เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 49: นายทุนสายเปย์

บทที่ 49: นายทุนสายเปย์

บทที่ 49: นายทุนสายเปย์


บทที่ 49: นายทุนสายเปย์

เย่เจินนิ่งเงียบไป

เพราะสิ่งที่เธอรับไว้ได้ คือแบล็กการ์ดใบหนึ่ง

เป็นชนิดที่สามารถรูดได้โดยไม่จำกัดวงเงิน

แบล็กการ์ดแบบนี้ เย่เจินเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่ง

นั่นเป็นตอนที่เธอกลับไปที่บ้านตระกูลเย่ใหม่ๆ เย่เวยเคยตั้งใจหยิบมันออกมาอวดครั้งหนึ่ง...

นั่นคือแบล็กการ์ดของเย่เฟยหมิง

แต่หลังจากที่ลูกสาวแท้ๆ อย่างเธอกลับมาถึงบ้าน เขากลับมอบมันให้เย่เวย... เพื่อใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเย่เวยต่างหากที่เป็นลูกสาวคนโปรดที่สุดของบ้านตระกูลเย่!

แม้ว่าคุณหนูตัวจริงอย่างเย่เจินจะถูกตามหาจนพบแล้ว แต่สถานะของเย่เวยในบ้านตระกูลเย่ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง!

สำหรับคนภายนอกแล้ว เย่เวยคือลูกสาวเพียงคนเดียวของตระกูลเย่!

เย่เจินยังคงจำได้ดี ในคืนวันที่เย่เวยตั้งใจหยิบแบล็กการ์ดมาอวดเธอ... หลังจากที่เย่เฟยหมิงโอบกอดลูกสาวสุดที่รักของเขาพร้อมกับปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแล้วนั้น แววตาที่เขาเหลือบมองมายังเธอกลับ...

ไม่เหมือนกับมองลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง แต่กลับ...แฝงไปด้วยความระแวดระวัง ความรังเกียจ และความไม่พอใจ?

เย่เจินจำเรื่องนี้ได้ขึ้นใจ ดังนั้นเมื่อได้เห็นแบล็กการ์ดแบบนี้อีกครั้ง อารมณ์ของเธอจึงค่อนข้างซับซ้อน

เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ แล้วยื่นมือไปลูบไล้แบล็กการ์ดใบนั้น สัมผัสของมันละเอียดอ่อนและเย็นเฉียบ ดูเหมือน...จะไม่ได้แตกต่างอะไรจากบัตรธนาคารทั่วไป?

...สงสัยจะเป็นเพราะเธอจนและไม่เคยเห็นโลกกว้าง เลยแยกแยะไม่ออกกระมัง

แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เย่เจินรู้ดี

แบล็กการ์ดแบบนี้ ในสายตาของคนบางกลุ่ม คงเป็นสัญลักษณ์ของสถานะและความมั่งคั่ง

เมื่อคิดเช่นนี้ แบล็กการ์ดในมือของเย่เจินก็พลันดูเลอค่าขึ้นมาทันที

เธอใช้นิ้วหนีบการ์ดใบนั้นไว้อย่างระมัดระวัง แล้วแกว่งไปมาเบาๆ "คุณเซียว นี่มัน..." หมายความว่าอย่างไร?

“ค่าชดเชย” เซียวอวิ๋นเฉิงเอ่ยออกมาสองคำอย่างเย็นชา

เย่เจินถึงกับตกตะลึง ทิ้งหีบของเธอไป แล้วก็เลยใช้แบล็กการ์ดมาเป็นค่าชดเชยเนี่ยนะ?

นี่มันคุณชายจากตระกูลใหญ่ที่ไหนแอบหนีเที่ยวออกมากัน เป็นนายทุนสายเปย์ผู้ไม่รู้จักโลกภายนอกหรืออย่างไร?

