เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 137 อยากเป็นเลขา (อ่านฟรี)

บทที่ 137 อยากเป็นเลขา (อ่านฟรี)

บทที่ 137 อยากเป็นเลขา (อ่านฟรี)


หลังจากที่สร้างฟาร์มหมูเสร็จแล้ว เฝิงซิ่งไท่ก็ไล่ตะเพิดเฝิงหยู่ด้วยที่โกยขนไก่ให้กลับไปโรงเรียน หน้าที่ของนักเรียนก็คือการตั้งใจเรียนหนังสือ เลิกคิดถึงเรื่องเงินทุกวันได้แล้ว

ต่อมาไมนานก็คือเดือนมิถุนายน อากาศก็กลับมาร้อนอีกแล้ว พัดลมไฟฟ้ายี่ห้อเฟิงหยูเริ่มการผลิตและการขายอีกครั้ง แต่ยอดขายในปีนี้แย่มาก ยอดการสั่งซื้อจากในประเทศจีนทั้งหมดอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 50,000 เครื่อง ทำให้ผลกำไรลดลงอย่างมาก

นี่ยังคงเป็นผลมาจากโฆษณาทางโทรทัศน์ ไม่งั้นยอดขายคงจะไม่เกิน 20,000 เครื่องแน่ๆ ทำไงได้ละตอนนี้ในตลาดมีพัดลมพลาสติกจำนวนมาก โรงงานขนาดเล็กระดับจังหวัดหรือแม้แต่โรงงานเอกชนขนาดเล็กก็สามารถผลิตพัดลมแบบนี้ได้ แม้ว่าตลาดจะใหญ่มาก แต่ก็ยังมีทางเลือกมากมาย และพัดลมไฟฟ้ายี่ห้อเฟิงหยูก็ไม่มีอะไรพิเศษ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ต้องเสียส่วนแบ่งทางการตลาดไป

เฝิงหยู่ถอนหายใจ ดูเหมือนว่าเขาจะต้องรีบใช้แผนเปิดตัวพัดลมไฟฟ้ารุ่นใหม่ซะแล้ว

ช่วงนี้เฝิงหยู่ไม่ได้ยุ่งทั้งกับเรื่องธุรกิจและโรงเรียน ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งเดือนกว่าจะสอบ และเขาก็มีเวลามากพอที่จะเตรียมตัว

แต่ตอนนี้นักเรียนได้รับแจ้งจากครูว่าพวกเขาต้องเลือกระหว่างสายวิทย์กับสายศิลป์สำหรับชั้นม.5 พวกเขาได้รับการแนะนำให้ไปปรึกษากับผู้ปกครองและค่อยส่งตัวเลือกให้ครู

ถ้าเทียบกับเมื่อก่อน ปัจจุบันประเทศจีนมุ่งเน้นสายวิทย์มากกว่าสายศิลป์ เกือบร้อยละ 80 ของนักเรียนเลือกสายวิทย์ และมีนักเรียนหญิงบางส่วนเท่านั้นที่เลือกสายศิลป์

พอครูประจำชั้นได้รับใบเลือกสาขาวิชาของเฝิงหยู่ ก็ถึงกับขมวดคิ้ว

เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเฝิงหยู่ถึงเลือกสายศิลป์? นอกจากนี้ ลีน่าซึ่งทำคะแนนวิชาวิทยาศาสตร์ได้ดีมากก็กลับเลือกสายศิลป์เช่นกัน “การเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ทำให้คุณสามารถเดินทางไปทั่วโลกได้อย่างไม่ต้องกลัวอะไร” พวกเขาน่าจะต้องเคยได้ยินคำพูดนี้สิ

ครูประจำชั้นเรียกลีน่าและเฝิงหยู่ไปพบที่ห้องพักครู เด็กสองคนนี้ถือว่าเป็นเด็กเรียนดีในชั้นเรียน เขาไม่อยากเห็นเด็กพวกนี้ลดเกรดไปเรียนอยู่ในชั้นเรียนสายศิลป์

“ลีน่า เฝิงหยู่ พวกคุณกรอกใบผิดหรือเปล่า? ทำไมถึงเลือกสายศิลป์ละ?” ครูประจำชั้นถามและหยิบใบออกมาเผื่อว่าพวกเขาจะเปลี่ยนใจ

ลีน่ามองเฝิงหยู่อย่างไม่เชื่อสายตา ทำไมเฝิงหยู่เลือกสายศิลป์เหมือนกัน?

ความใฝ่ฝันของลีน่าคือการเป็นคุณครู ดังนั้นการเรียนสายศิลป์จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่ความฝันของเฝิงหยู่คือการเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและเขาควรจะเลือกสายวิทย์ไม่ใช่หรอ?

ทันใดนั้น ลีน่าก็จำได้ว่าวันที่กรอกใบเลือกสาขาวิชานี้ เฝิงหยู่ถามเธอว่าเธอจะเลือกสายวิทย์หรือสายศิลป์ หรือว่าเฝิงหยู่เลือกสายศิลป์เพื่อที่จะได้เรียนกับลีน่า?

เฝิงหยู่ยื่นใบคืนให้ครูและพูดว่า “คุณครูครับ ไม่มีข้อผิดพลาดอะไรกับการเลือกของเราหรอกครับ สายวิทย์กับสายศิลป์มันต่างกันอย่างไรหรือครับ? ในอนาคต ทั้งสองสายก็สามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้อยู่ดี”

“แต่ในอนาคต นักเรียนสายวิทย์จะมีอนาคตที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด สองคนนี้กำลังทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

เฝิงหยู่หัวเราะ “ครูครับ เมื่อก่อนครูก็เลือกสายศิลป์ไม่ใช่หรอครับ?”

ครูประจำชั้นถึงกับอึ้ง เมื่อก่อนเขาเลือกเรียนสายศิลป์จริง แต่นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่เก่งวิชาสายวิทย์ เขาเก่งเรื่องการใช้ความจำเท่านั้น แต่เขาก็อายที่จะบอกเหตุผลนี้กับเฝิงหยู่

“มันจะเหมือนกันได้ยังไง? ก็ความใฝ่ฝันของครูคือการเป็นคุณครู การเลือกสายศิลป์จะทำให้ครูกลายเป็นครูที่ดีขึ้น ช่วยทำให้ครูสามารถถ่ายทอดความรู้ด้านวรรณกรรมให้กับพวกเธอทุกคนได้” ครูประจำชั้นพบข้ออ้างที่ฟังแสนจะดูดี

ลีน่าพูดว่า “ครูคะ ความใฝ่ฝันของหนูก็คือการเป็นคุณครูค่ะ”

เฝิงหยู่ขัดจังหวะขึ้นมาทันที “ใช่แล้วครับ มันเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นคุณครูที่ดี เหมือนครูประจำชั้นของเรา”

ครูประจำชั้นไม่รู้ว่าอยากหัวเราะหรืออยากร้องไห้กันแน่ เด็กสองคนนี้กำลังชื่นชมเขาอยู่ แต่เขาอยากให้เด็กทั้งสองเลือกสายวิทย์เพื่ออนาคตที่ดีและโอกาสในการทำงานที่ดีขึ้น

“แล้วเฝิงหยู่ละ อยากเป็นคุณครูเหมือนกันหรอ?” ครูประจำชั้นไม่เคยเชื่อว่าเด็กนักเรียนอย่างเฝิงหยู่จะอยากเป็นคุณครู

“เปล่าครับ ผมอยากเป็นเลขาและสายศิลป์ก็เหมาะสมกับงานนี้มากกว่า” เฝิงหยู่โกหกคุณครูตามที่เขาได้เตรียมไว้

