- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 153 ยันต์ (ฟรี)
บทที่ 153 ยันต์ (ฟรี)
บทที่ 153 ยันต์ (ฟรี)
อวี้เหยาชี้ไปยังเรือนหลังหนึ่งในลานเล็กแล้วกล่าวว่า
“พวกเจ้าพักอยู่ที่นั่นเถอะ”
จากนั้นนางหันมาสั่งกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“ตอนนี้ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นผู้อาวุโสคนใดที่ลงมือกับเจ้า ช่วงนี้พยายามอย่าให้ใครเห็นตัวจะดีที่สุด”
นางเหลือบมองเจ้าหมาน้อยที่กำลังเคี้ยวกิ่งของต้นไม้จักรพรรดิอย่างเอร็ดอร่อย ขมวดคิ้วแน่น แล้วหันมามองโม่หยาง
“และอีกอย่าง... ดูหมาของเจ้าให้ดีด้วย!”
เจ้าหมาน้อยโวยทันที
“ธิดาศักดิ์สิทธิ์น้อย! ข้าเป็นสัตว์เทพผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าดิน! การที่เจ้าเห็นข้าไม่คุกเข่าก็ถือว่าผิดมหันต์แล้ว หากยังดูหมิ่นข้าอีก ระวังข้าจะกลืนเจ้าทั้งตัวเสียเลย!”
แม้จะขู่ด้วยน้ำเสียงดุดันเช่นนั้น แต่เจ้าหมาน้อยก็ตัวเล็กน่ารักเกินกว่าจะน่าเกรงขาม แถมยังดูขบขันมากกว่า
อวี้เหยาหัวเราะออกมาอย่างหมั่นไส้ แล้วกวาดมือหนึ่งที ควบคุมพลังตรึงเจ้าหมาน้อยเอาไว้ จากนั้นใช้มือข้างหนึ่งบีบหัวมันแรงๆ แล้วดีดหน้าผากมันเบาๆ หนึ่งที ก่อนจะโยนกลับไปให้โม่หยาง
เจ้าหมาน้อยตะลึงงัน ถูกปฏิบัติเหมือนสัตว์เลี้ยงทั่วไปอย่างหมดรูป ทั้งที่มันเคยถูกจองจำในสุสานเทพโบราณมาถึงห้าร้อยปี!
อวี้เหยาหันมาถามโม่หยาง
“เจ้าหมาตัวนี้กินโอสถวิญญาณอะไรมาหรือ? ทำไมสติปัญญาถึงสูงเช่นนี้?”
โม่หยางหัวเราะ “มันเป็นสัตว์เทพจริง เพียงแค่พลังสูญสิ้นเท่านั้น”
อวี้เหยาเบิกตาโตอย่างตกใจ ในยุคนี้สัตว์เทพแทบจะเป็นเพียงตำนาน นางไม่เคยเห็นของจริงเลยสักครั้ง
เมื่อนางจ้องมันต่อ เจ้าหมาน้อยก็ขนลุกพอง รีบกระโจนขึ้นไปเกาะไหล่โม่หยางแล้วตะโกน
“ธิดาศักดิ์สิทธิ์น้อย เจ้าอย่าคิดล่อลวงข้าเสียให้ยาก เห็นข้าเช่นนี้แต่ข้าเป็นผู้มีหลักการ! ภรรยาพี่น้องแตะต้องมิได้ โม่หยางคือสหายข้า เจ้าอย่าหวังเลย!”
โม่หยางอยากเอาหัวเจ้าหมาตัวนี้โขกกำแพง มันเอาแต่พูดเพ้อเจ้อ!
อวี้เหยานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะง้างมือฟาดอีกครั้ง ตีเจ้าหมาน้อยลอยปลิวไปแขวนอยู่บนกิ่งไม้เทพอย่างน่าอนาถ
“เจ้ามันโหดร้าย ข้าขอแช่งให้เจ้าไม่มีใครเอาทำเมียไปตลอดชาติ!” มันแผดเสียงด่า ก่อนจะโดนฟาดด้วยยันต์อีกครั้ง ถูกไล่ออกจากลานทันที
“…ขืนยังพูดอีก ข้าจะฉีกปากเจ้าทิ้ง!” อวี้เหยาเสียงเย็น
ผ่านไปครู่ใหญ่ เจ้าหมาน้อยค่อยๆ ย่องกลับเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ตอนนี้มันไม่กล้าวิ่งเล่นในยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว เพราะเต็มไปด้วยค่ายกลระดับสูง มันจึงแอบเข้าไปในเรือนของโม่หยางแทน
“เจ้าหนู เมียเจ้าไม่ธรรมดาแน่ ข้ารู้สึกว่าในร่างของนางมีบางอย่างถูกผนึกเอาไว้”
โม่หยางขมวดคิ้ว รู้สึกคลางแคลงใจ
“อาจเป็นแค่เจ้าคิดไปเอง?”
เจ้าหมาน้อยส่ายหน้า “เจ้าอย่าคิดว่าแค่เผ่าเทพเช่นเจ้าถึงจะมีสายเลือดวิเศษ ในเผ่ามนุษย์ก็มีบางคนมีร่างกายพิเศษ บางทีอวี้เหยาของเจ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น นางอาจมีรากวิญญาณฝังอยู่ในตัว”
โม่หยางรู้สึกประหลาดใจ เพราะเขาไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อนเลย
เจ้าหมาน้อยได้โอกาสโชว์ความรู้ มันยืนสองขามือไพล่หลังพลางพึมพำเยี่ยงจอมปราชญ์
“ฟังให้ดี! รากวิญญาณมีสองแบบ แบบหนึ่งคือโดยกำเนิด อีกแบบเกิดจากการบ่มเพาะภายหลัง”
“ผู้ที่มีรากวิญญาณโดยกำเนิด เรียกว่าร่างวิญญาณ บุคคลเช่นนี้จะสามารถรับปราณฟ้าดินได้ดีเยี่ยม ฝึกเร็ว เข้าใจง่าย และพัฒนาได้ไกล”
“ข้าเชื่อว่าเหตุผลที่รากวิญญาณของนางถูกผนึกไว้ ก็เพื่อปกปิดตัวตนกับเสริมความมั่นคงให้กับรากฐานการฝึกยุทธ์ของนาง”
“…เพราะฉะนั้น เจ้าต้องฝึกให้หนัก ไม่งั้นสาวดีๆ แบบนี้จะหลุดมือเอาได้!”
โม่หยางหน้าแทบดำ เขาไม่เคยคิดเรื่องแบบนั้นกับอวี้เหยาเลย แต่เจ้าหมาน้อยพูดซ้ำๆ จนเขาเริ่มรู้สึกแปลกๆ
ก่อนที่มันจะพล่ามต่อ เขาก็คว้ามันโยนใส่หอจักรพรรดิดาราทันที
แล้วเขาจึงนั่งลงปรับสมาธิ ตั้งแต่ก่อนหน้านี้จิตใจเขาไม่สงบเพราะปัญหาเรื่องทะลวงพลัง ทำให้การฝึกฝนชะงัก
ในเวลานี้ เมื่อยังหาวิธีเข้าสู่ขั้นราชันยุทธ์ไม่ได้ เขาจึงหันกลับไปฝึกฝนเคล็ดวิชาให้ลึกซึ้งกว่าเดิม
เวลาผ่านไปหลายวัน
ระหว่างนั้นอวี้เหยาได้นำกระดาษโอสถแผ่นหนึ่งมาให้ เป็นตำรับโอสถโบราณที่ไม่สมบูรณ์ นางบอกว่าหากเติมส่วนที่ขาดได้ และปรุงสำเร็จ อาจช่วยให้โม่หยางก้าวหน้าได้
โม่หยางรู้สึกสนใจ เพราะในวีถีเทพโอสถไม่มีตำรับนี้อยู่เลย ทว่าเมื่อพลิกไปด้านหลังของแผ่นกระดาษ เขากลับพบสิ่งที่ผิดแผกออกไป
มันคือภาพลายเส้นลึกลับ คล้ายกับผังเส้นลมปราณของร่างกายมนุษย์ แต่เมื่อพิจารณาละเอียดกลับพบว่า มันคือยันต์รูปแบบหนึ่ง
เป็นยันต์ที่ลึกล้ำจนบรรยายไม่ถูก แค่จ้องมอง ก็เหมือนมีพลังบางอย่างดึงดูดให้จิตใจตกอยู่ในภวังค์
ในหอจักรพรรดิดาราเคยมีสัญลักษณ์เทพยุคโบราณ แต่ยันต์นี้... แตกต่างโดยสิ้นเชิง
เจ้าหมาน้อยเองก็จ้องดูอยู่นาน จากนั้นก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ สายตามันเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“ไม่น่าเป็นไปได้... หรือว่าเรื่องในตำนานจะเป็นจริง...”
มันพึมพำเบาๆ ด้วยน้ำเสียงคล้ายหวาดหวั่น... แต่ไม่ยอมมองยันต์ใบนั้นอีกเลย.