เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12: ความคิดของบุตรสาว!

บทที่ 12: ความคิดของบุตรสาว!

บทที่ 12: ความคิดของบุตรสาว!


หลินซวนพยักหน้า

รูปแบบรวบรวมวิญญาณในสายตาของเขา ไม่ใช่รูปแบบที่ลึกซึ้ง

เมื่อเห็นสีหน้าความมั่นใจของเฟิงจี้ฟาน ดูเหมือนว่าเขาน่าจะแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอน ดังนั้นก็ปล่อยให้เขาแก้ปัญหาไปก็แล้วกัน

หลังจากได้รับความยินยอมจาก หลินซวน เฟิงจี้ฟ่านก็หันหลังและรีบตรงไปค่ายกลรวบรวมวิญญาณทันที

ในเวลานี้ ค่ายกลรวบรวมวิญญาณ กลิ่นอายที่เดิมรวบรวมไว้ที่ศูนย์กลางกำลังพลุ่งพล่านอย่างไม่เป็นระเบียบ

ดูเหมือนขวดโหลที่เต็มไปด้วยรู ทำให้มีน้ำไหลทะลักออกมาจากทุกรูที่รั่วซึม

“โชคดีที่ข้าพอมีความรู้เกี่ยวกับค่ายกล มิฉะนั้น หากการฝึกฝนวันนี้ของฝ่าบาทถูกยกเลิก ข้าจะต้องถูกลงโทษโดยฝ่าบาทอย่างแน่นอน!”

เฟิงจี้ฟ่านที่คิดในใจ พร้อมกับแผ่พุ่งแก่นแท้ถ่ายพลังเข้าไปด้านในค่ายกล.

เมื่อถ่ายพลังลงไปในตาค่ายกล รูปแบบก็เริ่มทำงานใหม่อีกครั้ง รวบรวมพลังจิตวิญญาณมารวมไว้ที่ใจกลาง.

ด้วยความเข้าใจรูปแบบค่ายกลไม่น้อย ทำให้เขาเริ่มทำการบังคับให้ค่ายกลใช้งานได้อีกครั้ง ด้วยการใช้พลังของตัวเองในการเสริมและหนุน.

ฟู่~

ม่านพลังที่ก่อตัวเหมือนกับฟิล์มขนาดใหญ่ ปกคลุมในพื้นที่รัศมีสองลี้ในทันที.

ค่ายกลรวมวิญญาณเริ่มทำงานอีกครั้งโดยสมบูรณ์.

เด็กสาวทั้งสาม เสวียนจู่,เสวียนซี และ เสวียนหาน ต่างก็กระพริบตาขณะจ้องมองไปยังเฟิงจี้ฟ่าน

หลังจากนั้นไม่นาน เสวียนจู่ที่กำหมัดเล็ก ๆ ของนางไว้ พร้อมกับเอ่ยออกมาว่า "อย่าซ่อม! อย่าซ่อมมัน!"

เสวียนซี และ เสวียนหาน เผยท่าทางคาดหวังออกมาด้วยเช่นกัน "ใช่ อย่าซ่อมมัน!"

มีเพียงแค่เสวียนหยูเท่านั้นที่เอ่ยออกมาว่า“ไม่! ข้าอยากให้ลุงเฟิงซ่อมมัน!”

หลินซวน แสดงท่าทางอยากรู้อยากเห็น จึงเอ่ยสอบถามออกมาว่า "เสวียนจู ทำไมลูกไม่ต้องการให้ซ่อมแซม ค่ายกลรวมวิญญาณล่ะ?"

เสวียนจู,เสวียนซี และ เสวียนหาน เหลือบมองหน้ากัน และพวกนางทั้งหมดก็แสดงสีหน้าเขินอาย.

ท่าทางของพวกนาง ราวกับกลัวว่าจะถูกหลินซวนตำหนิ

หลินซวนเผยยิ้มเล็กน้อย: "โปรดเอ่ยอย่างกล้าหาญ พ่อจะไม่ตำหนิเจ้า"

เสวียนจู่พยักหน้าและเอ่ยออกมาว่า "เสด็จพ่อ การฝึกกระบี่ มันน่าเบื่อเกินไป!"

