- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 220 เสียงทำลายเพลงตัดวิญญาณ
บทที่ 220 เสียงทำลายเพลงตัดวิญญาณ
บทที่ 220 เสียงทำลายเพลงตัดวิญญาณ
เสียงพิณในหอคอยเงียบลงในทันใด คล้ายทั้งห้องตกสู่ความเงียบงันราวกับสุสาน
เมิ่งเซียนอินจ้องมองหญิงสาวด้วยแววตาตกตะลึง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นครั้งแรกที่มีคนสามารถทำลายเพลงตัดวิญญาณของนางได้ด้วยเสียงเช่นกัน
ต้องเข้าใจก่อนว่า... ทั่วทั้งดินแดนเสวียนเทียน มีเพียงสำนักเสียงเซียนเท่านั้น ที่สามารถใช้ดนตรีเข้าสู่หนทางแห่งเต๋าได้
และเพลงตัดวิญญาณนี้ก็ถือเป็นเพลงเทพประจำสำนักอย่างแท้จริง มิใช่เพียงบทเพลงธรรมดา เพราะในทุกสายเสียงล้วนแฝงด้วยพลังแห่งเต๋า
แต่เมื่อครู่ หญิงสาวผู้นั้นกลับใช้เสียงบางสิ่งบางอย่างที่ราวกับเสียงมังกรคำราม คล้ายเสียงกระบี่แหลมแทงทะลุเข้ามาในห้วงจิต ทำลายภาพมายาแห่งพิณของนางในพริบตา หากไม่ชักมือหยุดไว้ได้ทัน นางอาจได้รับบาดเจ็บภายในแน่นอน
นางหันไปมองหญิงสาวคนนั้นอีกครั้ง เห็นว่าเจ้าตัวยังคงวางมาดสบายๆ มือหนึ่งยันคาง มืออีกข้างเคาะขอบจานผลไม้เบาๆ สม่ำเสมอ ไม่แสดงอาการใดแม้แต่น้อย
หากเมิ่งเซียนอินไม่ได้สัมผัสพลังด้วยตนเอง นางคงคิดว่าเป็นเพียงภาพลวงตาเสียด้วยซ้ำ
แม้แต่โม่หยางที่นั่งข้างๆ ก็ยังตกตะลึง เขาเองก็มิได้คาดคิดว่าหญิงสาวผู้นี้จะมีฝีมือระดับนี้
หากเพลงตัดวิญญาณคืออาวุธฆ่าคนของเมิ่งเซียนอิน… แล้วสิ่งที่หญิงสาวใช้โต้กลับเมื่อครู่ ก็คงไม่ต่างจากกระบี่ที่ลับคมจนไร้เสียง!
บรรดาโอรสสวรรค์ในหอคอย แม้จะไม่รู้แจ้งทั้งหมด แต่ผู้ที่สัมผัสได้เช่นไป๋ฝานและเจียงเสวียนฮวาน ก็เริ่มแอบจับตาหญิงสาวมากขึ้น
…
เสียงพิณเงียบลงแล้ว ผู้ที่หลับตาเคลิบเคลิ้มต่างก็ลืมตาตื่นขึ้น
โม่หยางยิ้มรับอย่างจริงจัง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงชมเชยเต็มเปี่ยม
“บทเพลงนี้ สมควรมีแต่ในสวรรค์ถึงจะเหมาะสม โลกมนุษย์คงได้ยินเพียงไม่กี่ครา... ช่างไพเราะยิ่งนัก! ไม่เสียชื่อเพลงเทพแห่งสำนักเสียงเซียน!”
เมิ่งเซียนอินกัดฟันแน่น ก่อนจะเหวี่ยงคำตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ขอบคุณท่านพี่โม่ที่เมตตาชมเชย!”
เนี่ยอวิ๋น เสริมขึ้นด้วยสีหน้าจริงใจ
“ช่างน่าอัศจรรย์ ไม่เสียทีที่เป็นหนึ่งในเพลงเทพ!”
หญิงสาวข้างกายโม่หยางก็ยิ้มอย่างใสซื่อแล้วกล่าวว่า
“น้องหญิงเมิ่งช่างเก่งกาจจริงๆ!”
เมิ่งเซียนอินหน้าเขียวทันที เห็นชัดว่าหญิงผู้นี้ฝีมือเหนือกว่า แต่กลับจงใจกล่าวเช่นนั้น มันเป็นคำชมเชยไม่จริงใจซ้ำยังเย้ยหยันอ้อมๆ วิธีก่อกวนเช่นนี้ไม่ต่างอันใดกับโม่หยาง นางเหมาะจะเป็นพี่สาวแท้ๆ ของเขาแล้ว และคำว่า “น้องหญิงเมิ่ง” ก็ช่างบีบคั้นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก คล้ายหญิงสาวเป็นใหญ่แต่นางเป็นรอง
เนี่ยอวิ๋น เดินมากระซิบข้างหูโม่หยางเบาๆ
“พี่โม่...ฟังเพลงกันเสร็จแล้ว ท่านควรรีบออกไปเถอะ คนที่โดนพี่สาวท่านตบนั้นคือศิษย์สืบทอดของเจ้าสำนักไท่เสวียน ชื่อว่าสือเฟยหยาง ตอนนี้พวกคนของสำนักไท่เสวียนก็อยู่ในเมือง หากท่านยังอยู่ต่อ อาจเจอเรื่องใหญ่”
โม่หยางขมวดคิ้ว “สือเฟยหยาง? ใครตั้งชื่อให้กัน รู้สึกกลิ่นแรงแปลกๆ... แล้ว สำนักไท่เสวียนนี่มันเก่งขนาดไหนเชียว?” (สือ=อึ)
หญิงสาวข้างเขาอดหัวเราะไม่ได้
“ชื่อดีออก! ฟังแล้วเห็นภาพเลยนะ~”
เนี่ยอวิ๋นถึงกับสะอึก มองโม่หยางที มองหญิงสาวที แล้วถอนหายใจ
“สำนักไท่เสวียนเป็นหนึ่งในขุมพลังยิ่งใหญ่ของดินแดนตอนกลาง แข็งแกร่งพอๆ กับเจ็ดตระกูลใหญ่!”
โม่หยางพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ขอบใจมากพี่เนี่ย”
เขาหันกลับมาครุ่นคิด ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้ ควรหลีกก็ต้องหลีก
หญิงสาวกลับยิ้มบาง “ไม่ต้องกลัวหรอก มีพี่สาวอยู่ทั้งคน ฟังเพลงให้สบายใจสิ~ เป็นเด็กดีนะ!” ว่าแล้วก็ยื่นมือมาหยิกแก้มเขาเบาๆ
โม่หยางถึงกับหน้าดำ เส้นดำผุดขึ้นเต็มหน้าผากทันที
โอรสสวรรค์รอบด้านต่างมีสีหน้าผิดปกติ บางคนไม่รู้จักโม่หยางยังพอรับไหว แต่คนที่รู้จักเขากลับเริ่มงงหนัก พวกเจ้าสนิทกันมากขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไร?
หลายคนชักสงสัยในใจ… หญิงสาวผู้นี้คือใครกันแน่? แล้วที่บอกว่าเป็นพี่สาวโม่หยาง จริงหรือเท็จกันแน่?
แม้แต่โม่หยางเองก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจแล้ว วันนี้นางช่วยเขา แต่วันหน้าเล่า? หากนางหายตัวไป ใครจะรับกรรมแทนกันแน่?
นางอาจแข็งแกร่งถึงขั้นเหนือสามัญระดับห้าก็จริง แต่จะต้านทานมหาอำนาจเช่นสำนักไท่เสวียนได้อย่างไร?
หญิงสาวเหมือนจะอ่านใจเขาออก ยิ้มบางแล้วยัดองุ่นอีกลูกเข้าปากพลางลุกขึ้น “ไปเถอะ พี่สาวเหนื่อยแล้ว!”
เจียงเสวียนฮวานเพียงหรี่ตามองเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอย่างแผ่วเบาว่า “แม้รอดจากวันนี้ไปได้ แล้วเจ้าคิดว่าจะหลบหนีได้นานเพียงใดกันเล่า…”
น้ำเสียงแฝงความเย้ยหยันชัดแจ้ง เรื่องราวความแค้นระหว่างสำนักต้าต้าวและโม่หยาง ใครต่อใครที่อยู่ ณ ที่นี้ล้วนเคยได้ยินมาไม่น้อย เจตนาของเจียงเสวียนฮวานในยามนี้ ทุกผู้คนก็ล้วนเดาออกอยู่บ้างแล้ว
โม่หยางยืนขึ้นแล้วเช่นกัน เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น ร่างเขาก็ชะงักลง หันมามองอีกฝ่ายก่อนยิ้มแย้มเอ่ยว่า “ข้าจำได้ว่าไม่นานมานี้ที่หน้าดินแดนลับ เป็นเจ้าที่วิ่งหนีไปก่อนมิใช่หรือ?”
สีหน้าเจียงเสวียนฮวานพลันเย็นเยียบ แววตาฉายจิตสังหาร ชำเลืองไปยังหญิงสาวก่อนแล้วจึงหันกลับมาจ้องโม่หยาง กล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า “เจ้าทั้งสองคิดจะลงมือกระนั้นหรือ?”
ยามนี้เขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากก่อนหน้า มิใช่ชายหนุ่มท่าทางเหมือนบัณฑิตอีกต่อไป ใบหน้าเย็นชาเยียบเย็นไปถึงกระดูก แม้ไม่เปล่งเสียงใดแต่กลับแผ่กลิ่นอายกดดันหนักอึ้งออกมาทั่วร่าง
โม่หยางจ้องมองเจียงเสวียนฮวานนิ่งๆ ก่อนแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ “เจ้าคิดถ่วงเวลา เพื่อรอให้ยอดฝีมือของสำนักไท่เสวียนมาฆ่าข้า?”
“แต่ก็ดูจะไม่ถูกนัก ข้าในสายตาเจ้าคงยังไร้ค่ามิคู่ควรให้ลงมือ คืนนี้ผู้ที่เจ้าหมายฆ่าจริงๆ คงจะเป็นนางใช่หรือไม่?” โม่หยางกล่าวพลางหันไปมองหญิงสาวข้างกาย
“เจ้าเองก็ถึงคราวต้องตายแล้วเช่นกัน ข้าเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อใดที่เจ้าก้าวสู่ขั้นเหนือสามัญ เมื่อนั้นจะเป็นวันตายของเจ้า เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าจะได้มีชีวิตต่ออีกสักพัก ไม่นึกว่าเจ้ากลับมาทำให้ข้าต้องเร่งมือเสียก่อน!” เจียงเสวียนฮวานกล่าวพลางลุกขึ้น อายสังหารแผ่ซ่านออกมาทั่วร่าง
เหล่าอัจฉริยะที่อยู่รอบข้างต่างสีหน้าแปรเปลี่ยนทันที บางคนยังจดจำได้ว่าไม่นานมานี้ โม่หยางกับเจียงเสวียนฮวานเคยปะทะกันอย่างดุเดือดในเมืองมู่หวัง และโม่หยางก็สามารถทำลายพันธนาการแห่งตำหนักวิญญาณสำเร็จ ทะลวงเข้าสู่ขั้นราชันยุทธ์ได้ในครั้งนั้น
แต่ตอนนี้…เพียงเวลาไม่นาน เขาถึงกับทะลวงเข้าสู่ขั้นเหนือสามัญแล้วหรือ?
ในดวงตาของเมิ่งเซียนอินเต็มไปด้วยความตกตะลึงยากจะคลาย นางยังจำได้แม่นถึงวันที่พานพบโม่หยางครั้งแรก เพียงไม่กี่เดือนมานี้เอง…หากเขาบรรลุถึงขั้นเหนือสามัญแล้วจริงๆ เช่นนั้นสมควรเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะโดยแท้
แม้แต่เนี่ยอวิ๋นยังเผยสีหน้าประหลาดใจ ครั้นตั้งจิตรับรู้พลังของโม่หยางอย่างจริงจังกลับพบว่า แม้เขาจะมิได้ปิดซ่อนกลิ่นอายพลัง แต่กลับรู้สึกคลุมเครือ ชวนให้ฉงนยิ่งนัก
แต่แล้ว…ภาพที่ตามมากลับยิ่งน่าตะลึง!
เพียงเห็นรอยยิ้มยังไม่คลายจากใบหน้าหญิงสาว นางกระพริบตาคู่งาม ดูเจิดจ้าเป็นพิเศษ พลางถามเสียงใสว่า “เจ้าคิดจะฆ่าข้า? เช่นนั้นเจ้าคิดว่าตนเองมั่นใจได้สักกี่ส่วน?”
“ข้าเคยได้ยินเรื่องเจ้ามาบ้าง ว่าเจ้าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งรุ่นเยาว์ของสำนักต้าต้าว เช่นนั้นแล้วเจ้าจึงหลงผิดคิดว่าตนเองแข็งแกร่งกระนั้นหรือ?”
น้ำเสียงของนางไร้ความโกรธ ไร้แววสังหาร เอ่ยออกมาอย่างสงบดังสนทนาเรื่องทั่วไป
ในแววตาเจียงเสวียนฮวานยิ่งเย็นเยียบขึ้นไปอีก เขาหรี่ตาลงก่อนหัวเราะเยาะออกมา แล้วกล่าวว่า “แล้วเจ้าล่ะ มีความมั่นใจสักกี่ส่วนว่าจะรอดจากมือข้าได้?”
“แม้เจ้าทั้งสองจะร่วมมือกัน ข้าคนเดียว…ก็ยังสามารถสังหารพวกเจ้าได้ทั้งคู่!”
น้ำเสียงเจียงเสวียนฮวานแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก พลังอันมหาศาลพลันระเบิดออกมาจากร่างจนตัวอาคารทั้งหลังถึงกับสั่นสะเทือน เสียงไม้ครางกึกกักราวจะถล่มลงมาในชั่วพริบตา
“โอ้ จริงรึ? เช่นนั้นเจ้าเชื่อหรือไม่ ว่าไม่ถึงครึ่งชั่วยามคนของสำนักต้าต้าวก็จะมาที่นี่เพื่อเก็บศพเจ้า!” รอยยิ้มของหญิงสาวในที่สุดก็จางหายไป สีหน้าเคร่งขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้มิได้เผยความโกรธหรือจิตสังหาร ทว่าทุกผู้คนมองออกว่านางเอาจริงแล้ว
โม่หยางขมวดคิ้ว นางเพียงมีพลังขั้นเหนือสามัญระดับห้า แม้จะมีวิชาลึกล้ำ แต่ว่าเจียงเสวียนฮวานนั้นพลังแข็งแกร่งกว่านาง อีกทั้งในมือยังมีศาสตราระดับมหาเซียน เกรงว่ายามประมือจริงอาจต้านไม่ไหว
เมื่อเห็นรอยยิ้มจางลงจากใบหน้านาง และสีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจัง โม่หยางก็เต็มไปด้วยความฉงน เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า สำนักต้าต้าวเป็นหนึ่งในอำนาจสูงสุดของยุทธภพ ต่อให้นางมีฐานะไม่ธรรมดาเพียงใด ก็มิใช่เรื่องจำเป็นเลยที่จะต้องยอมเสี่ยงเป็นศัตรูกับมหาสำนักเช่นนั้น เพียงเพราะเขาคนเดียว…