจะทำสำเร็จได้…แต่เมื่อพวกเขาพิชิตได้หนึ่งครั้งและได้อุปกรณ์สวมใส่จากดันเจี้ยนมังกรดำมาจำนวนหนึ่งแล้ว การพิชิตในครั้งต่อๆไปก็จะง่ายขึ้นเรื่อยๆ อุปกรณ์ที่ได้ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ

พอเริ่มกลายเป็นก้อนหิมะที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆแล้วล่ะก็ แค่เวลาหนึ่งเดือนก็เพียงพอที่จะติดอาวุธให้กับผู้ปลุกพลังอาชีพระดับสูงได้กลุ่มใหญ่เลย…และผู้ปลุกพลังอาชีพกลุ่มนี้ ก็จะกลายเป็นหายนะที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศอื่นในสงครามแห่งชาติอย่างแน่นอน!

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศมังกรที่เปรียบเสมือนไม้เบื่อไม้เมากับอเมริกามาโดยตลอด ก็อาจจะกลายเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกเล็งเล่นงานก่อนใคร!

อันดับในสงครามแห่งชาติที่ตกลงไปจากปีที่แล้วอีก ก็จะทำให้รางวัลทรัพยากรยิ่งน้อยลงไปอีก จนกลายเป็นวงจรอุบาทว์…นี่แหละคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด!

แต่ถ้าหากลู่หยานสามารถเติบโตขึ้นมาได้...

ไม่ต้องพูดถึงสกิลอื่นๆที่เขาจะได้ในอนาคตเลย แค่เพียงความสามารถในการอัญเชิญอันเดดออกมาเพื่อใช้ระเบิดศพได้อย่างไม่จำกัด ก็เทียบเท่ากับการมีกองทัพขนาดย่อมๆได้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว!

แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงการประเมินความสามารถของลู่หยานในแง่ที่เบาที่สุดของฉินอู่เหยาเท่านั้น!

ถ้าหากลู่หยานยอมรับใช้ชาติ ผลกระทบที่เขาจะสร้างขึ้นนั้น...จะยิ่งใหญ่ชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน!

แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้มีเงื่อนไขอยู่ว่าลู่หยานจะต้องเติบโตให้ทันก่อนที่สงครามแห่งชาติจะเริ่มต้นขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า!

“ถ้าหากมีคนคนหนึ่งที่สามารถชี้ชะตาสถานการณ์ของสงครามแห่งชาติได้ หรือมีบทบาทที่สามารถพลิกเกมในการพิชิตเทือกเขามังกรดำได้ หรือแม้กระทั่งสามารถพิชิตมันได้ด้วยตัวคนเดียว เขาคนนั้นจะได้รับการปฏิบัติแบบไหนเหรอคะ?” ฉินอู่เหยาเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ฉินเลี่ยและซูเจี๋ยหันมามองฉินอู่เหยาเป็นตาเดียวกัน

แต่แล้วในทันใดนั้น ซูเจี๋ยก็เอ่ยขึ้นว่า

“เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมีใครสามารถชี้ชะตาสงครามแห่งชาติได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินกันด้วยความแข็งแกร่งของอาชีพใดอาชีพหนึ่งหรืออุปกรณ์ส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง”

“ใช่แล้วล่ะเหยาเหยา อย่ามัวแต่คิดอะไรเพ้อเจ้อไปเลย ถึงแม้ลูกจะเป็นอาชีพลับ แต่ในดันเจี้ยนทีมขนาดใหญ่อย่างเทือกเขามังกรดำ ก็ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกคนอยู่ดี การที่ใครคนหนึ่งจะสร้างผลกระทบที่ชี้ขาดได้ในสถานการณ์ปัจจุบันน่ะ...เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!” ฉินเลี่ยกล่าวเสริม

“แล้วถ้าสมมติว่ามีล่ะคะ?” ฉินอู่เหยายังคงยืนกราน

ซูเจี๋ยครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที

ก่อนจะตอบว่า

“ถ้าหากมีคนแบบนั้นอยู่จริง...ลุงเองก็คาดเดาไม่ได้เลยว่าเขาจะได้รับการปฏิบัติแบบไหน แต่ที่แน่ๆก็คือ เขาจะกลายเป็นบุคลากรที่ประเทศมังกรยอมทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อส่งเสริมและพัฒนา”

“คำว่า ‘การปฏิบัติ’ คงไม่เพียงพอที่จะอธิบายได้แล้วแต่จะต้อง ‘ต้อนรับดุจแขกบ้านแขกเมือง’….เเละเขาสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาในประเทศมังกรแห่งนี้!”

เมื่อฉินอู่เหยาได้ยินดังนั้น แววตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมาทันที

ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของชายทั้งสองคน เธอลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า

“หนูไปเก็บเลเวลก่อนนะคะ!”

….

ในขณะเดียวกัน ที่อีกด้านหนึ่ง

ลู่หยานยังคงต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่ในหุบเขาหมาป่าเหมันต์ เพียงแต่ตอนนี้ หลังจากที่ได้รับรู้ถึงศักยภาพใหม่ของตัวเองแล้ว ลู่หยานจึงได้เลือกลงดันเจี้ยนหุบเขาหมาป่าเหมันต์ในระดับความยาก ‘ยาก’ แทน!

ค่าประสบการณ์ที่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า! แต่ประสิทธิภาพและความเร็วในการฟาร์มมอนสเตอร์กลับไม่ได้ลดลงไปมากนัก

ก็เพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม...การใช้ระเบิดศพโจมตี ต่อให้มอนสเตอร์มีพลังชีวิตสูงขึ้นอีกหน่อย ก็ยังคงถูกระเบิดจนตายในทีเดียวอยู่ดี!

เลเวลของลู่หยานจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เขาไม่ได้กินแม้แต่อาหารกลางวัน และฟาร์มต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า….ในที่สุด ลู่หยานก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนที่เขารอคอยมานาน

[ระดับเลเวลเพิ่มขึ้นเป็น 10 สำเร็จ!]

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 14 : ต้อนรับดุจแขกบ้านแขกเมือง!

คัดลอกลิงก์แล้ว