เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 45 ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในจุดสูงสุด

ตอนที่ 45 ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในจุดสูงสุด

ตอนที่ 45 ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในจุดสูงสุด


 

 

 

“ร่างเซียน?” เฟิ่งจิ่วถามอย่างฉงนใจกับภาพฉายของผีตรงหน้า และถามเพิ่มอีกว่า “ร่างเซียนนี่หายากมากงั้นหรือ?”

 

อภัยให้นางที่เพิ่งจะมาถึงมิตินี้ไม่นานหน่อยเถอะ แถมนางยังด้อยความรู้อย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องการฝึกวิชาด้วย คำว่า ‘ร่างเซียน’ นี่เป็นอะไรนางไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยซักครั้ง

 

“ร่างเซียนคือสิ่งชั้นเลิศและมหัศจรรย์ที่สุดสำหรับเหล่าผู้ฝึกวิชา ไม่เพียงแค่พลังปราณ ผู้ครองร่างเซียนสามารถฝึกฝนพลังจิตวิญญาณได้ด้วยเช่นกัน อีกทั้งความก้าวหน้าในการฝึกฝนนั้นจะเร็วกว่าคนทั่วไปถึงสิบเท่า”

 

ชายวัยกลางคนมองเด็กสาวตรงหน้าที่ยืนยิ้มแล้วกล่าวต่อว่า “นั่นก็คือในขณะที่ผู้อื่นใช้เวลานับศตวรรษเพื่อก้าวเป็นผู้ฝึกปราณระดับนักรบ สำหรับเจ้ามันอาจใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีเพื่อไปถึงระดับเดียวกัน ความก้าวหน้ารวดเร็วถึงเพียงนี้กล่าวได้เพียงว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์”

 

เมื่อได้ยินดังนั้น เฟิ่งจิ่วก็ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “นั่นฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ ข้าได้พยายามฝึกวิชาโดยการชักนำพลังเข้าสู่ร่าง ทว่าก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆที่ชัดเจน ไม่เหมือนที่ผู้อาวุโสกล่าวว่าจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเลยแม้แต่น้อย”

 

นางใช้เวลาค่อนข้างนานในการดึงปราณเข้าสู่ร่าง ปริมาณปราณในร่างของนางหลังการฝึกฝนนั้นก็ไม่มีค่าพอให้พูดถึงด้วยซ้ำ

 

“นั่นก็เพราะว่าชีพจรจิตและปราณในตัวเจ้ายังมิได้ถูกเปิดออก”

 

สายตาอันเร่าร้อนของเขาจ้องไปที่เฟิ่งจิ่วขณะที่กล่าวต่อ “ข้าอยากให้เจ้าคารวะข้าเป็นอาจารย์ แล้วข้าจะช่วยเจ้าเปิดชีพจรทั้งจิตและปราณในทันทีเพื่อช่วยในการฝึกวิชาของเจ้า”

 

หากผู้อื่นได้ยินตัวตนอันเอกอุทรงพลังถึงเพียงนี้เสนอให้เป็นศิษย์ พวกเขาคงตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด ทว่าเมื่อเฟิ่งจิ่วได้ยินคำพูดเหล่านั้นนางกลับขมวดคิ้วและครุ่นคิดอย่างหนักขณะที่จ้องไปที่ชายวัยกลางคนโดยไม่กล่าวสิ่งใดตอบไปแม้แต่คำเดียว

 

“เจ้าไม่ต้องการงั้นรึ?”

เมื่อเห็นว่าเฟิ่งจิ่วไม่ปรากฏวี่แววของความปิติยินดี ชายวัยกลางคนก็ถอนหายใจและเพิ่มแรงกดดันรอบตัวให้มากขึ้น ก่อนที่จะพบว่ารัศมีพลังของเขาไม่มีผลกับผู้ทำพันธะสัญญากับสัตว์ศักดิ์สิทธิ์โบราณมากนัก เขาจึงยอมแพ้และถอนหายใจยาวเหยียดแทน

 

“เจ้าไม่ต้องกังวลว่าข้าจะมีอะไรแอบแฝง ข้าเพียงต้องการให้เจ้าช่วยทำความปรารถนาสามสิ่งของข้าให้ลุล่วงหลังจากที่มาเป็นศิษย์ของข้าแล้ว”

 

เฟิ่งจิ่วที่ได้ยินดังนั้นก็คิดอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะกล่าวขึ้นในที่สุด “ไยผู้อาวุโสไม่ลองบอกข้ามาก่อน หากมันอยู่ในขอบเขตที่ข้าสามารถทำได้และการทำเช่นนั้นไม่ขัดกับหลักการข้า ข้าอาจตกลงก็ได้”

 

ชายวัยกลางคนหัวเราะอย่างเบิกบานเมื่อได้ยินเช่นนั้น และกล่าวว่า “เยี่ยมยอด! ดูท่าทางเจ้าจะเป็นคนที่ทำอะไรตามใจตัวเองสินะ คล้ายกับข้าทีเดียว”

 

เฟิ่งจิ่วยิ้มให้เขาทว่าไม่กล่าวสิ่งใดตอบกลับ

 

“แม่หนูน้อย แต่เดิมข้านั้นคือผู้นำของตำหนักบัญชาสวรรค์ นามว่าฉู่ป้าเทียน ณ ตอนที่อยู่จุดสูงสุดของความรุ่งโรจน์ของ มิมีผู้ใดที่กล้าต่อต้านข้า ข้าใช้กระบี่ปกครองโลกใต้นามแห่งสวรรค์! ตราบเท่าที่เห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้อง ข้าก็จะธำรงมันไว้จวบจนวาระสุดท้าย ทว่า ในปีนั้น…..”

 

เขาบอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตของตนเอง เฟิ่งจิ่วก็ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ เท่าที่นางจับใจความได้คือ เขานั้นเป็นชายหัวแข็งที่ทำทุกอย่างตามที่หัวใจของตนบอกออกมา ทว่าเขานั้นไม่มีสิ่งเหนี่ยวรั้งไม่มีคนมาควบคุมและคาดเดาไม่ได้เกินไป ทำให้ถูกสำนักเซียนโบราณมองว่าเป็นพวกนอกรีตชั่วช้า

 

เขาถือครองกระบี่อันทรงพลังที่สามารถตัดเหล็กได้ราวกับตัดโคลน นามของกระบี่นั้นคือคมคราม* สำนักเซียนโบราณนั้นละโมบอยากได้คมครามของเขา จึงได้กล่าวหาว่าเขานั้นทำการฆ่าล้างหมู่บ้านคนธรรมดาที่ไร้ทางสู้ทำให้เขาถูกตามล่าจากผู้ฝึกยุทธทั่วสารทิศ แต่ด้วยพลังฝึกปรือระดับจักรพรรดิของเขา จึงไม่หวั่นเกรงต่อเหล่าผู้ฝึกวิถีเซียนที่ล้วนด้อยพลังกว่า

 

อย่างไรก็ตาม พวกมันจับตัวคนของเขาไว้เป็นตัวประกันและใช้ข่มขู่ ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บอย่างร้ายแรงจนต้องหนีมายังที่แห่งนี้และได้สิ้นลมลงที่นี่ ผ่านไปนานหลายปีเขาได้เฝ้าคอยอย่างอดทนเพื่อรอคนที่โชคชะตาส่งมา และสืบทอดผ้าคลุมของเขาไปเพื่อฟื้นคืนตำหนักบัญชาสวรรค์ แล้วเติมเต็มความปรารถนาสุดท้ายของเขา

 

“ความปรารถนาแรกคือการฟื้นคืนตำหนักบัญชาสวรรค์ แล้วอีกสองข้อที่เหลือเล่า?”

 

“ความปรารถนาที่สองของข้าคือให้ไปที่สุสานพันศาสตราเพื่อกู้คืนคมครามกลับมา สำหรับความปรารถนาอย่างที่สาม…...”

 

เสียงของเขาดูกระอักกระอ่วนขณะที่ถอนหายใจ “ในช่วงหลายปีนั้น ข้านั้นเอาแต่ใจและบ้าบิ่นเกินไปจนนำพาหายนะมาสู่ครอบครัวของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภรรยาข้า ผู้ซึ่งเวลานั้นกำลังตั้งครรภ์อยู่ เวลาช่างผ่านมานานหลายต่อหลายปี ข้าอยากรู้ว่าพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง? ข้าอยากให้เจ้าตามหาพวกเขาและดูว่าพวกเขาอยู่อย่างสุขสบายหรือไม่”

 

- - - - - - - - - - - -

- - - - - - - - - - - -

 

*กระบี่คมคราม (青锋)

青=ฟ้า, คราม 锋=ขอบ, คม

 

เอกอุ = มากมาย, หนักหนา, เอกเป็นเลิศ

*天元宫 ตำหนักบัญชาสวรรค์

จบบทที่ ตอนที่ 45 ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ในจุดสูงสุด

คัดลอกลิงก์แล้ว