- หน้าแรก
- ช่างหัวคุณหนูตัวปลอม นางร้ายอย่างข้าจะไปทำฟาร์ม
- บทที่ 24 เลวร้ายไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
บทที่ 24 เลวร้ายไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
บทที่ 24 เลวร้ายไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
บทที่ 24 เลวร้ายไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
เลือดที่ปนเปื้อนกลิ่นคาวคำนั้น พ่นไปตรงหน้าของเย่เวยพอดิบพอดี
นางเอกดวงปลาคาร์ปที่ดูเหมือนจะตกใจกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไปนานแล้ว พอเห็นดังนั้นก็รีบถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันที
“พี่สาวคะ?” เธอเงยหน้าขึ้นมองพวกเย่เจินอย่างตกตะลึง ราวกับเพิ่งจะตั้งสติได้
จากนั้นก็เหมือนกับนึกถึงเรื่องน่ากลัวอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ทั้งตัวก็สั่นสะท้านราวกับลูกกวางที่ตื่นตกใจ
แล้ว... พอหางตาเหลือบไปเห็นฉู่หานที่ล้มอยู่บนพื้น เธอก็รีบลุกขึ้นอย่างเข้มแข็ง วิ่งโซซัดโซเซเข้าไปหา
“พี่ใหญ่คะ พี่ตบพี่ฉู่หานทำไม?!” เย่เวยวิ่งไปตรงหน้าฉู่หาน ประคองเขาขึ้นมาด้วยใบหน้ากระวนกระวาย แล้วพูดอย่างห่วงใยทั้งน้ำตา “พี่ฉู่หานคะ ไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ? รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
“พี่อย่าไปโทษพี่สาวเลยนะคะ พี่เขา... พี่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจ... พี่ฉู่หานคะ พี่อย่าโกรธเลยนะคะ หนูขอโทษแทนพี่สาวเอง...”
เย่เจิน: “...” จะขอบคุณฉันก็ขอบคุณได้ แต่จะมาขอโทษแทนฉันน่ะ ไม่จำเป็นเลย
แล้วก็ไม่สนใจว่าทางนั้นนางเอกดวงปลาคาร์ปกับพระรองผู้ยึดติดของเธอจะพลอดรักกันอย่างไร เย่เจินก็หันไปสำรวจถ้ำแห่งนี้
ถ้ำมืดและชื้น รอบๆ มีแต่ผนังหินโล่งๆ มีเพียงสุดทางที่มีสระน้ำขนาดครึ่งตารางเมตรอยู่สระหนึ่ง หยดน้ำค่อยๆ หยดลงมาจากหินงอกหินย้อยบนเพดานลงสู่สระน้ำ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นเป็นชั้นๆ
เย่เจินนั่งยองๆ ลง สังเกตอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมามองงูยักษ์ที่อยู่บนพื้นอย่างครุ่นคิด จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนมองไปยังนางเอก แล้วถามไปส่งๆ “เย่เวย พวกเธอหยิบอะไรไปจากที่นี่หรือเปล่า?”
มีตำนานเล่าว่าของวิเศษทุกชนิดล้วนมีอสูรร้ายคอยพิทักษ์
ด้วยระดับความดุร้ายของงูยักษ์ตัวนั้น ของที่เคยเติบโตอยู่ในสระนี้ ต่อให้ไม่ใช่ของวิเศษสวรรค์ประทานระดับสุดยอด ก็ต้องเป็นของดีที่หาได้ยากอย่างแน่นอน
เย่เจินไม่ได้คิดจะไปแย่งชิงวาสนาของนางเอกดวงปลาคาร์ปหรอกนะ แต่... เธอมองไปยังฉู่หานที่กำลังหอบหายใจอย่างหนักและลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบากด้วยความช่วยเหลือของนางเอก แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างมองแทบไม่เห็น
เย่เวยกำลังก้มตัวประคองฉู่หานขึ้นมาจากพื้น พอได้ยินดังนั้นแววตาของเธอก็สั่นไหว พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งกลับทำหน้าซื่อตาใส “ฉันไม่ได้หยิบอะไรไปเลยนี่คะ...”
ทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่องเลยว่าเธอกำลังพูดถึงอะไร
เย่เจินขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไม่ได้หยิบไปจริงๆ เหรอ?”
เย่เวยเม้มปาก ดวงตาทั้งสองข้างมองเธออย่างสับสน ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ด้วยความร้อนใจ ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “พี่ใหญ่คะ หนูไม่ได้หยิบอะไรไปจริงๆ... พี่เชื่อหนูนะ หนูไม่ได้เอาไปจริงๆ...”
“พวกเราเพิ่งจะเข้ามา ก็เจอกับงูยักษ์ตัวนั้นเลย... พี่ใหญ่คะ พี่เชื่อหนูนะคะ...”
อาจจะเพราะแสดงได้สมบทบาทเกินไป จนทำให้เธอละเลยความรู้สึกของคนข้างๆ ไม่ได้สังเกตเห็นว่าร่างกายของฉู่หานที่เดิมทีเริ่มจะผ่อนคลายลงแล้ว กลับแข็งทื่อขึ้นมาอีกครั้ง
เย่เจินนวดขมับที่ปวดเมื่อยเล็กน้อย ชี้ไปที่งูยักษ์บนพื้นแล้วพูด “นี่เป็นงูพิษ เลือดของมันมีพิษ เมื่อกี๊... ตาของฉู่หานโดนเลือดพิษกระเด็นใส่...”
งูยักษ์ตัวนั้นยอมสู้ตายไม่เสียดายชีวิต เกรงว่าคงเป็นเพราะมีคนหยิบของที่ไม่ควรหยิบไป...
และสรรพสิ่งในใต้หล้า ย่อมมีสิ่งที่เกื้อหนุนและข่มกันเอง
สถานที่ใดที่มีของมีพิษร้ายแรงปรากฏขึ้นมา แถวนั้นก็ต้องมียาแก้พิษอยู่แน่นอน
เย่เจินคาดเดาว่าของที่พวกเย่เวยหยิบไปนั้น สิบส่วนมีแปดเก้าส่วนต้องเกี่ยวข้องกับยาแก้พิษแน่ๆ
“ฉู่หานโดนพิษงู ทนได้อีกไม่นาน... ถ้าเธอหยิบอะไรไป ก็เอาออกมาให้ฉันดูหน่อยว่าพอจะแก้พิษงูของฉู่หานได้ไหม”
เย่เจินคิดว่าตัวเองพูดชัดเจนพอแล้ว แต่นางเอกเห็นได้ชัดว่าไม่ได้คิดแบบนั้น
“พี่ใหญ่คะ หนูไม่ได้หยิบอะไรไปจริงๆ...” เย่เวยมองเธอด้วยแววตาเจียนจะร้องไห้ ทำท่าเหมือนถูกใส่ร้ายป้ายสีแต่ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร
เมื่อเห็นว่าอาการของฉู่หานย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เย่เจินก็ขมวดคิ้ว จำต้องอดทนอธิบายไปอีกหนึ่งประโยค “เย่เวย ฉันไม่ได้อยากจะได้ของของเธอจริงๆ นะ”
ถึงแม้เธอจะรู้มานานแล้วว่านางเอกดวงปลาคาร์ปคนนี้ค่อนข้างเห็นแก่ตัว เป็นพวกยึดถือผลประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะมาเห็นแก่ตัว
พิษงูนั่นถึงแม้จะไม่ทำให้คนตายในทันที แต่ฉู่หานก็เกือบจะเข้าสู่ด้านมืดไปแล้วเพราะมัน...
เรื่องศาสตร์เร้นลับอะไรนั่นพักไว้ก่อน อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ก็คือ: พิษนั่นน่าจะเข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลางในสมอง ทำให้คนเกิดภาพหลอนบางอย่าง...
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ ฉู่หานมีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นไอ้ปัญญาอ่อน!
ถึงตอนนั้นใครจะรับผิดชอบ?
ก็ไม่ใช่เธอซึ่งเป็นผู้อำนวยการของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าคนนี้หรอกเหรอ!
ผอ.เย่เริ่มหมดความอดทนแล้ว ยกมือขึ้นชี้ไปที่ฉู่หานโดยตรง “เธอดูสภาพเขาซะก่อนสิ”
สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของพวกเขาก็ลำบากพออยู่แล้ว ยังมีเด็กที่ยังร้องรออาหารอยู่อีกสิบกว่าชีวิตที่รอให้เธอหาเงินกลับไปเลี้ยงดู ถ้าต้องมาเลี้ยงคนปัญญาอ่อนตัวโตๆ เพิ่มอีกคน...
นั่นมันเลวร้ายไปกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
แต่เย่เวยกลับเบิกตากลมโตใสซื่อ มองเธออย่างน้อยเนื้อต่ำใจและสับสน “พี่ใหญ่คะ หนูไม่ได้หยิบอะไรไปจริงๆ... ไม่ได้เอาไปจริงๆ... พี่ใหญ่คะ พี่เชื่อหนูนะคะ...”
จากนั้นก็ชะงักไปหนึ่งถึงสองวินาที ถึงได้แสดงท่าทีตกใจ เสียใจ และร้อนรนหลังจากที่เพิ่งจะรู้ตัว “พี่ฉู่หานโดนพิษเหรอคะ? ทำยังไงดี ทำยังไงดี? พี่ใหญ่คะ พี่รีบคิดหาวิธีสิคะ...”
เธอทำท่าเหมือนถูกใส่ร้ายแล้วก็เสียใจจนไม่กล้าแสดงออกมา ได้แต่เร่งเร้าให้เย่เจินคิดหาวิธีอย่างร้อนรน
แต่กลับไม่ทันได้สังเกตว่าสายตาที่ฉู่หานมองมาที่เธอนั้นซับซ้อนอย่างยิ่ง:
ตอนที่พวกเขาเพิ่งจะบุกเข้ามาในถ้ำแห่งนี้ เขาเห็นชัดเจนว่าในสระน้ำนั้นมีดอกบัวสีแดงขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกลอยอยู่ แต่ตอนนี้ ดอกบัวนั่นกลับหายไปแล้ว
และก่อนที่พวกเย่เจินจะปรากฏตัวขึ้นมา ในถ้ำแห่งนี้ก็มีเพียงเขากับเย่เวยอยู่
ส่วนเขาเพื่อที่จะปกป้องเย่เวย พอเข้ามาในถ้ำได้ไม่นานก็ถูกงูยักษ์ตัวนั้นรัดไว้ แล้วเย่เวยล่ะ?
เย่เวยยังคงร้องไห้ขอร้องให้เย่เจินคิดหาวิธี “พี่ใหญ่คะ พี่รีบคิดหาวิธีสิคะ พี่ฉู่หานจะเป็นอะไรไปไม่ได้นะคะ เขาก็เป็นเพราะปกป้องหนูถึงได้... ถ้าพี่ฉู่หานเป็นอะไรไป หนูก็จะไม่ขอมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว! ...ฮือๆๆ...”
เธอร้องไห้ฟูมฟายอย่างน่าสงสาร จริงใจอย่างสุดซึ้ง ราวกับว่าถ้าฉู่หานเป็นอะไรไปจริงๆ นั่นก็เป็นเพราะเย่เจินจงใจเห็นคนจะตายก็ไม่ช่วยอย่างนั้นแหละ!
เย่เจิน: “...” เหนื่อยใจ
ช่างเถอะ สงสัยนางร้ายอย่างเธอกับนางเอกดวงปลาคาร์ปคงจะถือบทคนละเล่มกัน ไม่อย่างนั้นทำไมถึงพูดกันคนละเรื่องได้ขนาดนี้?
หรือว่าในสายตาของนางเอก นางร้ายอย่างเธอก็ควรจะสวมบทบาทใจดำเห็นคนจะตายก็ไม่ช่วยอยู่แล้ว?
