เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 170  ม้วนภาพลิขิตสวรรค์

บทที่ 170  ม้วนภาพลิขิตสวรรค์

บทที่ 170  ม้วนภาพลิขิตสวรรค์


โม่หยางและเจียงเสวียนฮวานพุ่งทะลุออกจากโรงเตี๊ยมที่พังพินาศ เจียงเสวียนฮวานเหยียบยืนอยู่กลางอากาศ มือหนึ่งถือพัดพับที่ไม่รู้โผล่มาตั้งแต่เมื่อใด ทว่าพัดนี้มิใช่ของธรรมดาสามัญ หากเป็นศาสตราเทพชิ้นหนึ่ง ยามที่เติมพลังลมปราณเข้าไป ตัวพัดพลันเปล่งแสงไหววูบ สะท้อนแรงกดดันอันทรงพลานุภาพระดับเซียนออกมา

ส่วนโม่หยางนั้นกำลังถือขวานศึกในมือ คล้ายชาวป่าที่กำลังฟันฟืน พุ่งฟาดเป็นแนวขวางและแนวตั้ง ปราณกระบี่แต่ละสายพุ่งออกดั่งสายฟ้าฟาด แววตาหม่นเย็นยามลงมือเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหาร

“เพ้ย! ไอ้พวกลูกเศรษฐีสกุลใหญ่พวกนี้มันก็เงี้ย หยิบอาวุธชิ้นไหนขึ้นมาก็ศาสตราเทพทั้งนั้น น่าอิจฉาเสียจริง!” มีผู้ฝึกยุทธ์บางคนอดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉา

หลังทั้งสองพุ่งออกจากโรงเตี๊ยม ก็ปะทะกันกลางอากาศต่อเนื่องนับสิบกระบวนท่า ปราณกระบี่แต่ละสายพุ่งกระหน่ำลงพื้นถนนจนถนนหินแตกระแหง หินกรวดกระเด็นกระดอนอย่างรุนแรง

เมื่อเห็นโม่หยางลอยตัวกลางอากาศหลายครั้งติดต่อกัน ไม่ใช่น้อยที่ตกตะลึง มีคนหนึ่งเอ่ยด้วยเสียงลังเลว่า “เขาสามารถเหินฟ้าได้แล้วหรือ? หรือว่าเขาทะลวงถึงขั้นราชันยุทธ์แล้ว? เขาเปิดตำหนักวิญญาณสำเร็จแล้วกระนั้นหรือ?!”

แต่คำพูดยังไม่ทันจบดี ก็มีอีกคนรีบส่ายหน้าตอบว่า “กลิ่นอายพลังบนร่างเขายังไม่ถึงขั้นราชันยุทธ์ นั่นน่าจะเป็นเพราะเคล็ดวิชาตัวเบาที่เขาฝึกแน่ ทว่ามันเป็นวิชาตัวเบาที่ข้าไม่เคยเห็นจากที่ใดมาก่อน!”

คนผู้นั้นถอนหายใจต่อว่า “แต่ว่าวิชาตัวเบาดีแค่ไหนก็ไร้ความหมาย เจียงเสวียนฮวานแข็งแกร่งเกินไป โม่หยางไม่มีทางสู้ไหว เว้นเสียแต่จะใช้หอคอยศิลาลึกลับนั่น ไม่อย่างนั้นคงมีแต่ทางตาย!”

ที่กลางถนน โม่หยางถูกสะท้อนกระแทกตกพื้น แม้จะลงยืนอย่างมั่นคง แต่ก็กระเด็นถอยหลายก้าว ทุกย่างก้าวทิ้งรอยลึกบนถนนหินคราม พลังสะท้อนที่เขาแบกรับอยู่หนักหน่วงเพียงใดนั้นสามารถจินตนาการได้ไม่ยาก

“แต่เดิมข้าคิดจะปล่อยเจ้าให้มีชีวิตอยู่อีกสักพัก รอให้เจ้าทะลวงถึงขั้นราชันยุทธ์ก่อนค่อยฆ่าเจ้า แต่หากเจ้ามีฝีมือเพียงแค่นี้ เช่นนั้นวันนี้ก็คงต้องจบชีวิตไว้ที่นี่แล้ว!” เจียงเสวียนฮวานกล่าวพลางยืนอยู่กลางอากาศอย่างสูงส่ง เหลือบมองโม่หยางดุจเทพเจ้าจ้องดูมดปลวกอย่างไรอย่างนั้น

ในใจของโม่หยางย่อมมีความลังเลอยู่บ้าง ขณะต่อสู้กันในเมืองมู่หวัง เขายังไม่กล้าทุ่มพลังทั้งหมด เพราะอีกไม่นานตระกูลมู่ต้องส่งผู้แข็งแกร่งมาแน่

อีกทั้งต่อหน้าฝูงชนมากมาย ย่อมไม่กล้าใช้บางวิธีโดยตรง อย่างเช่นกระดานหมากล้อมบรรพกาล หากหยิบออกมาคงสามารถกดข่มเจียงเสวียนฮวานได้ง่ายดาย ทว่าเมื่อถูกผู้คนจำได้ ก็มีแต่จะเรียกภัยใหญ่หลวงมาสู่ตัวเท่านั้น

โม่หยางมิได้ตอบโต้ด้วยคำพูด หากแต่ใช้เคล็ดม้วนอักษรแห่งการต่อสู้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเคล็ดเฉพาะของหอจักรพรรดิดารา หาได้มีท่วงท่าหรือกระบวนท่าตายตัวไม่ หากเป็นการดัดแปลงอิสระผ่านจิตนึกคิด

เขาเก็บขวานศึกในมือ แล้วสะบัดมือขวาขึ้นฟ้าอย่างฉับพลัน พลันมีฝ่ามือสีทองผุดพุ่งออกจากร่าง ทะยานขึ้นฟ้าอย่างน่าอัศจรรย์ ตะปบตรงเข้าใส่เจียงเสวียนฮวานอย่างรวดเร็ว

ภาพนั้นทำให้เหล่าผู้ชมเบิกตาค้าง เจียงเสวียนฮวานเองก็คาดไม่ถึง ร่างพลันถูกตะปบกลางอากาศ แล้วถูกทุ่มกระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรง

ปัง!

เสียงกระแทกดังกึกก้อง ราวกับถนนทั้งสายสั่นสะเทือน เศษหินกระจายว่อน เจียงเสวียนฮวานพุ่งลงกระแทกพื้นจนเกิดหลุมขนาดใหญ่

โม่หยางไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เขาพุ่งทะยานมาที่หน้าหลุมในพริบตาโดยใช้ม้วนอักษรแห่งการเคลื่อนไหว พร้อมกับรวมรวมปราณกระบี่สายหนึ่งลงสู่ฝ่ามือแล้วฟาดฟันลงไปอย่างดุเดือด

การเคลื่อนไหวนี้เร็วจนแทบมองไม่ทัน เยือกเย็นเด็ดขาด ไร้ซึ่งความลังเล

เคร้ง!

เพียงแต่เมื่อปราณกระบี่ฟาดลงไปกลับเกิดเสียงแหลมสูงดั่งโลหะกระทบกัน พร้อมแรงลมมหาศาลซัดโม่หยางกระเด็นถอยไปกลางอากาศ

เจียงเสวียนฮวานทะยานขึ้นจากหลุม ร่างสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดวิ่นเปรอะฝุ่น ผมเผ้ายุ่งเหยิง และในที่สุดก็เผยแววโกรธแค้นในดวงตา

“ประมาทไปแล้ว จงตายซะ!”

น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป ไม่ใช่ความนิ่งสงบแบบก่อน แต่กลับเต็มไปด้วยโทสะ

ร่างของเขาถูกห่อหุ้มด้วยพลังป้องกันหนาแน่น คล้ายเทพสงครามที่แผ่รัศมีพลัง แม้แต่เส้นผมยังดูเปล่งแสงออกมา

เป็นที่แน่ชัดว่าเขาเริ่มเอาจริงแล้ว

โม่หยางยังคงเงียบ เจียงเสวียนฮวานแข็งแกร่งเกินไป แม้ม้วนอักษรแห่งการต่อสู้จะพลิกแพลงท่าร้ายแรงได้หลากหลาย แต่กลับไม่อาจทำให้เขาบาดเจ็บ

หากอีกฝ่ายอยู่แค่ขั้นราชันยุทธ์ เขาคงจะบดขยี้ได้สบาย ทว่าตอนนี้ เจียงเสวียนฮวานกลับอยู่ในขั้นเหนือสามัญระดับหก เพียงการโจมตีใดๆ ของเขาก็ยากที่โม่หยางจะรับไหว

ขณะนั้นเอง เจียงเสวียนฮวานพลันควักม้วนภาพผืนหนึ่งออกมาจากมือ กางออกกลางอากาศ บนผืนนั้นมีภาพวาดของดวงดาวหลายดวง แสงดาวแปรเปลี่ยนเป็นลายอักขระ สร้างม่านพลังครอบคลุมพื้นที่กว้างหลายสิบจั้ง

“นั่นมันม้วนภาพลิขิตสวรรค์ เป็นสมบัติล้ำค่าประจำสำนักต้าต้าวเชียวนะ! เขากล้านำออกมาใช้ได้อย่างไร?!” มีผู้อาวุโสร้องออกมาด้วยความตกใจ

“มิน่าล่ะ เจียงเสวียนฮวานถึงได้หาตัวโม่หยางเจอ มีข่าวว่าม้วนภาพลิขิตสวรรค์สามารถทำนายชะตาฟ้าได้ เขาคงใช้วิธีนี้นี่เอง!”

“จบแล้ว ม้วนภาพลิขิตสวรรค์นั่นคือค่ายกลชั้นยอด ที่จริงมันมีอีกชื่อหนึ่งว่า ม้วนภาพสังหารเซียน ถ้าติดอยู่ในนั้น ต่อให้เป็นเซียนยุทธ์ก็มีสิทธิ์ถูกบดขยี้!”

เสียงอุทานระงมอยู่รอบด้าน โม่หยางเองก็ใจสั่นแรง เพราะเขารับรู้ได้ถึงพลังบางอย่างที่กดลงบนร่าง ราวกับจะผนึกพลังของเขาไว้ เพียงชั่วครู่เดียว เขารู้สึกว่าแม้แต่ลมปราณในเส้นชีพจรก็ไหลช้าลง ราวกับจะหยุดนิ่ง

ที่อีกฟากของฝูงชน เจ้าหมาน้อยพลันผุดลุกขึ้น แม้มันจะไม่ห่วงชีวิตโม่หยางมากนัก แต่ก็ตระหนักดีว่าม้วนภาพลิขิตสวรรค์นี้คือกับดักแห่งความตาย หากไม่เรียกหอจักรพรรดิดาราหรือกระดานหมากล้อมบรรพกาลออกมา ย่อมไม่มีทางรอดได้เลย

“ไอ้หน้าจืดบัดซบ! เจ้าอยู่ขั้นเหนือสามัญระดับหก ยังจะเอาสมบัติสังหารเซียนออกมาอีก เจ้ายังจะให้มันสู้ยังไงอีก โม่หยางยังไม่ถึงขั้นราชันยุทธ์เลยนะ!” เจ้าหมาน้อยตะโกนด่าเจียงเสวียนฮวานเสียงลั่น

ทว่ายังไม่ทันจบเรื่อง ก็มีพลังมหาศาลหลายสายถาโถมเข้ามา ร่างคนหลายคนพุ่งลงจากฟ้า

มีหลายคนที่เจ้าหมาน้อยจำได้ชัดเจน เป็นคนของตระกูลมู่! และล้วนเป็นผู้อาวุโสที่แข็งแกร่งทั้งสิ้น

เจียงเสวียนฮวานปรายตามองเจ้าหมาน้อยด้วยสายตาเย็นชา ดูประหนึ่งไม่คิดจะลดตัวไปเถียงกับสุนัข แล้วหันมาจับจ้องโม่หยางอีกครั้ง

บรรยากาศในที่นั้นอึดอัดยิ่งนัก ทุกคนต่างคาดเดาบทสรุปได้

โม่หยางวันนี้... คงหนีไม่พ้นวาระสุดท้ายแน่แล้ว

จบบทที่ บทที่ 170  ม้วนภาพลิขิตสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว