- หน้าแรก
- ช่างหัวคุณหนูตัวปลอม นางร้ายอย่างข้าจะไปทำฟาร์ม
- บทที่ 35 ลูกสมุน
บทที่ 35 ลูกสมุน
บทที่ 35 ลูกสมุน
บทที่ 35 ลูกสมุน
หนึ่งชั่วโมงต่อมา เฉิงอิงผลักประตูห้องทำงานเข้าไป เดินตรงไปยังศาสตราจารย์หลิว "ท่านศาสตราจารย์คะ กระดาษข้อสอบของเย่เจินฉบับนั้น หนูอยากจะขอดูอีกครั้งค่ะ"
ศาสตราจารย์หลิวเห็นสีหน้าเธอไม่ค่อยดี ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย "เป็นอะไรไป? กระดาษข้อสอบฉบับนั้นถูกคนของท่านผู้เฒ่าจางเอาไปแล้ว..."
เฉิงอิงได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นสบตากับศาสตราจารย์หลิว เข้าใจในทันที ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ใครเป็นคนมาเอาไปเหรอคะ..."
"หัวหน้าอู๋มาเอาไปด้วยตัวเอง" ศาสตราจารย์หลิวพูดถึงตรงนี้ คิ้วของเขาก็ขมวดแน่น หัวหน้าอู๋คนนั้นถึงแม้จะเป็นแค่คนธรรมดา แต่ก็เป็นถึงหัวหน้าฝ่ายวิชาการ แถมยังได้ยินมาว่ามีความสัมพันธ์ที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูกกับเบื้องบนอีกด้วย...
ศาสตราจารย์หลิวเงยหน้าขึ้นมองเฉิงอิง "อาอิง ทางท่านถานยังไม่มีข่าวอะไรมาเลยเหรอ?"
เฉิงอิงส่ายหน้า สายตาเหลือบไปเห็นกระดาษข้อสอบอีกฉบับหนึ่งโดยไม่ตั้งใจ ตัวอักษรบนนั้นทรงพลังและลื่นไหล เนื้อหาที่เขียนก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย "นี่กระดาษข้อสอบของใครเหรอคะ?"
"S500231?" ศาสตราจารย์หลิวหยิบบัญชีรายชื่อขึ้นมาเปรียบเทียบ "...ฉู่หาน"
หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเฉิงอิง "คนนี้ ดูเหมือนจะมากับเย่เจินคนนั้นนะ"
"ฉู่หาน..." เฉิงอิงขมวดคิ้ว ปลายนิ้วแตะลงบนกระดาษข้อสอบของฉู่หานอย่างแรง
เธอเคยไปเมืองเยียนเฉิงมาแล้ว และก็ได้ตรวจสอบสภาพของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้นมาแล้วด้วย ยังได้ไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเด็กๆ สองสามคนในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาเป็นพิเศษ แม้กระทั่งเรื่องบาดหมางเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างฉู่หานกับเย่เจินในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็สืบมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ฉู่หานคนนั้น... หยิ่งในศักดิ์ศรี ดื้อรั้นไม่ยอมใคร ดูเหมือนจะไม่เข้ากับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้นเลย แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น หลังจากที่อีกฝ่ายบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ไม่ได้คิดที่จะจากไป แถมยังแอบทำงานพิเศษอยู่หลายแห่ง แอบช่วยเลี้ยงเด็ก แต่กลับไม่เคยพูดอะไรออกมาสักคำ...
แล้วก็หลายวันนี้จากที่เธอสังเกตการณ์ด้วยตาตัวเองถึงสภาพการอยู่ร่วมกันของฉู่หานกับพวกเย่เจิน... ชั่วขณะหนึ่ง ในใจของเฉิงอิงก็ซับซ้อนอย่างยิ่ง
เธอดูเหมือนจะยิ่งมองเย่เจินคนนั้น และเด็กๆ สองสามคนที่ออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้นไม่ออกเข้าไปทุกที
"ทำไมเหรอ ฉู่หานคนนี้มีปัญหาอะไรรึ?" ศาสตราจารย์หลิวรับกระดาษข้อสอบของฉู่หานมา แล้วดูอย่างละเอียด "เอ๊ะ ฉู่หานคนนี้มีความเข้าใจสูงมากนะ แค่ว่า..."
ศาสตราจารย์หลิวส่ายหน้า เขาว่ากันว่าเห็นลายมือก็เหมือนเห็นคน ฉู่หานคนนี้มีความเข้าใจดี พรสวรรค์สูงมาก ความหยิ่งในศักดิ์ศรีก็มี แต่... สำหรับการบ่มเพาะแล้ว บางครั้งการหยิ่งในศักดิ์ศรีเกินไป ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป
เฉิงอิงก็จ้องมองกระดาษข้อสอบแผ่นนั้นอย่างเงียบๆ อยู่นาน หลังจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นพูด "ศาสตราจารย์หลิวคะ การสอบรอบที่สองในอีกสามวันข้างหน้า หนูจะเข้าร่วมด้วย..."
เธอในอดีต ถือดีในตัวเองมาโดยตลอด แต่โลกใบนี้ไม่เคยขาดแคลนอัจฉริยะ และแม้แต่ระหว่างอัจฉริยะกับอัจฉริยะ ก็ยังแตกต่างกัน...
เมื่อนึกถึงกระดาษข้อสอบของเย่เจิน เฉิงอิงก็ก้มหน้าลงหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ ความจริงแล้ว จะไปผิดหวังอะไรกันนักหนา?
ในฐานะอัจฉริยะด้านศาสตร์เร้นลับที่คนในแวดวงยอมรับ เธอโตมาในสถาบันศาสตร์เร้นลับตั้งแต่เด็ก แต่กลับไม่สามารถเข้าไปยังสำนักในทั้งเจ็ดยอดเขาของสถาบันได้เป็นเวลาห้าปีติดต่อกัน ไม่สามารถก้าวเข้าสู่ประตูแห่งตำนานนั้นได้เลย...
ความรู้สึกไร้พลังแบบนี้ เธอควรจะชินไปนานแล้วไม่ใช่เหรอ? แต่บ่มเพาะวิชาอย่างหนัก เรียนอย่างหนักมาหลายปี สุดท้ายก็ยังไม่ยอมแพ้อยู่ดี
เฉิงอิงคิดว่า บางที การสอบร่วมกับเย่เจินในอีกสามวันข้างหน้า อาจจะทำให้เธอตาสว่างขึ้นมาบ้างก็ได้?
ทางด้านนี้ เย่เจินหลังจากรับมือกับหัวหน้าภาควิชาอะไรสักอย่างของสถาบันศาสตร์เร้นลับที่อ้างตัวเองเสร็จแล้ว พอเดินออกจากห้องสอบ พวกเย่จิ้นก็กรูเข้ามาล้อม คนถือกระเป๋าก็ถือไป คนยื่นน้ำก็ยื่นไป คำพูดดีๆ ก็มีอีกเป็นกระบุง...เรียกได้ว่ากระตือรือร้นและรอบคอบอย่างที่สุด
เย่เจิน: ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นจริงๆ
ห้ามการกระทำของเจ้าห้าที่จะมานวดข้อมือให้เธอ เย่เจินยกมือขึ้นขยี้ผมนุ่มๆ ที่เป็นลอน แล้วถามไปส่งๆ "จริงสิ พวกเธอเห็นฉู่หานไหม?"
เจ้าห้าส่ายหน้าอย่างว่าง่าย "ไม่เห็นครับ"
"พี่ใหญ่ครับ พี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เมื่อเช้านี้ผมเอาเงินแอบไปยัดไว้ในกระเป๋าของพี่ฉู่หานแล้ว เขาไม่อดตายหรอกครับ"
เด็กหนุ่มผู้ว่าง่ายหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วก็เปิดโหมดอวยพี่สาวขั้นเทพของเย่เถียนเถียนทันที:
"พี่ใหญ่ครับ พี่สอบเหนื่อยไหมครับ? คงจะเหนื่อยแย่เลยสินะครับ หรือว่าจะให้ผมนวดให้ดี?"
"พี่ใหญ่ครับ ผมได้ยินพวกเขาพูดกันว่า พี่บรรลุในห้องสอบด้วย! ผมรู้แต่แรกแล้วว่าพี่ใหญ่เก่งที่สุดเลย วันนี้บรรลุทีหนึ่ง พรุ่งนี้บรรลุอีกทีหนึ่ง..."
เย่เจินพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ตัดบทคำพูดของเจ้าเด็กขี้อวยคนนี้ "จะง่ายขนาดนั้นได้ยังไงกัน ถ้านับแบบเธอ พี่สาวของเธอก็คงจะสำเร็จขึ้นสวรรค์ตรงนี้เลย กลายเป็นเทพเซียนไปแล้ว"
"พี่ใหญ่เดิมทีก็เป็นนางฟ้าตัวน้อยผู้ไร้เทียมทานอยู่แล้วนี่ครับ" เย่เถียนเถียนเชิดอกขึ้น พูดอย่างเป็นเรื่องธรรมดา "เป็นแบบที่เก่งกว่าเทพเซียนอีก..."
เย่จิ้นที่อยู่ข้างๆ พูดอย่างเชื่องช้า "เย่เถียนเถียน อวยเกินไปแล้ว"
เย่ผู้ขี้อวยเอามือเท้าสะเอว "เกินตรงไหน? พี่ใหญ่ก็เก่งแบบนี้แหละ... (ละไว้อีกหมื่นคำ)"
เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนกำลังจะเถียงกัน เย่หว่านก็กลอกตา แล้วเบียดเข้าไปตรงกลางระหว่างคนทั้งสอง ควงแขนพี่ใหญ่ "พี่ใหญ่คะ ได้ยินมาว่าการสอบคัดเลือกของสถาบันศาสตร์เร้นลับนี่ ยังต้องสอบรอบที่สองอีกเหรอคะ?"
"อืม ก็น่าจะแบ่งเป็นทฤษฎีกับปฏิบัติล่ะมั้ง" เย่เจินคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ
เจ้าห้าไม่พอใจที่ความสนใจของพี่ใหญ่ถูกคนอื่นแย่งไป ถึงแม้คนอื่นคนนั้นจะเป็นพี่สี่ก็ตาม
เขาอาศัยความได้เปรียบทางรูปร่าง เบียดเข้ามาอย่างแข็งกร้าว พูดอย่างน่าสงสาร "พี่ใหญ่ครับ ผมหิวแล้ว"
เย่เจินโบกมือ "ไป กินข้าวกัน"
ทุกคนกำลังเดินไปยังทางโรงอาหาร ข้างหน้าจู่ๆ ก็มีชายหนุ่มร่างสูงหล่อเหลาคนหนึ่งเดินย้อนแสงมา "นักเรียนเย่เจิน บังเอิญจัง พวกเธอก็มากินข้าวเหรอ?"
ชายหนุ่มคนนี้ดูคุ้นๆ เย่เจินหรี่ตามองอยู่พักใหญ่ ถึงจะนึกออกว่าคนคนนี้เป็นใคร หนึ่งในลูกสมุนผู้คลั่งไคล้ของนางเอกดวงปลาคาร์ป ในช่วงสองเดือนที่เธอกลับไปอยู่บ้านเย่ ก็หาเรื่องเธออยู่ไม่น้อย
"ที่แท้ก็เป็นคุณชายโจวนี่เอง... เหรอคะ" เย่เจินลากหางเสียงยาว คำว่า "เหรอคะ" นั่นช่างกวนประสาทจริงๆ
สีหน้าของคุณชายโจวแข็งทื่อไปเล็กน้อย แต่ไม่นานก็กลับมายิ้มอย่างสดใส "ไม่คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้ พวกเราถึงได้มาเจอกันที่นี่... เจอกันก็ถือว่ามีวาสนาต่อกัน ไม่สู้มื้อนี้ให้ผมเป็นเจ้ามือ ทานข้าวด้วยกันสักมื้อดีไหมครับ?"
เย่หว่านอดไม่ได้ที่จะกลอกตา คนคนนี้เป็นใครกัน น่ารำคาญจริงๆ!
เจ้าห้าขยับเข้าไปใกล้ๆ แสร้งทำเป็นบอกใบ้อย่างลึกลับ "ลูกสมุน" เสียงนั้นไม่ดังไม่เบา พอดีที่จะให้ทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุได้ยิน
โจวทิงอวิ๋น:
คุณชายโจว โจวทิงอวิ๋น ผู้ไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นลูกสมุนโดยเด็ดขาดสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่จำเป็นต้องไปถือสาไอ้พวกจนๆ... ไม่จำเป็นต้องไปถือสาไอ้พวกจนๆ... แต่นี่มันเป็นเรื่องที่ต้องถือสาหรือไม่ถือสากันแน่!
คุณชายโจวทนไม่ไหวแล้ว กำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง ก็เห็นเย่หว่านมองเขาอย่างมีความหมาย แล้ว "โอ้" เสียงยาว: ตอนนี้เธอนึกออกแล้วว่าคนคนนี้เป็นใคร วันนั้นที่พวกเขาออกจากเมืองเยียนเฉิง ที่สถานีเคยเจอคนคนนี้ ตอนนั้นเขาอยู่กับพี่รอง เพียงแต่ตอนนั้นมีลูกสมุนอีกคนหนึ่งที่ทำตัวกร่างเป็นพิเศษแย่งซีนไป ทำให้ไม่มีบทของคุณชายโจวคนนี้ เธอก็เลยเผลอลืมไปว่ามีเครื่องมือคนนี้อยู่ด้วย
คุณชายโจวถูกพวกเย่หว่านมองจนหงุดหงิด แต่พอนึกถึงจุดประสงค์ที่มาในครั้งนี้ ก็ทำได้เพียงข่มใจไว้ ยิ้มมองเย่เจินอย่างไม่รีบร้อน แสร้งทำเป็นสุภาพบุรุษ พูดจาฉะฉาน:
"นักเรียนเย่เจิน ผมได้ยินมาว่าเธอได้บรรลุในห้องสอบ ขอแสดงความยินดีด้วยนะ คราวนี้ต้องสอบเข้าสถาบันศาสตร์เร้นลับได้อย่างแน่นอนแล้ว"
"ถึงตอนนั้น เธอกับเสี่ยวเวยก็เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนกันแล้ว... รอให้เรียนจบในอนาคต เธอก็สามารถไปทำงานที่เย่กรุ๊ปได้ คิดว่าเสี่ยวเวยก็คงจะดูแลเธอเป็นพิเศษ... ไม่เสียแรงที่เป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน"
เย่เจินกับน้องๆ สบตากันครู่หนึ่ง พบว่าสายตาของกันและกันดูแปลกๆ มาก!
"คุณชายโจวคะ ฉันคิดว่าคุณคงจะเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ" เย่เจินมีความอดทนสูงมาก รอให้อีกฝ่ายพูดจบแล้ว ถึงได้พูดด้วยใบหน้าจริงใจ:
"ฉันมาที่สถาบันศาสตร์เร้นลับเพื่อจะมาเรียนหนังสือ ไม่ใช่เพื่อจะมาหางานทำค่ะ อีกอย่าง ฉันก็มีที่ทำงานแล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่รบกวนคุณชายต้องเป็นห่วงแล้วค่ะ"
"ใช่" เย่จิ้นทั้งสามคนยืนอยู่ข้างๆ พยักหน้าพร้อมกัน คิดในใจว่า พี่ใหญ่เป็นผู้อำนวยการของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของพวกเราไปนานแล้ว จะไปต้องการงานอื่นที่ไหนกัน? โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวกับพี่รอง!
โจวทิงอวิ๋นอึ้งไปเล็กน้อย แล้วแววตาของเขาก็เข้มขึ้น: ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เสียแรงที่เสี่ยวเวยใจดี อุตส่าห์ลำบากอยู่เบื้องหลังคิดจะช่วยพวกเขา!