เซียวอวิ๋นเฉิงนวดขมับของตนอย่างไม่ใส่ใจ

หลังจากได้พบกับเย่เจิน เศษเสี้ยวความทรงจำในหัวของเขาก็ปั่นป่วนวุ่นวายไม่หยุดหย่อน ส่งเสียงอื้ออึงราวกับกำลังเฉลิมฉลอง ทรมานเขาจนปวดหัวแทบระเบิดและหงุดหงิดใจอย่างยิ่ง จนอยากจะ...

อยากจะคลอเคลียกับเด็กสาวตรงหน้า?

ดูเหมือนว่าหากทำเช่นนั้น จะช่วยบรรเทาอาการของเขาได้ ทำให้เศษเสี้ยวความทรงจำที่เลือนรางเหล่านั้นสงบลงโดยสิ้นเชิง หรือไม่ก็... ถูกเขาควบคุมได้?

เซียวอวิ๋นเฉิงเองก็ไม่รู้ว่า ความคิดประหลาดเช่นนี้มันผุดขึ้นมาในหัวของเขาได้อย่างไร

เมื่อเห็นเด็กสาวดูเหมือนจะเหม่อลอยอีกครั้ง เขาก็ไม่รู้ว่ากำลังโมโหใครอยู่กันแน่ จึงทำหน้าบึ้งตึงแล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ "เธอยังมีธุระอะไรอีก?"

เย่เจินมองแบล็กการ์ดในมือ ในชั่วขณะนั้น อารมณ์ของเธอก็ซับซ้อนอยู่บ้าง

จริงๆ แล้ว ของในหีบของเธอมันก็ทั้งเก่าทั้งพัง ไม่ได้มีค่าอะไรเลยจริงๆ นอกจากคุณค่าทางใจที่มาจากความทรงจำวัยเด็กและความในใจเพียงน้อยนิดของสาวน้อยแล้ว จะบอกว่าเป็นขยะ ก็ดูเหมือนจะไม่ผิด?

แต่คนตรงหน้ากลับชดเชยให้เธอด้วย...แบล็กการ์ดที่ไม่จำกัดวงเงิน?

ของถูกขนาดนี้ มันไม่ใช่แค่ส้มหล่นแล้วใช่ไหม? นี่มันคือการโยนเพชรใส่หัวเธอชัดๆ... แน่นอนว่าเพชรมีความแข็งสูง โดนแล้วเจ็บกว่า อัตราการเสียชีวิตก็สูงกว่าด้วย...

ชั่วขณะหนึ่ง ในหัวของเย่เจินมีความคิดต่างๆ นานาผุดขึ้นมาอย่างวุ่นวาย สุดท้ายก็เหลือเพียงความคิดเดียว: คุณชายจากตระกูลเศรษฐีคนนี้ ช่างใจป้ำสมคำร่ำลือจริงๆ!

แต่ลาภก้อนโตขนาดนี้ เธอจะรับไว้ได้หรือ?

ย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

เพราะเธอรู้ดีว่ากะโหลกของเธอไม่ได้แข็งขนาดนั้น ในโลกนิยายที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายต่อเธอใบนี้ เธอรับเพชรเม็ดโตที่หล่นมาจากฟ้าไม่ไหวหรอก!

“คุณเซียว ของของฉันไม่ได้มีค่าอะไรขนาดนั้น ทิ้งไปแล้วก็แล้วกันค่ะ” เย่เจินยื่นการ์ดกลับไปอย่างระมัดระวัง สายตาแน่วแน่ ไม่แม้แต่จะชายตามองมันอีก “แต่การ์ดใบนี้ ฉันรับไว้ไม่ได้ค่ะ”

เซียวอวิ๋นเฉิงเอนกายพิงขอบเตียง พลางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย รู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้น่าสนใจจริงๆ ให้แบล็กการ์ดเธอก็ยังรังเกียจ ถึงขนาดไม่ยอมมองมันอีกเลย

หารู้ไม่ว่า เย่เจินไม่ใช่ไม่มอง แต่เป็นไม่กล้ามองต่างหาก เธอกลัวว่าถ้ามองอีกแค่วินาทีเดียว ก็จะตัดใจคืนมันกลับไปไม่ได้

เซียวอวิ๋นเฉิงยื่นมือออกไป ปลายนิ้วสัมผัสกับแบล็กการ์ดใบนั้น แต่เขากลับไม่ได้รับมันคืนมา แต่ผลักมันกลับไปแทน

เย่เจิน: “???”

ชายหนุ่มตรงหน้าปรือตาขึ้นมองเธอแวบหนึ่ง แล้วพูดเรียบๆ “เงินหนึ่งร้อยล้านที่บริจาคให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ก็จะเดินบัญชีผ่านการ์ดใบนี้นี่แหละ เธอเป็นผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ถ้าเธอไม่ถือไว้ แล้วใครจะถือ?”

เย่เจิน: “...” เหมือนจะสมเหตุสมผล? แต่...

เดี๋ยวนี้คุณชายจากตระกูลเศรษฐีเขาใจกว้างกันขนาดนี้เลยเหรอ? ไม่กลัวว่าเธอจะยักยอกเงินหรือไง...

“คุณเซียว ขอบคุณที่เชื่อใจฉันนะคะ แต่...” การ์ดใบนี้อยู่ที่ฉันมันไม่เหมาะสมจริงๆ ค่ะ ฉันกลัวว่าฉันจะอดใจไม่ไหว...แล้วทำผิดพลาด

แต่เย่เจินยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นเซียวอวิ๋นเฉิงเงยหน้าขึ้นมอง แล้วพูดเสียงเย็นชา “ออกไปได้แล้ว ฉันจะนอน”

เธอยอมเอาของเก่าๆ พังๆ พวกนั้น แต่กลับไม่ยอมรับแบล็กการ์ดของเขา... คุณชายใหญ่เซียวหงุดหงิดใจขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

เย่เจินเองก็รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง จึงพูดอย่างเจื่อนๆ “เอ่อ งั้นฉันไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของคุณแล้วค่ะ”

พูดจบ เธอก็วางแบล็กการ์ดลงบนโต๊ะไม้เล็กๆ ข้างๆ พอหันหลังจะเดินจากไป ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำไม่พอใจของผู้ชายดังมาจากข้างหลัง:

“เธอคิดดีแล้วเหรอ ถ้าไม่รับแบล็กการ์ดใบนี้ เงินสนับสนุนหนึ่งร้อยล้าน ก็ถือว่าเป็นโมฆะ...”

เย่เจิน: “...”

การที่ถูกไล่ออกมากลางแสงจันทร์พร้อมกับแบล็กการ์ดที่มูลค่าอย่างน้อยหนึ่งร้อยล้านอยู่ในมือ เธอ...ไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเลยสักนิด!

หลังจากเย่เจินจากไป เซียวอวิ๋นเฉิงก็พลันพบว่าศีรษะของเขาดูเหมือนจะไม่เจ็บเท่าเดิมแล้ว?

เป็นเพราะ...เธอรับแบล็กการ์ดที่เขามอบให้ไปแล้ว?

ถ้าอย่างนั้น โรคประหลาดที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของเขา เกี่ยวข้องกับเด็กสาวคนนั้นจริงๆ งั้นหรือ? เซียวอวิ๋นเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย

ด้านนี้ ระหว่างทางกลับห้อง เย่เจินก็เอาแต่หมุนแบล็กการ์ดในกระเป๋าเล่นไปมา

ในสมองของเธอกลับปรากฏใบหน้าของศิษย์พี่ใหญ่ขึ้นมา: เธอและศิษย์พี่ใหญ่รู้จักกันตั้งแต่ยังต้อยต่ำ หลังจากที่เขารู้ว่าเธอชอบหินจิตวิญญาณ ศิษย์พี่ใหญ่ก็จะคอยเอาหินจิตวิญญาณของตัวเอง มายัดใส่ถุงเก็บของของเธอด้วยข้ออ้างแข็งกร้าวต่างๆ นานา...

มันช่างมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาดกับเรื่องราวในค่ำคืนนี้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฝีเท้าของเย่เจินก็ชะงักไปเล็กน้อย: เซียวอวิ๋นเฉิงกับศิษย์พี่ใหญ่คนนี้ มีความเกี่ยวข้องกันจริงๆ หรือไม่? เย่เจินรู้สึกสับสนเล็กน้อย

ในตอนนั้นเอง เย่หว่านก็ผลักประตูห้องออกมาต้อนรับ “พี่ใหญ่?” ทำไมพี่ใหญ่เดินมาถึงหน้าประตูแล้ว แต่กลับไม่เข้าห้อง มัวแต่ยืนเหม่ออยู่หน้าประตู?

เย่เจินได้สติกลับคืนมา พลางยิ้มแล้วส่ายหน้า

เมื่อเข้ามาในห้อง เธอก็หยิบแบล็กการ์ดในกระเป๋าออกมาวางไว้บนโต๊ะ แล้วหันไปค้นหาชุดนอนในตู้เสื้อผ้าข้างๆ

ด้านหลังของเธอ เย่หว่านกำลังจ้องมองแบล็กการ์ดที่ส่องประกายเรืองรองอยู่ใต้แสงไฟนีออนด้วยดวงตาพร่ามัว ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกๆ

ในภวังค์นั้นเธอรู้สึกว่า แค่การมีอยู่ของแบล็กการ์ดใบนี้ ก็ทำให้กระท่อมซอมซ่อของพวกเธอส่องประกายเจิดจ้าขึ้นมา

นี่คงจะเป็น... ‘การมาเยือนของท่านทำให้บ้านหลังน้อยของข้าพเจ้าดูสง่างามขึ้น’ ในตำนานสินะ?

...

คืนนั้น เย่เจินนอนหลับไม่สนิทนัก

คงเป็นเพราะได้เห็นใบหน้าของศิษย์พี่ใหญ่อีกครั้ง เธอจึงฝันถึงเรื่องราวมากมายในโลกแห่งการบ่มเพาะ...

ความฝันเหล่านั้นวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา และเลือนรางจนมองไม่ชัดเจน ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดอย่างมากในความฝัน

ความหงุดหงิดนั้นทำให้เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝันอย่างกะทันหัน

ข้างนอกหน้าต่างมืดสนิท เห็นได้ชัดว่ายังอีกนานกว่าจะเช้า

เป็นจริงดังคาด เมื่อควานหาโทรศัพท์มือถือมาดูก็พบว่ายังไม่ถึงตีสี่

เย่เจินไม่อยากเผชิญหน้ากับความฝันที่เลือนรางเหล่านั้นอีก จึงปลดล็อกหน้าจอโทรศัพท์ เปิดแกลเลอรี แล้วแตะเข้าไปที่รูปภาพเพียงใบเดียวในนั้น

ในรูปภาพนั้น คือเศษกระดาษโน้ตที่เธอพบบในห้องปฏิบัติการนั่นเอง

เย่เจินมอบต้นฉบับให้สถาบันเสวียนไปแล้ว ส่วนตัวเองถ่ายรูปเก็บไว้เพียงใบเดียว

ในตอนนี้ อาศัยแสงสลัวจากหน้าจอโทรศัพท์ เย่เจินมองดูลายมือที่คุ้นเคยอย่างประหลาดในรูปภาพนั้น พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

เป็นอักษรจีนตัวย่อ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ลายมือที่เธอเคยเห็นในโลกแห่งการบ่มเพาะ... ลายเส้นแข็งแกร่งและทรงพลัง แตกต่างจากลายมือไก่เขี่ยของผู้อำนวยการเฒ่าอย่างเห็นได้ชัด

ถ้าอย่างนั้น เธอเคยเห็นมันจากที่ไหนกันแน่นะ?

เย่เจินจ้องมองไปเรื่อยๆ จนกระทั่งค่อยๆ รู้สึกง่วงขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว...

จบบทที่ บทที่ 49: นายทุนสายเปย์

คัดลอกลิงก์แล้ว