เป็นเลขคนอื่นเนี่ยนะ? ไร้สาระที่สุด เฝิงหยู่วางแผนที่จะจ้างเลข 8 หรือ 10 คนสำหรับตัวเองด้วยซ้ำ คนหนึ่งเอาไว้เสิร์ฟน้ำชา อีกคนเอาไว้เตรียมเอกสาร อีกคนเอาไว้นวดไหล่และขา อีกคนเอาไว้ทำความสะอาดเช็ดถู อีกคนเอาไว้คอยดูแลเขาตลอดทั้งวัน อีกคนเอาไว้... พอๆๆ เขาควรหยุดคิดเรื่องนี้ก่อน

เฝิงหยู่อยากจะเป็นหัวหน้าใหญ่และเรียนรู้การจัดการธุรกิจ การเรียนสายศิลป์จะให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาในการเปลี่ยนมาเป็นธุรกิจในภายหลัง ยิ่งไปกว่านั้น ความจำของเฝิงหยู่ยังดีกว่าคนอื่นๆ ด้วย พวกวิชาชีววิทยา เคมี และอื่นๆ ควรปล่อยให้นักเรียนที่มีความสามารถเขาเรียนไปดีกว่า เขาอยากจดจำวิชาพวกประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์มากกว่า

ด้วยจุดเด่นด้านภาษาของเขา เช่น ภาษารัสเซีย รวมถึงความจำและวิธีการอื่นๆ ของเขา เขาน่าจะสอบเข้าหลักสูตรการจัดการของมหาวิทยาลับปักกิ่งได้แน่นอน แค่นี้ยังไม่พออีกหรอ? ถ้าเขาเลือกสายวิทย์ เขาจะไปไหนได้?

ความใฝ่ฝันของเฝิงหยู่ทำให้ครูประหลาดใจมาก มีคนที่มีความฝันอยากเป็นเลขาจริงๆ หรือ? แต่เขาคิดว่าความใฝ่ฝันของเฝิงหยู่น่าจะเป็นผู้นำกับพวกรัฐบาลเสียอีก ผู้นำที่ยิ่งใหญ่หลายคนเริ่มต้นจากการเป็นเลขา ซึ่งเหมือนกับการเป็นผู้ฝึกงานที่โรงงานการเป็นเลขาทำให้ได้ใกล้ชิดกับพวกผู้นำและจะทำให้มีกองหนุนที่แข็งแรง

ครูประจำชั้นรู้สึกหมดหวัง เขาไม่สามารถบอกเฝิงหยู่ได้ว่าความใฝ่ฝันของเฝิงหยู่เป็นเรื่องที่ผิด ปัจจุบันนี้มีใครบ้างที่ไม่อยากเป็นผู้นำในรัฐบาล? ในมหาวิทยาลัย นักศึกษาส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ให้ไปทำงานกับรัฐบาลโดยตรง แต่มันไม่ดีสำหรับเฝิงหยู่หรอที่จะใช้วิธีนี้ในการเข้าไปทำงานกับรัฐบาล?

“สองคนนี้ไม่อยากกลับไปคิดเลือกใหม่อีกรอบหรือ?” ครูประจำชั้นลองถามครั้งสุดท้าย

เฝิงหยู่และลีน่าส่ายหัวพร้อมกัน คุณครูโบกมือบอกให้พวกเขาออกไปได้ ช่างเถอะ ก็แค่นักเรียนน้อยลงสองคน

หลังจากที่ออกมาจากห้องพักครู ลีน่าก็มองเฝิงหยู่ตลอดด้วยสายตาที่รู้สึกปลาบปลื้ม

“เฝิงหยู่ นายไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ นายอยากเป็นนักธุรกิจ นายก็ควรเลือกสายวิทย์ไม่ใช่หรอ? นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เพื่อที่จะมาเรียนกับฉันก็ได้” ลีน่าพูด

เฝิงหยู่หยุดชั่วครู่ ลีน่าคิดว่าเขาเลือกสายศิลป์เพราะเธออย่างนั้นหรือ? เฉพาะคนโง่เท่านั้นที่จะอธิบายให้เธฮฟังได้ ปล่อยให้เธอเข้าใจผิดไปแบบนั้นแหละ