เสวียนซีเอ่ยเสริม "ใช่ ๆ มันน่าเบื่อจริงๆ!"

เสวียนหาน: "อืม!"

เสวียนหยูวางมือบนสะโพก เอียงศีรษะกล่าวอย่างไม่มั่นใจ: "มันไม่น่าเบื่อเลย การฝึกฝนกระบี่ สนุกที่สุด!"

“เจ้าไม่ชอบฝึกกระบี่รึ?” หลินซวนยังคงถามต่อ

เสวียนจู่ส่ายหน้า: "ไม่ แต่ทุกครั้งที่เราสี่คนต้องฝึกท่าเดียวตลอด มันน่าเบื่อจริง ๆ"

"เป็นเช่นนี้นะเอง." ในที่สุด หลินซวน ก็เข้าใจความคิดของเด็ก ๆ

เนื่องจากการฝึกกระบวนท่ากระบี่ของพวกนางได้รับการสอนโดยตงหวงจื่อโหยว และต้องฝึกฝนซ้ำด้วยตัวเองหากตงหวงจื่อโหยวไม่อยู่.

และเนื่องจากตงหวงจื่อโหยวไม่อยู่ ครูฝึกเองก็สอนได้เพียงไม่กี่กระบวนท่าเท่านั้น.

คิดดูแล้วมันก็น่าเบื่อจริง ๆ

แม้ว่าตงหวงจื่อโหยวจะมีความสามารถ แม้ว่าจะเป็นแผนการง่าย ๆ ให้เด็กหญิงตัวน้อยฝึกฝนตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งหากพวกนางเรียนรู้พวกมันได้ ก็จะได้รับประโยชน์ไม่มีสิ้นสุดเช่นกัน.

อย่างไรก็ตาม สำหรับเด็ก ๆ การทำอะไรซ้ำ ๆ ซาก ๆ ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมาก

ท้ายที่สุดแล้ว สมาธิของพวกนางก็ยังด้อยกว่าผู้ใหญ่

เสวียนหยู เป็นคนที่ชีวิตชีวามากโดยธรรมชาติ สำหรับปีศาจตัวน้อยเช่นนาง ตราบใดที่ยังมีการเล่นขยับร่างกาย นางก็รู้สึกสนุกเสมอ

หลินซวนเผยยิ้มแล้วเอ่ยออกมาว่า: "กระบี่ต้องได้รับการฝึกฝน แต่จากวันนี้เป็นต้นไป พ่อจะอยู่กับพวกเจ้าตลอดไป"

เสวียนจู่และคนอื่น ๆ คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าพวกนางมีเสด็จพ่อไปด้วย ก็ไม่เป็นไร!

“ตกลง เสด็จพ่อพวกเราจะฝึกซ้อมกันต่อ!”

สาวน้อยแสดงท่าทางร่าเริงอีกครั้ง

ปัง!

ขณะที่ หลินซวน กำลังพูดคุยกับเด็ก ๆ ก็มีเสียงระเบิดรุนแรงดังขึ้นอีกแล้ว.

พบว่าแสงสีทองที่ควบแน่นนั้นไม่เสถียรเกิดการปะทุระเบิดขึ้นมาอีกครั้ง.

แสงสีทองที่ระเบิดพุ่งกระแทกเฟิงจี้ฟ่านที่ไม่อาจหลบได้ทัน.

ร่างกายของเขาถูกกระแทกกระเด็นออกมาสิบก้าว.

“ให้ตายเถอะ ล้มเหลว!” เฟิงจี้ฟ่านรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก.

ด้วยฐานบ่มเพาะ วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ เขากลับไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะซ่อมแซมค่ายกลรวบรวมวิญญาณนี้ได้เลย

เวลานี้เขาเริ่มตระหนักได้ ไม่ใช่แค่ฐานบ่มเพาะไม่พอ ความรู้เรื่องค่ายกลของเขาก็ยังไม่พอด้วยเช่นกัน.

ค่ายกลรวบรวมวิญญาณนี้ซับซ้อนกว่าที่เขาคิดไว้.

“ดูเหมือนว่า คงมีเพียงคนที่สร้างมันขึ้นมาเท่านั้น ถึงจะซ่อมได้”

ขณะเฟิงจี้ฟ่านกำลังอธิบายสถานะการณ์ให้กับหลินซวนฟังอยู่นั้น.

ก็ปรากฏลมกรรโชกกลุ่มหนึ่งพัดแรงผ่านมา.

แสงและเงาเลื่อนไหลเป็นประกาย.

ชายชราผมขาวในชุดคลุมสีเทา ก็มายืนอยู่ข้าง ๆ เฟิงจี้ฟ่านแล้ว

“ผู้อาวุโสหรง ท่านอยู่ที่นี่!”

จู่ ๆ เฟิงจี้ฟ่านก็เอ่ยทักทายออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม.

ชายชราผมขาวเป็นผู้สร้างค่ายกลรวบรวมวิญญาณนี้

ปรมาจารย์แห่งค่ายกลสงคราม ปรมาจารย์ค่ายกลประจำวังเสวียนปิง หรงฮุย

หรงฮุยมีชีวิตอยู่มานานกว่า 1,300 ปีแล้ว แม้ว่าการฝึกฝนของเขาจะอยู่ในขอบเขตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

ทว่าเขาก็คือคนที่มีความรู้เรื่องค่ายกลมากที่สุดในเป่ยเสวียนเทียน.

ด้วยความสามารถในการสร้างค่ายกลที่ยอดเยี่ยม กระทั่งจักรพรรดิองค์แรกก็ยังใช้งานเขา.

หลังจากที่จักรพรรดินี ตงหวงจื่อโหยว ขึ้นครองบัลลังก์ นางก็ให้ความสำคัญกับหรงฮุยเป็นอย่างมาก

ค่ายกลรวมวิญญาณที่สร้างพิเศษสำหรับบุตรนาง อีกฝ่ายก็ได้รับความไว้วางใจให้เขามาสร้างขึ้นเป็นการเฉพาะเช่นกัน.

หรงฮุยพยักหน้าไปทางเฟิงจี้ฟาน จากนั้นจ้องมองไปยังค่ายกลรวบรวมวิญญาณ

“ข้าเพิ่งผ่านวังหลังมา พบว่าพลังทางจิตวิญญาณกำลังพลุ่งพล่านขึ้นที่นี่ แต่ข้าไม่ได้คาดคิดเลยว่า จะมีปัญหากับค่ายกลรวบรวมวิญญาณ”

หรงฮุยขมวดคิ้วและพึมพำกับตัวเอง

เฟิงจี้ฟ่านเอ่ยถาม: "ผู้อาวุโสหรง ท่านรู้ไหมว่าทำไมค่ายกลที่นี่ถึงได้วุ่นวายสับสนขึ้นมาทันที."

หรงฮุยมองอย่างระมัดระวังแล้วเอ่ยออกมาว่า: "การสร้างค่ายกลก็เหมือนกับการสร้างบ้าน เมื่อรากฐานไม่มั่นคง ก็มักมีปัญหาเกิดขึ้น"

“ค่ายกลรวบรวมวิญญาณแห่งนี้ เป็นค่ายกลที่ข้าสร้างขึ้นโดยปรับองค์ประกอบธาตุทั้งห้าและดวงดาราเจ็ดดวงให้ผสานกันอย่างลงตัว เพื่อดึงดูดพลังงานทางจิตวิญญาณของสวรรค์และปฐพี”

“การที่เกิดความผิดพลาดเช่นนี้ขึ้น เป็นเพราะว่าพลังห้าธาตุและดาราทั้งเจ็ดเปลี่ยนไป.”

เฟิงจี้ฟ่านที่เผยความประหลาดใจ เอ่ยสอบถามออกมาด้วยความสงสัย “พลังธาตุทั้งห้าและดวงดาราทั้งเจ็ดเปลี่ยนแปลงได้ด้วยรึ?”

"แน่นอน." หรงฮุยพยักหน้า

“ไท่ชิ คือ หยินหยางประกอบด้วยสองด้าน ขัดแย้งกัน และ พึ่งพากัน จนแยกจากกันไม่ได้ หยินหยางก่อกำเนิดฤดูกาลทั้งสี่ ทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา”

“สวรรค์ ปฐพี ห้าธาตุ กลุ่มดาวหมีใหญ่ พวกมันก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเช่นกัน”

หลังจากได้ยินเรื่องดังกล่าว เฟิงจี้ฟ่านที่ครุ่นคิดจากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า“ถ้าเช่นนั้น ตามคำพูดของคนรุ่นก่อน ไม่มีค่ายกลใดที่คงอยู่ชั่วนิรันดรอย่างงั้นรึ?”

“ไม่ได้หมายความเช่นนั้น”หรงฮุ้ยที่นำตราผนึกสีทองทั้งสี่ออกมา.

“ตราผนึกศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่นี้เป็นสมบัติทางจิตวิญญาณ”

“ข้าเคยคิดว่ามันไม่จำเป็น แต่ตอนนี้เพื่อองค์หญิง ข้าจะใช้มัน!”

หลังจากเอ่ยจบ เขาก็ร่ายคาถาเบา ๆ และโยนตราประทับศักดิ์สิทธิ์ทั้งสี่ที่ขยายใหญ่ออกมา พร้อมกับรวมผสานเข้าไปในค่ายกลรวมวิญญาณ.

ทันใดนั้น แสงสีทองก็ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง.

ตราผนึกทั้งสี่ที่กระจายไปยังค่ายกลทั้งสี่ทิศ.

ก็เหมือนกับเสาหลักของบ้านทั้งสี่ที่ยึดค่ายกลรวมวิญญาณไว้ ทว่าเวลานี้มันถูกตรึงให้มั่นคงเป็นอย่างมาก.

เมื่อแสงสีทองเริ่มสลัว กลิ่นอายที่หนาแน่นที่รั่วกระจายออกไปรอบ ๆ ก็ถูกบีบอัดกลับเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยพลังมหาศาล

เมื่อเห็นสิ่งนี้ เฟิงจี้ฟ่านก็อดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจ: "สมควรเป็นสมบัติทางจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ตราผนึกทั้งสี่นั้นทรงพลังมากจริงๆ"

ปัง!

หากแต่เขาเอ่ยยังไม่จบดีด้วยซ้ำ ก็เกิดระเบิดขึ้นทันที.

กลิ่นอายที่บีบอัดกลับเข้ามานั้นวุ่นวายสับสนและยังรุนแรงยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ซะอีก.

หรงฮุยและเฟิงจี้ฟ่านต้องถอยออกมาหลายสิบก้าว จากการถูกผลักด้วยแรงกระแทกอันทรงพลังที่ไหลบ่าออกมา.

“เป็นไปได้ยังไง?” หรงฮุยขมวดคิ้ว

“การปิดกั้นสงวนพลังงานนั้นไม่ได้ดีเท่ากับการกระจาย  ค่ายกลที่เสียหายแล้วการปิดกั้นมีแต่จะทำให้ผลการปิดกั้นแย่ลงกว่าเดิม.”

ในเวลานั้น มีเสียงดังมาจากด้านหลัง ทำให้ดวงตาของหรงฮุยเป็นประกาย

หลินซวนได้พาบุตรสาวทั้งสี่เข้ามายืนอยู่ด้านหลังหรงฮุ่ยและเฟิงจี้ฟ่าน

เขาคิดว่า เฟิงจี้ฟ่านและหรงฮุยจะช่วยจัดการแก้ปัญหานี้ได้.

แต่เวลานี้ดูเหมือนว่าเรื่องง่าย ๆ ที่เขาคิด จะไม่ง่ายสำหรับพวกเขาจริง ๆ.

หรงฮุยรีบหันกลับมา: "ท่าน?"

ฟานจี้ฟ่านแสดงความเคารพ: "เขาคือ ตี้ฟู่!"

“คารวะตี้ฟู่!” หรงฮุยที่แสดงความเคารพ จากนั้นก็เอ่ยออกมาว่า“สิ่งที่ตี้ฟู่เอ่ยเมื่อครู่นี้ โปรดช่วยชี้แนะได้หรือไม่?”

เพียงแค่คำพูดเล็กน้อยจากหลินซวน ทำให้หรงฮุยรู้สึกราวกับว่าได้พบกับผู้เชี่ยวชาญ.

จบบทที่ บทที่ 12: ความคิดของบุตรสาว!

คัดลอกลิงก์แล้ว