- หน้าแรก
- โซโล่ เนโครแมนเซอร์!
- บทที่ 4 : อย่าให้เจอตอนอยู่คนเดียวนะ
บทที่ 4 : อย่าให้เจอตอนอยู่คนเดียวนะ
บทที่ 4 : อย่าให้เจอตอนอยู่คนเดียวนะ
บทที่ 4: อย่าเผลออยู่คนเดียวให้ฉันจับได้ก็แล้วกัน
อีกด้านหนึ่ง
ณ ห้องนั่งเล่น ฉินอู่เหยากำลังนั่งพลิกดูข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพต่างๆ จนชายวัยกลางคนที่อยู่ข้างๆเริ่มแสดงท่าทีร้อนรนขึ้นมา
“ข้อมูลอาชีพมันมีอะไรน่าดูนักหนา พ่อจัดคนไว้ให้พาลูกไปเก็บเลเวลแล้วนะ รีบไปอัปเลเวลก่อนเถอะน่า!”
ฉินอู่เหยากลับไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด เธอพูดขึ้นว่า
“พ่อจะรีบไปไหนกันล่ะคะ ยังไงซะลูกก็ได้อาชีพลับอยู่แล้ว อีกหนึ่งเดือนพอสมาพันธ์วิถีสวรรค์มารับสมัครคน ลูกก็ได้เข้าแน่ๆ”
พอได้ยินเช่นนั้น ฉินเลี่ยก็เบิกตากว้างเเล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“อีกหนึ่งเดือน คนที่รับผิดชอบไปคัดเลือกคนที่สถาบันเพลิงทมิฬก็คือพ่อของแกคนนี้แหละ! ถ้าถึงตอนนั้นเลเวลของแกยังน้อยกว่าคนอื่นเขา พ่ออายเขาแย่เลยนะโว้ย!”
ฉินอู่เหยาหัวเราะแหะๆ…จากนั้นเธอก็เก็บเอกสารข้อมูลอาชีพลง แล้วพูดอย่างไม่รีบร้อนว่า
“ก็ได้ๆ งั้นเราทานข้าวก่อนแล้วกันนะคะ ทานเสร็จแล้วจะรีบไปเก็บเลเวลข้างนอกเมืองเลย”
แต่แล้ว ทันทีที่เธอพูดจบ
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้นจากเครื่องมือสื่อสารของฉินอู่เหยา
เธอเปิดขึ้นมาดูแวบหนึ่ง และแล้วทั้งร่างของเธอก็แข็งค้างอยู่กับที่
เนื้อหาในข้อความนั้นสั้นกระชับมาก: คุณหนูครับ ลู่หยานออกมาจากลานประลองแล้ว เขา... เขาเลเวลห้าแล้วครับ!
ฉินเลี่ยเห็นฉินอู่เหยานั่งเหม่อลอยอยู่ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเร่งอีกครั้ง
“เหม่ออะไรอยู่ รีบกินข้าวเร็วเข้า กินเสร็จแล้วจะได้ให้คนพาไปเก็บเลเวลข้างนอกเมือง พยายามให้ถึงเลเวลห้าก่อนค่ำให้ได้นะ จะได้เข้าไปลงดันเจี้ยนได้”
คำพูดของพ่อทำให้ฉินอู่เหยาได้สติกลับคืนมา…แต่ทว่าในหัวของเธอยังคงเต็มไปด้วยข้อมูลที่เธอให้คนไปสืบมา
เดิมที ฉินอู่เหยาแค่รู้สึกว่าคนที่มีพลังจิตสูงถึง 130 แต้มอย่างลู่หยาน ไม่น่าจะเป็นแค่เนโครแมนเซอร์ธรรมดาๆไปได้ แต่ก็คิดเพียงว่าค่าสถานะพื้นฐานทั้งสี่อย่างของลู่หยานอาจจะสูงกว่าคนอื่นเท่านั้น
แต่แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้มันคืออะไรกัน?
ลานประลองมือใหม่ที่ไม่มีใครกล้าเข้าไป ลู่หยานกลับเข้าไป!
เข้าไปแล้วก็แล้วไปเถอะ แต่นี่เพิ่งผ่านไปแค่สองชั่วโมงก็ออกมาแล้ว แถมยัง...แถมยังเลเวลห้าแล้วด้วย!
นี่มันเร็วกว่าที่ตระกูลต่างๆ จัดให้ผู้เล่นระดับสูงพาพวกหน้าใหม่ไปเก็บเลเวลข้างนอกเมืองตั้งหลายเท่าตัว!
“พ่อคะ พ่อรู้จักลานประลองมือใหม่ดีแค่ไหนเหรอคะ?” ฉินอู่เหยาอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
“ลูกจะถามถึงที่นั่นทำไม? พ่อขอเตือนไว้ก่อนนะว่าลานประลองมือใหม่น่ะมันอันตรายสุดๆ ต่อให้ระมัดระวังแค่ไหน อัตราการตายก็ยังสูงมากอยู่ดี …ถึงแม้ว่าค่าประสบการณ์ของมอนสเตอร์จะสูงกว่านิดหน่อย แต่ความเร็วในการฟาร์มกลับช้ามาก เทียบไม่ได้เลยกับการหาคนพาไปเก็บเลเวลข้างนอกเมือง หรือแม้กระทั่งการที่ลูกไปฟาร์มคนเดียวข้างนอกเมืองก็ยังเร็วกว่าอีก!” ฉินเลี่ยกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ฉินอู่เหยามองหน้าฉินเลี่ยด้วยความตกตะลึง…แล้วเธอก็ถามต่อว่า
“ถ้าอย่างนั้น...ถ้าเกิดว่ามีมือใหม่คนหนึ่ง เพิ่งปลุกพลังอาชีพเสร็จก็เข้าไปในลานประลองเลย แล้วพอผ่านไปสองชั่วโมง เขาก็เลื่อนระดับเป็นเลเวลห้าได้ เรื่องแบบนี้... มันเป็นไปได้เหรอคะ?”
“เป็นไปได้กับผีสิ!” ฉินเลี่ยตอบกลับอย่างไม่ลังเล
“ต่อให้เป็นอาชีพลับเข้าไปในลานประลองนะ แค่รอดออกมาได้โดยไม่ตายก็ถือว่าโชคดีสุดๆ…แล้วอย่าว่าแต่สองชั่วโมงเลย ต่อให้เป็นสิบชั่วโมง ก็ยังอัปไม่ถึงเลเวลห้าด้วยซ้ำ! ลูกคิดว่าลานประลองมันเป็นสนามเด็กเล่นหรือไง?”
เอื๊อก~
ฉินอู่เหยากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
ขนาดอาชีพลับอยู่ในลานประลองสิบชั่วโมงยังอัปไม่ถึงเลเวลห้าเลยเหรอ?
แต่ลู่หยานกลับทำได้!
เขาทำได้จริงๆ!
“แล้วถ้าเป็นเนโครแมนเซอร์ล่ะคะ?” ฉินอู่เหยายังคงถามต่อ
“สกิลเริ่มต้นของเนโครแมนเซอร์เรียกอันเดดได้แค่สองตัวเอง แถมยังมีคูลดาวน์ตั้งสิบนาที พออันเดดสองตัวนั้นตายไป เนโครแมนเซอร์ก็ทำได้แค่ยืนรอความตาย…ยังจะคิดเรื่องเก็บเลเวลอีกเหรอ ฝันไปเถอะ!” ฉินเลี่ยพูดอย่างไม่ไว้หน้า
ถึงแม้ว่าสิ่งที่พูดมาจะถูก และฉินอู่เหยาก็เข้าใจดี
แต่ลู่หยานทำมันสำเร็จได้ยังไงกัน?
“พ่อไม่มีวันยอมให้ลูกเข้าไปในลานประลองมือใหม่เด็ดขาด อย่าแม้แต่จะคิดเลยนะ!” ฉินเลี่ยกล่าวเสริม
พูดจบ ดูเหมือนเขาจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“จริงสิ เหยาเหยา ในการปลุกพลังอาชีพครั้งนี้ นอกจากลูกแล้ว ยังมีคนอื่นที่ลูกคิดว่าเป็นตัวเต็งที่น่าจับตามองอีกไหม?”
ฉินอู่เหยายักไหล่แล้วตอบว่า “ก็มีอยู่คนหนึ่งค่ะ”
“โอ้? ใครกันล่ะ?” ดวงตาของฉินเลี่ยเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ตอนนี้ยังบอกไม่ได้หรอกค่ะ” ฉินอู่เหยาตอบพลางครุ่นคิด
“มีอะไรที่บอกไม่ได้กันล่ะ นอกจากลูกแล้ว ก็มีคนได้อาชีพหายากอีกแค่ห้าคนเอง พ่อก็แค่ถามว่าห้าคนนั้นเป็นยังไงบ้าง” ฉินเลี่ยพูดอย่างไม่ใส่ใจ เพราะเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว
“อ๋อ ห้าคนนั้นเหรอคะ ไม่ค่อยรู้จัก ไม่สนิทเท่าไหร่ค่ะ” ฉินอู่เหยาส่ายหัวปฏิเสธทันที
“แล้วมันจะเป็นใครไปได้อีกล่ะ? ถ้าเป็นอาชีพทั่วไป ไม่มีทางได้เข้าร่วมสมาพันธ์วิถีสวรรค์หรอก!” ฉินเลี่ยกล่าว
ฟู่~
ฉินอู่เหยาเปิดเครื่องมือสื่อสารของเธอขึ้นมา แล้วส่งข้อความออกไปว่า: จับตาลู่หยานต่อไป!
จากนั้นเธอก็หยิบชามกับตะเกียบขึ้นมา แล้วพูดอย่างจริงจัง
“ทานข้าวเสร็จแล้ว ลูกจะไปเก็บเลเวลทันทีเลยค่ะ!”
….
ทางด้านลู่หยาน
หลังจากที่ออกมาจากจัตุรัสกลางเมือง ลู่หยานก็ตั้งใจจะไปหาอะไรกิน แต่เมื่อเดินผ่านภัตตาคารเทียนหยวน เขาก็ต้องหยุดชะงักฝีเท้าลง
ที่นี่คือภัตตาคารที่หรูหราที่สุดในเมืองเพลิงทมิฬ
ว่ากันว่าเชฟที่ทำงานอยู่ที่นี่ ล้วนเป็นเชฟระดับพิเศษที่มีอาชีพสายชีวิตขั้นสูง!
และที่สำคัญ หัวหน้าเชฟที่อยู่บนชั้นสูงสุดนั้น เป็นถึงผู้มีอาชีพลับสายชีวิต "เชฟเวทย์มนต์ธาตุ" เลยทีเดียว!
อาหารที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นมานั้น สามารถเพิ่มค่าสถานะได้ด้วย!
แน่นอนว่า ราคาอาหารแต่ละจานก็แพงหูฉี่!
อย่าว่าแต่คนธรรมดาเลย ต่อให้เป็นพวกเศรษฐีมีเงิน ก็อาจจะไม่มีปัญญาจ่ายไหว!
แม้กระทั่งอาหารธรรมดาๆ ในภัตตาคารแห่งนี้ นอกจากจะมีรสชาติที่อร่อยเลิศล้ำแล้ว ยังสามารถเพิ่มบัฟชั่วคราวได้อีกด้วย จึงมีแต่พวกผู้มีอำนาจและเศรษฐีในเมืองเพลิงทมิฬเท่านั้นถึงจะมีปัญญามาใช้บริการได้
แน่นอนว่าคนอย่างลู่หยานไม่มีสิทธิ์เข้าไปได้หรอก…เขาแค่เดินผ่านและตั้งใจจะไปหาอะไรกินในย่านคนจนเท่านั้น
ในกระเป๋าของเขายังมีเงินเหลืออยู่ร้อยกว่าเหรียญทอง ซึ่งก็เพียงพอที่จะกินอาหารดีๆ ในย่านคนจนได้มื้อหนึ่งแล้ว
หลังจากเปลี่ยนอาชีพแล้ว การหาเงินก็จะง่ายขึ้นมาก วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดก็คือการดรอปอุปกรณ์จากมอนสเตอร์ และในดันเจี้ยนก็สามารถเก็บเหรียญทองได้ด้วย
แต่ทว่า ทันทีที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกไป เขาก็เห็นเหลียงเส้าหยูพาหวังหยูเจียวและลูกสมุนอีกสองสามคนเดินสวนมาพอดี
เมื่อเห็นลู่หยาน เหลียงเส้าหยูก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที
ตลอดสามปีในสถาบัน เขาไม่เคยเอาชนะใจหวังหยูเจียวได้เลย แต่ตอนนี้เขากลับได้เปรียบในชั่วข้ามคืน…ส่วนลู่หยานที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะและเป็นที่จับตามองของทุกคน ตอนนี้กลับกลายเป็นแค่เนโครแมนเซอร์ธรรมดาๆ ดังนั้นเหลียงเส้าหยูจึงอยากจะหาเรื่องลู่หยานเพื่อกู้หน้าคืน พร้อมกับอวดความเหนือกว่าของตัวเองไปในตัว
แต่เห็นได้ชัดว่าลู่หยานขี้เกียจจะไปสนองความต้องการของเหลียงเส้าหยู
เขาจึงตั้งใจจะเดินเลี่ยงผ่านไป แต่กลับถูกเหลียงเส้าหยูก้าวมาขวางหน้าไว้สองก้าว
“บังเอิญจังเลยนะคุณชายลู่…ไม่ได้ไปเก็บเลเวลเหรอ?” เหลียงเส้าหยูพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
ลู่หยานมองเขาอย่างเฉยเมย ไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ
“ทำไมเงียบล่ะ? เมื่อก่อนไม่ใช่ว่าหยิ่งยโสนักเหรอ? จึ๊ๆๆ... พลังจิตตั้งร้อยสามสิบแต้ม แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นแค่เนี้ย?”
“แล้วชุดเกราะขาวทั้งตัวนี่มันอะไรกัน? จนเกินไปหน่อยมั้ย?”
“ดูพวกเราสิ ใส่ของสีฟ้าทั้งตัว แกคงไม่มีปัญญาซื้อแม้แต่ชิ้นเดียวเลยล่ะสิ?”
“นี่เพิ่งจะผ่านไปแค่สองชั่วโมงกว่าๆเองนะ พวกเราก็จะเลเวลสามกันแล้ว แล้วแกล่ะ?”
“ไสหัวไป!” ลู่หยานพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แกพูดว่าอะไรนะ?” เหลียงเส้าหยูเลิกคิ้วขึ้น
เขากำลังหาเรื่องอวดเบ่งอยู่ จะยอมให้ลู่หยานมาขัดคอแบบนี้ได้ยังไง?
ดังนั้นเขากับพรรคพวกที่อยู่ข้างหลังจึงกรูเข้ามาล้อมลู่หยานไว้
หวังหยูเจียวยืนกัดริมฝีปากอยู่ข้างๆ พลางมองมาที่ลู่หยาน…แต่ตั้งแต่ต้นจนจบ ลู่หยานกลับไม่เคยชายตามองเธอเลยแม้แต่แวบเดียว ราวกับว่าเธอไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น
แต่ในตอนนั้นเอง ฉินอู่เหยาก็เดินเข้ามาอย่างกะทันหัน
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอก็ยกเท้าเตะเข้าไปที่เอวของเหลียงเส้าหยูทันที
พลั่ก!!!
แรงเตะนั้นไม่ใช่น้อยๆ ทำเอาเหลียงเส้าหยูหงายหลังล้มตึงลงไปกับพื้น
เขาหันกลับมาด้วยความโกรธเตรียมจะด่า แต่เมื่อเห็นว่าเป็นฉินอู่เหยา สีหน้าของเขาก็แข็งทื่อไป…จากนั้นก็รีบลุกขึ้นมาอย่างเก้ๆกังๆ ไม่กล้าพูดอะไรออกมา
“ลู่หยานเป็นเนโครแมนเซอร์ก็จริง แต่แกมันก็เป็นแค่เบอร์เซิร์กเกอร์ธรรมดาๆคนหนึ่งเหมือนกัน แกจะมาอวดเบ่งอะไรนักหนา?” ฉินอู่เหยากล่าวเรียบๆ
“เปล่าครับ ไม่มีอะไร...” เหลียงเส้าหยูฝืนยิ้ม ยังคงไม่กล้าต่อต้าน
เขาทำได้เพียงเหลือบมองลู่หยานด้วยสายตาอาฆาตแค้น แล้วพูดว่า
“ลู่หยาน แกอย่าเผลออยู่คนเดียวให้ฉันจับได้ก็แล้วกัน”
แววตาของลู่หยานฉายแววสังหารออกมาวูบหนึ่ง
แกก็เหมือนกัน อย่าเผลออยู่คนเดียวให้ฉันจับได้ก็แล้วกัน
ไม่อย่างนั้นล่ะก็ พ่อจะสั่งให้อันเดดหลายสิบตัวเข้าไประเบิดซากศพใส่แก ให้ไม่เหลือแม้แต่ซากเลย!
(จบตอน)