“ฉันบอกให้คนไปซื้อหนังสือกลอนที่เธออยากได้มาละ น่าจะมาถึงทางไปรษณีย์ในอีกสองวัน” เฝิงหยู่รีบเปลี่ยนเรื่อง

“โอเค งั้นเรากับไปทบทวนบทเรียนกัน นายขาดเรียนตั้งสองสัปดาห์เมื่อเดือนที่แล้ว”

เฝิงหยู่ยิ้มอายๆ “ฉันจะไม่โดดเรียนอีกแล้ว เดือนนี้ที่บริษัทไม่ค่อยมีอะไรทำ เออใช่ ฉันอยากให้เธอช่วยเรื่องคณิตศาสตร์หน่อย ฉันไม่ค่อยเข้าใจโจทย์เลขเมื่อวานเลย ตอนเย็นเราไปกินข้าวกันมั้ย? มีร้านอาหารฮาลาลเปิดใหม่อยู่ที่ถนนกันสุ่ย ฉันได้ยินมาว่าอาหารอร่อยมากๆ เลยละ”

ส่วนใหญ่เฝิงหยู่ยุ่งอยู่ตลอดเวลาและมักรู้สึกว่าเขามีเวลาไม่พอ แต่เมื่อเขาอยู่กับลีน่า เขารู้สึกสงบและผ่อนคลาย แม้ว่าพวกเขาไม่ได้ทำอะไร แค่นั่งอ่านหนังสือข้างๆ กัน เฝิงหยู่ก็อารมณ์ดีแล้ว

“ได้สิ ลองชวนเหวินตงจวินกับจางฮั่นไปด้วยกันสิ”

พอลีน่าพูดถึงเหวินตงจวินและจางฮั่น เฝิงหยู่ก็อารมณ์เสียทันที เขาสงสัยว่าจางฮั่นกินยาอะไรถึงทำให้เธอน้ำหนักลดลงไปมากขนาดนี้ภายในเวลาไม่นาน น้ำหนักเธอลดลงไปเยอะมากในเวลาไม่นาน ตอนนี้เธอหนักแค่ 55  กก.เอง และเหวินตงจวินก็คอยโม้ให้เฝิงหยู่ฟังว่ารสนิยมของเขาดีขนาดไหน จางฮั่นทำตัวดีกับเขาขนาดไหน จางฮั่นสวยขนาดไหน เฝิงหยู่แทบจะบ้ากับการโอ้อวดของเขา

นี่คือสิ่งที่ทำให้เฝิงหยู่ไม่อยากชวนเหวินตงจวินไปด้วยเวลาที่เขาไปกินอาหารดีๆ

เจ้าโง่คนนั้นชอบตักอาหารให้ตัวเองเยอะๆ และตักอาหารให้จางฮั่นตลอดเวลาโดยที่ไม่คิดว่าเธอจะกินหมดมั้ย แถมยังไม่สนใจด้วยว่าเฝิงหยู่จะได้กินอาหารบ้างหรือเปล่า

แต่ถ้าจางฮั่นและเหวินตงจวินไม่ได้ไปกับพวกเขา ลีน่าก็จะไม่ไป ด้วยเหตุนี้ เฝิงหยู่เลยต้องยอมแบบไม่ค่อยเต็มใจ อย่างไรก็ตาม เฝิงหยู่กำลังคิดหาทางกำจัดเหวินตงจวิน เพื่อไม่ให้ตามพวกเขาไปดูหนังที่ศูนย์วัฒนธรรมด้วย

หมายเหตุจากผู้เขียน: ก่อนปี 2538 นักศึกษามหาวิทยาลัยทุกคนจะได้รับมอบหมายให้ทำงานตามที่กำหนด

จบบทที่ บทที่ 137 อยากเป็นเลขา (อ่านฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว