เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 36: สู่เทือกเขาดราโกเนีย

ตอนที่ 36: สู่เทือกเขาดราโกเนีย

ตอนที่ 36: สู่เทือกเขาดราโกเนีย


ตอนที่ 36: สู่เทือกเขาดราโกเนีย

อย่างไรก็ตามมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าไปหยุดโดเรียนในเมื่อเขาได้พุ่งตัวออกไปแล้วเช่นนั้น ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างรีบเร่งเข้าหากัน คังชอลอินไม่แม้จะมีโอกาสได้แยกตัวโดเรียนออกมาจากโอเกอร์ได้เลย

‘ก็ขึ้นอยู่ที่โชคของเจ้าแล้ว โดเรียน’

คังชอลอินปล่อยให้ชีวิตของโดเรียนขึ้นอยู่กับความเป็นไปทางโชคชะตาที่หนุนนำ

หากไม่คำนึกถึงทักษะมานาไฟมันคือการต่อสู้ระหว่างสัตว์ประหลาดที่มีความสูงถึง 3.5 เมตรกับมนุษย์ธรรมดาที่มีความสูงแค่เพียง 171 ซม. ไม่ต้องสงสัยเลยว่าโดเรียนจะแพ้ให้กับการต่อสู้ในครั้งนี้หรือไม่

ควัก!

โดเรียนออกกำปั้นที่ใช้มานาไฟคลุมมือเพื่อเพิ่มพลังพุ่งตรงเข้าใส่โอเกอร์

แคร่ก!

เสียงสิ่งของบางอย่างเกิดการแตกหัก

“อ๊ากกก!!”

ทันใดนั้นโดเรียนก็ล่วงหล่นพร้อมกับเสียงกรีดร้องที่ดังลั่น

“ลูเซีย!”

คังชอลอินเรียกหาลูเซียขณะที่เขายังคงวิ่งไปข้างหน้า

“เจ้าค่ะ!”

ตอบรับการเรียกหาของคังชอลอิน ลูเซียเอาโล่อีจิสขนาดใหญ่ออกมาจากด้านหลังของนางเพื่อป้องกันโดเรียนที่ได้รับบาดเจ็บ

ควัก!

เสียงดังลั่นเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเกราะโลหะของลูเซียปะทะกับการโจมตีของโอเกอร์

“อ๊ากก!!”

เสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดดังระเบิดออกมาจากโอเกอร์

น่าประหลาดใจที่ฝ่ายพ่ายแพ้ในครั้งนี้คือโอเกอร์ในขณะที่ลูเซียยังมั่นคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

‘ทักษะพิเศษที่มีการป้องกันได้อย่างดีเยี่ยม’

คังชอลอินรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้เห็นเช่นนั้น

ลูเซียสามารถป้องกันการโจมตีจากโอเกอร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นคือหลุมที่ลึกลงไปประมาณ 10 ซม. จากตำแหน่งที่นางยืนอยู่เพียงเท่านั้น

อย่างไรก็ตามตอนนี้ไม่มีเวลาให้มาประหลาดใจได้มากนัก โอเกอร์เริ่มการโจมตีขึ้นอีกครั้งเมื่อโดเรียนที่ล้มคว่ำไร้ประโยชน์และกลายเป็นตัวภาระ ต้องมีใครสักคนเบี่ยงความสนใจมาจากโอเกอร์ไปให้ได้

‘มาเลย!’ คังชอลอินบุกเข้าหาโอเกอร์เพียงลำพัง

‘ตรงนั้น!’

เขากระโดดขึ้นสูงเพื่อลอยตัวอยู่กลางอากาศพลางมองหาจุดโจมตีโดยใช้ความได้เปรียบจากความสูงและมุมมองเช่นเดียวกันกับนกเหยี่ยว

ปั้ก!

ด้วยเหตุนี้ ดาบกลืนโลหิตของคังชอลอินจึงสามารถตัดผ่านไหปลาร้าของโอเกอร์ได้

หากการโจมตีครั้งนี้มีเกณฑ์คะแนนมาตัดสินมันจะต้องได้รับคะแนนเต็มอย่างแน่นอน

เส้นใยกล้ามเนื้อของโอเกอร์นั้นมีความแข็งแกร่ง แข็งแรงและยืดหยุ่นยิ่งกว่าเหล็ก กะโหลกของมันก็แข็งเหมือนอย่างเหล็กกล้า

คังชอลอินเล็งตำแหน่งที่ดูเหมือนจะเป็นจุดโจมตีที่น่าดึงดูดมากที่สุดในการโจมตีเพื่อจะได้กลับไปยังจุดอ่อนที่สุดของมันอีกที่หนึ่ง หากพุ่งเป้าโจมตีไปที่ไหล่จะไม่สามารถเจาะกระดูกด้านหลังและกล้ามเนื้อรอบ ๆ เข้าไปได้ หรือถ้ามุ่งเน้นไปที่ส่วนหัว ดาบกลืนโลหิตของเขาจะต้องแตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ

อ่าาาาาาา!!!!

โอเกอร์ปล่อยเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดหลังได้รับบาดแผลมาจากการโจมตีที่ไม่คาดคิด

‘ต้องโจมตีที่แผลร้ายนั่นต่อไป…’

คังชอลอินคิดหาวิธีอย่างรวดเร็วโดยตั้งใจจะใช้มานาไฟโจมตีไปที่บาดแผลซ้ำ ๆ แต่เขากลับไม่สามารถทำสิ่งที่คิดไว้ได้ โดยไม่คาดคิด โอเกอร์ที่แม้จะโดนโจมตีไปแต่กลับเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วเพื่อโต้กลับและพยายามบดขยี้คังชอลอินให้แหลกด้วยการแกว่งแขนทั้งสองข้างของมัน

‘ถอยก่อน!’

คังชอลอินละทิ้งการโจมตีไปอย่างใจเย็นเมื่อสถานการณ์เกิดการพลิกผัน เขาย้ายไปอยู่กับลูเซียอย่างรวดเร็วซึ่งตอนนี้พวกเขาได้อยู่นอกขอบเขตจากการโจมตีของโอเกอร์

“สภาพเขาล่ะ?” คังชอลอินถามขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปที่โอเกอร์ไม่วางตา

“เหมือนแขนขวาจะหักแล้วก็หมดสติไปแล้วเจ้าค่ะ”

“เรียกทหารสี่นายมาเคลื่อนย้ายเขาออกไป เขาจะตายไม่ได้! ต้องทำให้เขามีชีวิตรอดอยู่ต่อ!”

“เจ้าค่ะองค์ราชันย์! ทหาร! ทางนี้! มารับตัวท่านโดเรียน!”

เมื่อได้ยินคำสั่งจากลูเซีย ทหารสี่นายที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าหาโอเกอร์ได้รีบเปลี่ยนเส้นทางของพวกเขามารับตัวโดเรียนไปไว้ยังที่ปลอดภัยแทน

ขณะเดียวกันโอเกอร์ที่ระงับความเจ็บปวดได้ก็จ้องมองมาที่คังชอลอินหมายจะโจมตีมาที่เขา

“ไปกันเถอะลูเซีย!”

“เป็นเกียรติยิ่งนักเจ้าค่ะ!”

คังชอลอินและลูเซียวิ่งเข้าหาโอเกอร์ที่กำลังใกล้เข้ามา

การทำงานร่วมกันระหว่างพวกเขาทั้งสองสมบูรณ์แบบอย่างน่าประหลาดโดยคังชอลอินรับหน้าที่เป็นผู้โจมตีและลูเซียรับหน้าที่ต้านและการป้องกันตามสิ่งที่นางชำนาญ

ปั้งง!!

ในขณะที่โล่ของลูเซียกำลังป้องกันการโจมตีจากโอเกอร์…

ปั้ก!

คังชอลอินก็ได้ก้าวออกมาไปข้างหน้าเพื่อเร่งหาจุดอ่อนสำคัญของมันในทันใด

‘ลูเซีย เจ้าไปทางซ้าย!’

‘ข้าจะโจมตีมันจากทางด้านบน’

คังชอลอินและลูเซียสื่อสารแบบไร้เสียงพูดโดยใช้การเคลื่อนไหวและสายของพวกเขาขณะที่ต่อสู้กับโอเกอร์

การประสานงานและความสามัคคีระหว่างพวกเขาเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก

แม้พวกเขาจะไม่เคยทำงานประสานร่วมกันเช่นนี้มาก่อนแต่คังชอลอินและลูเซียกลับสามารถประสานการต่อสู้ร่วมกันได้อย่างไร้ที่ติราวกับว่าพวกเขาร่วมฝึกด้วยกันมาเป็นเวลานาน

พวกเขาทั้งสองเป็นดั่งเทพเจ้าแห่งสงครามที่สื่อสารกันด้วยกระแสจิต

ขณะเดียวกันนักผจญภัยที่สับสนก็เริ่มตั้งสติกลับคืนมาได้และรวมตัวกันอีกครั้ง พวกเขาถืออาวุธหายากที่ได้รับมาจากคังชอลอินจนแน่นมือเพื่อเตรียมพร้อม

“กลับมา ลูเซีย!”

“เจ้าค่ะ!”

ทั้งคังชอลอินและลูเซียกระโดดออกมาจากวงต่อสู้พร้อม ๆ กัน

กรือออ…!!!

ความโกรธเกรี้ยวอย่างมากของโอเกอร์ถูกแสดงออกมาผ่านกล้ามเนื้อของมันที่ยึดตัวกันไว้ราวกับกำลังจะระเบิดออก

ในทางตรงกันข้าม คังชอลอินไม่มีเจตนาจะต่อสู้กับโอเกอร์อีกต่อไป การจะล้มโอเกอร์ในครั้งนี้ลงได้ต้องไม่ใช่เขาหรือลูเซียหากแต่เป็นเหล่านักผจญภัยพวกนั้น

“ตั้งโล่!”

เสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจและเผด็จการของคังชอลอินเริ่มนำทัพ

ตึก!

นักผจญภัยแปดคนที่มีร่างกายยอดเยี่ยมได้มารวมตัวกันเพื่อปักหลักโล่ของพวกเขา

“หอกไปอยู่ด้านหลัง!”

ส่วนนักผจญภัยที่ถือหอกหนามทมิฬและทหารจากลาพิวต้าอีกหกนายก็ได้ไปยืนตั้งรับอยู่ด้านหลังโล่

“ดาบ มารวมอยู่กับข้า”

นักผจญภัยที่ถือดาบกลืนโลหิตรวมตัวกันถัดจากลูเซียและคังชอลอิน

“โพดอส์กี้ เตรียมโซ่เหล็ก”

และสุดท้ายโพดอลส์กี้และนักผจญภัยอีกสามคนที่มีร่างกายกำยำจับโซ่ตรวนเหล็กแห่งพันธนาการไว้ด้วยจนมั่นมือ

กระบวนการการป้องกันและการเตรียมพร้อมต่อสู้จากคำสั่งของคังชอลอินถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ในการต่อสู้กับสัตว์ประหลาด

“ไม่ต้องกลัว”

คังชอลอินพูดกับนักผจญภัยที่กลัวจนแทบหมดสติ

“หากทำตามคำสั่งจากข้า เราจะชนะ”

เนื่องจากความเชื่อมั่นที่มอบผ่านเสียงจากคังชอลอิน เหล่านักผจญภัยต่างพากันมั่นใจมากว่าพวกเขาจะต้องไม่เป็นนอะไร มันคือพลังแห่งอำนาจที่มีให้เฉพาะผู้อยู่ในชนนั้นราชันย์ขึ้นไปเท่านั้น

รออออออออว์!!

โอเกอร์พุ่งร่างกายอันใหญ่โตตรงเข้าหาเหล่ามนุษย์เพื่อเผชิญหน้ากับพวกเขาพร้อมเสียงคำราม

“ดาบมาทางนี้! โล่เตรียมพร้อมสำหรับการปะทะ!”

โล่ตั้งพาวิสเตรียมการปะทะกับโอเกอร์ในขณะที่คังชอลอินก้าวเท้าออกเลี่ยง

ควัก!

โล่และโอเกอร์เกิดการปะทะกันในทันใด

“แทงหอก!”

หอกหนามทมิฬทั้งยี่สิบห้าด้ามเจาะเข้าช่องท้องของโอเกอร์

“โซ่เหล็ก ยึดร่างมันไว้ซะ!”

โพดอลส์กี้หมุนควงโซ่เหล็กในมือด้วยความโอ่โถงเพื่อผูกขาซ้ายของโอเกอร์ด้วยโซ่ตรวน จากนั้นนักผจญภัยอีกสามคนก็ได้เข้ามาใกล้เพื่อออกแรงดึงโซ่เหล็กด้วยความสามารถทั้งหมดของพวกเขา

ควัก

โอเกอร์ล้มกระแทกพื้นเพราะเกิดการสูญเสียความสมดุล มันจะสามารถรักษาความสมดุลนี้เอาไว้ได้ถ้ามันเติบโตจนเต็มวัยแต่อย่างไรก็ตามมันยังโตไม่เต็มที่ดังนั้นแรงที่ใช้ในตอนนี้มันมากพอแล้วสำหรับการต้านพลังของมัน

“ดาบ เดินหน้า!”

สุดท้ายคังชอลอินก็นำนักผจญภัยที่ถือดาบกลืนโลหิตมุ่งหน้าเข้าหาโอเกอร์

ปั้ก!

ปั้ก!

ด้วยการฟาดฟันไม่ยั้ง เลือดสีแดงเกิดการหลั่งไหล

‘ใช่แล้ว มันต้องแบบนี้’

นี่คือการต่อสู้ที่คังชอลอินต้องการซึ่งเป็นการฝึกให้นักผจญภัยมีจิตใจที่แข็งแกร่งเพื่อการประสานงานรูปแบบทางทหารในการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดโดยเฉพาะ!

หลังจากนั้นสิ่งที่เหลืออยู่คือการต้านทานที่ไร้ประโยชน์จากโอเกอร์

และผลที่ได้นั้น…

เสียงร้องแหบแห้งที่ดังลั่นจนน่าปวดหู

ในไม่ช้าการลงดาบอย่างต่อเนื่องของนักผจญภัยก็ได้มอบความตายให้กับโอเกอร์ในที่สุด

มันเป็นชัยชนะของหน่วยจู่โจมที่นำโดยคังชอลอิน ชัยชนะครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่ของทีมผู้พิชิต

หลังจากการต่อสู้ในครั้งนั้น พวกเขาก็ได้ออกล่าสัตว์ประหลาดเช่นโอเกอร์และมิโนทอร์เพิ่มเติมมากยิ่งขึ้น

โดเรียนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติถูกนำตัวกลับไปยังดินแดนลาพิวต้าเพื่อรับการรักษา

คังชอลอินรู้สึกผิดหวังที่โดเรียนไม่สามารถอยู่จนถึงตรงนี้ได้แต่เขายังคงดำเนินตามแผนที่ได้วางไว้อย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยเขาก็พอใจที่โดเรียนยังไม่ตายซะตั้งแต่ตอนนี้

แล้วอีกหนึ่งสัปดาห์ก็ผ่านพ้นไป

เมื่อนักผจญภัยได้มาถึงระดับ 20 โพดอลส์กี้ได้ทำการลอบฟังเหล่านักผจญภัยที่ทำงานใต้การบัญชาจากคังชอลอินอย่างระวัง เขากำลังปฏิบัติหน้าที่ลับในฐานะหัวหน้ารักษาความปลอดภัย

“เฮ้อ ... นี่มันบ้าไปแล้ว บ้ามาก ๆ”

“อะไร?”

“ก็การล่าครั้งนี้กำลังฆ่าพวกเราทุกคน”

นักผจญภัยบางคนเริ่มส่งเสียงบ่น

“ถึงอย่างนั้นเจ้าก็แข็งแกร่งขึ้น”

“ความแข็งแกร่งคือความทนทาน”

“เจ้ากำลังพูดเหมือนคนที่ร่ำรวยแล้วอย่างไรอย่างนั้น ตอนนี้ได้รับมาเท่าไหร่แล้วล่ะ? แค่ไอเทมที่ได้รับมาในตอนนี้ก็มโหฬารมากพอแล้วมั้ง”

“ก็จริง”

“อย่างไรก็ตาม…ตัวตนของท่านแม่ทัพพวกเราคือใครกันแน่? พวกเจ้าไม่คิดสงสัยกันเลยหรือ?”

นักผจญภัยคนอื่น ๆ เริ่มแสดงความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับคังชอลอินมากยิ่งขึ้น

“โดเรียนเองก็ดูไม่ธรรมดาแต่ท่านแม่ทัพน่ะเหมือนจะไม่ใช่คนซะด้วยซ้ำ”

“จริง ข้าเห็นด้วยกับเจ้า!”

“ข้าล่ะอยากจะเป็นบ้าไปทุกที ตอนที่ท่านแม่ทัพเผชิญหน้ากับโอเกอร์เพียงลำพังแบบนั้นจะเรียกว่ายังเป็นคนอยู่อีกได้อย่างไร?”

“ลืมมันไปซะเถอะ ต่อให้พวกเจ้าคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไรก็ไม่มีทางได้รับคำตอบนั้นกลับมา แค่นั่งลงสบาย ๆ แล้วเพลิดเพลินไปกับไอเทมที่เก็บได้ซะดีกว่า ข้าไม่มีความสนใจถึงตัวตนของท่านแม่ทัพอะไรทั้งนั้น ที่ข้าสนคือการสร้างรายได้และการเติบโตจนแข็งแกร่ง นั่นคือความต้องการทั้งหมดของข้า”

นักผจญภัยประมาณสิบคนกำลังยุ่งอยู่กับการพร่ำบ่นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกองไฟ

“แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังน่าประหลาดใจอยู่ดีไม่ใช่หรือไง? เราสามารถจัดการทำลายกับอะไรก็ได้ตราบเท่าที่เราทำตามคำแนะนำของท่านแม่ทัพ”

“ข้าเห็นด้วย ข้าคิดว่าพวกเราจะสามารถตามล่าได้ทุกสิ่งตราบเท่าที่ทำตามคำสั่งจากเขา”

“ตอนนี้ระดับของเราก็สูงขึ้นมากจนสามารถจัดการกับโอเกอร์ได้อย่างง่ายดายแม้จะไม่มีท่านแม่ทัพเป็นผู้นำทาง ยิ่งไปกว่านั้นถ้าท่านแม่ทัพและลูเซียผนึกกำลังกันเมื่อไหร่ทุกอย่างก็จะกลายเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ยิ่งกว่าการปลอกกล้วยเสียอีก”

“แน่นอนว่าพวกเราน่ะแข็งแกร่ง!”

“ข้าไม่แน่ใจเท่าไหร่นักแต่ระดับของพวกเราในตอนนี้ต้องติดอันดับต้น ๆ ในหมู่นักผจญภัยบ้างแหละ … ใช่ไหม?”

บทสนทนาของนักผจญภัยเต็มไปด้วยความเชื่อถือ ความไว้วางใจและความมั่นใจในตัวคังชอลอินอย่างท่วมท้น

โอ้ววว!!

โพดอลส์กี้ที่กำลังแอบฟังด้วยความร่าเริงรีบไปรายงานคำพูดที่เกิดขึ้นต่อคังชอลอินในทันที

“คงได้เวลาแล้ว”

คังชอลอินพยักหน้ารับเมื่อได้ยินรายงาน

นี่แหละคือสิ่งที่เขาต้องการ

ความเคารพ ความไว้วางใจต่อผู้นำ ความสามัคคีในหมู่นักผจญภัยและที่สำคัญที่สุดคือความมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะสามารถเอาชนะได้ทุกสิ่ง ในที่สุดการเตรียมการเพื่อวัตถุประสงค์หลักของเขาก็เสร็จสมบูรณ์

‘แม้ว่ามันจะมาพร้อมกับการเสียสละไปก็ตาม’

หลังจากสั่งให้โพดอลส์กี้ไปเรียกรวมตัวนักผจญภัยมาเพื่อแจ้งข่าวสำคัญ คังชอลอินจมอยู่กับความคิดตัวเองชั่วขณะหนึ่ง

‘เราคือราชันย์ ดินแดนของเราคือสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด’

แน่นอนว่าจะต้องมีใครบางคนพบจุดจบของชีวิตในการออกล่ามังกรพีคอคครั้งนี้

ขั้นต่ำอาจเสียชีวิตถึงสิบรายและในกรณีร้ายแรงมากก็อาจถึงยี่สิบ หรือหากเป็นในกรณีที่เลวร้ายมากที่สุดก็คงจะเหลือแค่เพียงคังชอลอินและลูเซียสองคนเท่านั้นที่ได้รอดชีวิตกลับมา

อย่างไรก็ตามเพื่อจุดประสงค์ในการกำจัดมังกรพีคอคกองทัพผู้พิชิตนี้จึงได้ถือกำเนิดขึ้น พวกเขาเป็นเหมือนทหารรับจ้างที่จะรักษาอำนาจของลาพิวต้าและกลายเป็นลูกค้าที่สำคัญในอนาคตของดินแดน

แม้มันจะดูเป็นการใจไม้ไส้ระกำที่ราชันย์ไม่เคยคิดมีต่อพลเมืองในดินแดน แต่การแสดงความเมตตาต่อคนที่ไม่ใช่พลเมืองในดินแดนนั้นไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น นอกจากนี้มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในเมื่อบางครั้งราชันย์เองก็จำเป็นต้องส่งใครบางคนเข้าสู่ขุมนรก

“เรากำลังออกเดินทางเพื่อตามล่าสัตว์ประหลาดระดับ 40”

คังชอลอินป่าวประกาศ

“มันเป็นสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งในฐานะที่เป็นสายพันธุ์แยกย่อยของมังกร มันเป็นสัตว์ประหลาดที่ต่างไปจากสัตว์ตัวอื่น ๆ ที่เราเคยได้เผชิญมาก่อน”

มันเพิ่งผ่านมาได้แค่เพียงสองสัปดาห์และด้วยคำพูดเช่นนี้อาจทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตามในตอนนี้ไม่มีแม้แต่นักผจญภัยคนใดที่จะแสดงความกลัวหรือสับสนออกมา พวกเขาสงบต่างจากตอนแรกไปโดยสิ้นเชิง

“ความตายในครั้งนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ ไม่สิ ใครบางคนในที่นี่จะต้องตายอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็อาจสิบคนหรือมากกว่านั้น”

คังชอลอินยกความเสี่ยงขึ้นมาเดิมพัน

อย่างไรก็ตามมันยังคงเป็นเหมือนเดิม พวกเขายังคงสงบ

รวมไปถึงมีนักผจญภัยบางคนที่เริ่มแสดงความรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาแทน

“แล้วปัญหาคืออะไร?”

บิลลี่ นักผจญภัยชาวแอฟริกัน-อเมริกันตะโกนถามพลางลุกขึ้นยืนด้วยความสูง 190 ซม. เขากลายเป็นผู้ศรัทธาและผู้ชื่นชมคังชอลอินอย่างเต็มตัว

“พกวเราจะทำมัน! การเป็นนักผจญภัยของพวกเราต่างเต็มไปด้วยความเสี่ยงอยู่แล้วไม่ใช่รึ?!”

ภายในเวลาอันสั้น บิลลี่สามารถตระหนักได้ถึงการเป็นนักผจญภัยว่ามันคือสิ่งใด

ซึ่งนั่นก็คือการเอาชีวิตของพวกเขามาจำนำขณะเดินไปรอบ ๆ แผ่นดินอันยิ่งใหญ่ของแพนเจีย นั่นคือสิ่งที่นักผจญภัยเป็น

“ข้าจะทำมัน! หากได้ร่วมมือกับท่านแม่ทัพแล้วยังมีสิ่งใดให้ต้องกลัวอีกกัน?! นอกจากนี้ยิ่งมันเป็นอันตรายมากเท่าไหร่เราก็ยิ่งได้รับกลับมามากขึ้นเท่านั้น! จริงหรือไม่?”

“ถูกต้อง” คังชอลอินตอบกลับ

จากนั้นเขาก็เริ่มพูดถึงของที่จะได้รับเมื่อมังกรพ่ายแพ้เพื่อสร้างความประหลาดใจให้กับนักผจญภัย

“เนื้อของสัตว์ประหลาดที่ข้าต้องการออกตามล่าคือยาสำหรับคนที่มีสุขภาพอ่อนแอและเพื่อเพิ่มให้อายุยืนยาว การดื่มเลือดของมันจะช่วยเพิ่มมานาได้ ขนหางของมันสามารถนำไปใช้สร้างไอเทมที่ทำให้เกิดอาการประสาทหลอนได้อย่างรุนแรง นอกจากนี้ดวงตาของมันยังเป็นส่วนผสมที่ดีในการทำไอเทมเพื่อต้านเวทมนตร์”

มันเป็นเหมือนกับดาบสองคม ที่อันตรายแต่คุ้มค่า

อย่างไรก็ตามคำตอบของนักผจญภัยที่ได้รับกลับมานั้น ...

"เราจะทำมัน"

นักผจญภัยอีกคนตอบรับ

สมาชิกทุกคนในทีมพิชิตต้องการร่วมออกเดินทางไปพร้อมกับเขาเพื่อพิชิตมังกรพีคอค

“ข้าก็จะทำ”

“ท่านแท่มัพ รวมข้าเข้าด้วย!”

“เราทำได้!”

“อยู่กับท่านแล้วเรายังต้องกลัวอะไรกันอีก?!”

“เกิดมามีชีวิตแค่เพียงหนึ่งครั้งเช่นนั้นข้าจะขอใช้ให้มันคุ้ม ๆ!”

“มาร่วมพลิกผันโชคชะตาของพวกเรากันเถอะ!”

“เราจะทำมันอย่างแน่นอน!”

ยกเว้นนักผจญภัยอีกสามคนที่เห็นครอบครัวของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด นักผจญภัยคนอื่น ๆ ที่เหลือตอบตกลงที่จะติดตามไปกับคังชอลอินในครั้งนี้

สำหรับนักผจญภัยที่อาจถูกโจมตีได้ทุกเมื่อเหมือนโดนพลังและการควบคุมของคังชอลอินสะกดจิต พวกเขาต่างมองไม่เห็นถึงความน่ากลัวที่รออยู่ข้างหน้า แม้จะเป็นการกระทำที่เสี่ยงถึงความตายแต่ความเชื่อมั่นในตัวของพวกเขาได้ลบล้างข้อเท็จจริงนั้นไปจนหมดสิ้น สิ่งที่คังชอลอินต้องการก็คือการมีอยู่ของผู้พิชิตกลุ่มนี้

“เอาล่ะ”

คังชอลอินเผยรอยยิ้มพอใจก่อนจะพยักหน้า

“ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้อยู่ร่วมต่อสู้กับพวกเจ้าทุกคน”

เขาพูดด้วยใจจริง

คังชอลอินเคยคิดว่าจะมีใครยอมกระโดดเข้ากองไฟเพียงเพื่อความทะเยอทะยานของตนเองบ้างหรือไม่ และนี่ก็พิสูจน์ให้เขาได้เห็นถึงความคิดนั้น

“สัตว์ประหลาดที่เราจะออกล่ากันในคราวนี้มีชื่อว่า … มังกรพีคอค”

ด้วยเหตุนี้ ทีมผู้พิชิตที่นำโดยคังชอลอินก็เริ่มออกเดินทางจากป่าปีศาจและมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาดราโกเนียเพื่อออกตามล่าตัวมังกรพีคอค

มังกรพีคอคเป็นสัตว์ประหลาดที่สามารถหาติดตามได้ง่าย

มันเป็นมังกรที่มีรูปแบบมาจากมังกรเอเชีย สัตว์ประหลาดตัวนี้จะแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติที่ผสมผสานกันระหว่างมังกรและนกยูงได้เป็นอย่างดี ดังนั้นขนหางของมันจึงมักร่วงหล่นไปตามสถานที่ที่มันคงอยู่และเป็นการเปิดเผยตำแหน่งโดยที่มันไม่รู้ตัว

“มีแอ่งน้ำในป่าไซเปรสอยู่ตรงหน้าอีกประมาณ 7 กม. ซึ่งดูเหมือนจะเป็นรังของมังกรพีคอคขอรับ”

พาชเชอร์เมอร์ นักล่าทหารผ่านศึกจากดินแดนลาพิวต้าที่ได้รับคำสั่งจากคังชอลอินให้มาติดตามหาตัวมังกรพีคอคล่วงหน้ากล่าวรายงานเป็นผลทำให้คังชอลอินไม่จำเป็นต้องออกไปค้นหาตามพื้นที่กว้างของเทือกเขาดราโกเนียให้เสียเวลาเปล่า

“เจ้าเคยเห็นมันมาก่อนหรือไม่?”

“ข้ายังไม่เคยเห็นมันมาก่อนขอรับ ไม่เช่นนั้นข้าคงเข้าใกล้ความตาย...”

พาชเชอร์เมอร์ไม่ทันจะได้พูดจนจบประโยคเพราะดูเหมือนว่าเขากลัวการลงโทษอะไรบางอย่างจากคังชอลอิน

"ทำได้ดีมาก"

“...!”

“…!”

“แน่นอนว่าแค่การออกตามหารังมันเช่นนี้จำเป็นต้องใช้ความกล้าอย่างมาก ข้าจะตอบแทนเจ้าในไม่ช้าเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ตอนนี้จงกลับไปที่รอที่ดินแดนเสีย”

“ข ขอรับ!”

“รีบไปซะ”

“ข้ารู้สึกเป็นเกียรติและตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่งขอรับองค์ราชันย์!”

หลังจากได้รับสัญญาว่าจะให้รางวัลแก่พาชเชอร์เมอร์ เขาได้คำนับขอบคุณคังชอลอินอยู่หลายสิบครั้งก่อนจะเดินทางกลับดินแดนไป

‘วันนี้เราน่าจะได้พบกัน’

มันผ่านมาเกือบสิบชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่ที่เขาโกหกกับนักผจญภัยว่าให้แอบสุ่มเพื่อโจมตี คังชอลอินรู้สึกว่าการได้เผชิญหน้ากับมังกรพีคอคกำลังใกล้เข้ามา

ไม่เคยมีข้อพิสูจน์ถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ แต่คังชอลอินมีสิ่งที่มักเรียกกันว่า "สัมผัสที่หก" อยู่กับตัว และในที่สุด…ความรู้สึกนั้นก็ได้เกิดขึ้นในไม่ช้าอย่างที่เขาคาดการณ์

พึ่บ! พั่บ!

เสียงปีกโบกสะบัดดังก้องเข้ามาจากที่ไกล ๆ

.

.

สามารถกดติดตามเพื่อรับอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับนิยายได้ก่อนใครที่ทาง แปลได้แปลเถอะ

จบบทที่ ตอนที่ 36: สู่เทือกเขาดราโกเนีย

คัดลอกลิงก์แล้ว