“เย่เวย” เย่เจินไม่อยากจะพูดไร้สาระอีกต่อไปแล้ว “ฉันจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ฉู่หานโดนพิษ ยาแก้พิษมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นของที่เธอเพิ่งหยิบไป เธอยืนยันว่าจะร้องไห้แบบนี้ต่อไปจริงๆ เหรอ!”
พูดจบ เธอก็หันไปมองฉู่หาน สายตานั้น... ดูแปลกๆ เล็กน้อย
ฉู่หาน: “...” ทำไมเขาถึงได้เห็นความสะใจเล็กๆ ออกมาจากสายตาที่ทั้งแปลกและซับซ้อนของเย่เจินได้กันนะ?
ข้างๆ กันนั้น เย่เวยเห็นฉู่หานเอาแต่จ้องมองเย่เจินอย่างลึกล้ำ ในใจก็จมวูบ ร้องในใจว่าไม่ดีแล้ว
เธอรีบหันกลับไปมอง ทำหน้าเป็นห่วงและร้อนใจไม่ลืมที่จะแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจไว้นับหมื่น “พี่ฉู่หานคะ พี่เชื่อหนูนะ หนูไม่ได้หยิบอะไรไปจริงๆ หนูไม่รู้ว่าทำไมพี่ใหญ่ถึงต้องพูดแบบนี้...”
เธอกำลังเดิมพัน เดิมพันว่าถ้ำมันมืดเกินไป เดิมพันว่าฉู่หานพอเข้ามาก็ถูกงูยักษ์รัดไว้ ไม่ได้เห็นดอกบัวขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกที่อยู่ในสระน้ำ
“ทำยังไงดี ทำยังไงดี?” เธอมองฉู่หานอย่างจริงใจไม่เสแสร้ง สองตาแดงก่ำ ทำท่าสับสนจนทำอะไรไม่ถูก เหมือนจะร้องไห้ออกมาอยู่รอมร่อ “พี่ฉู่หานคะ พี่ทนอีกหน่อยนะคะ หนูจะคิดหาวิธีช่วยพี่แน่นอน...”
เพียงไม่กี่ประโยค ก็เปรียบเทียบให้เห็นถึงความใจดำเห็นคนจะตายก็ไม่ช่วยของเย่เจินได้แล้ว
ก็ช่างเป็นคนที่มีศิลปะในการพูดเสียจริง
ฉู่หานละสายตากลับมา มองเด็กสาวที่ใบหน้างดงามและทำท่าร้อนรนอยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง
จากนั้นก็พิงผนังหิน หลับตาลง แล้วหอบหายใจอย่างหนัก
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาเหมือนกับคนนอก ไม่ได้พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
ไม่มีใครรู้ว่าในวินาทีนี้ในใจของฉู่หานกำลังคิดอะไรอยู่
เย่เจินที่ดูเหตุการณ์ทั้งหมด: “...”
ช่างเถอะ จะเป็นยังไงก็ช่างปะไร
นี่เดิมทีก็เป็นเรื่องของนางเอกกับพระรอง ในเมื่อนางเอกก็บอกแล้วว่าจะคิดหาวิธีช่วยพระรองแน่นอน แล้วนางร้ายอย่างเธอจะยังไปยุ่งอะไรอยู่ที่นี่อีก?
เป็นห่วงไปก็เท่านั้น
ส่วนเย่เถียนเถียนกับเย่หว่านกลับพร้อมเพรียงกันอย่างน่าประหลาด ทั้งคู่พร้อมใจกันกลอกตามองบน
เย่จิ้นถึงแม้จะยังคงทำท่าเชื่องช้า แต่พออ้าปากก็พูดตรงกว่ามาก “พี่รอง เขายังไม่ตายซะหน่อย ตอนนี้พี่จะมาร้องไห้คร่ำครวญเหมือนในงานศพ มันจะเร็วไปหน่อยไหม?”
เย่เวย: “...”
น่ารำคาญชะมัด จู่ๆ ก็ร้องไห้ไม่ออกแล้ว