เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 9: เก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ เรือข้ามฟากต้าเฉียว

ตอนที่ 9: เก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ เรือข้ามฟากต้าเฉียว

ตอนที่ 9: เก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ เรือข้ามฟากต้าเฉียว


ตอนที่ 9: เก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ เรือข้ามฟากต้าเฉียว

หลังจากฉู่อี้เก็บกวาดสถานที่เกิดเหตุแล้วจึงค้นตัวเหรินเหล่ากับปี้เจิง

ในที่สุด เขาจึงพบตั๋วเงินสิบตำลึงหนึ่งกอง ใบไม้ทองสองสามใบกับตำราลับวิทยายุทธ์สองเล่ม

“วิชาค้างคาวเหล็ก”

“วิชากระบี่ใบไม้ร่วงโรย”

ฉู่อี้นับตั๋วเงินก่อนจะพบว่าจำนวนเงินสดที่กระจัดกระจายในวันนี้อยู่ที่ประมาณเก้าร้อยตำลึง

มีใบไม้ทองรวมทั้งสิ้นห้าใบ พวกมันถูกหลอมโดยยอดฝีมือในเขตที่อยู่ใต้อาณัติของราชันอู่เป็นการส่วนตัว ต่อให้ไม่ถูกหลอมโดยขุนนางก็ยังสามารถนำไปหมุนเวียนได้ ซึ่งหนึ่งใบเทียบเท่าเหรียญเงินหนึ่งร้อยตำลึง

โดยรวมแล้ว ฉู่อี้ได้รับหนึ่งพันสี่ร้อยตำลึงจากการเดินทางในครั้งนี้

เงินจำนวนมหาศาลนี้เพียงพอที่จะซื้อถนนในเมืองหลิงโซ่วซึ่งอยู่ห่างออกไปสามร้อยลี้

ต่อให้เป็นหนึ่งในสามผู้มีอำนาจของโถงคุมกฎ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ต้องพกเงินจำนวนมากติดตัวในวันธรรมดาแบบนี้

ฉู่อี้ครุ่นคิดสักพัก จากนั้นจึงนึกถึงคำพูดของคนแบกไม้คาน ขอแค่จ่ายเงินก็สามารถขึ้นเขาเพื่อร่วมงานเลี้ยงได้

ดังนั้นเงินจำนวนนี้น่าจะเป็นเงินสำรองที่เหรินเหล่าหามาด้วยการพึ่งอำนาจที่อยู่ในมือ

ฉู่อี้อดไม่ได้ที่จะสบถเมื่อคิดถึงตรงนี้

“หาเงินได้มากขนาดนี้ คิดว่าเจ้าตายแล้วจะได้ใช้หรือไง!”

ต้องทราบก่อนว่าแม้แต่ตอนมู่อวิ๋นไห่ยังได้รับการยกเว้นจนมีเงินเดือนที่สูงขึ้นหลังจากกลายเป็นมหาปรมาจารย์ ซึ่งมาตรฐานของมันยังอยู่แค่สามร้อยตำลึงต่อปีเท่านั้น

ฉู่อี้คิดว่าสามร้อยตำลึงไม่สามารถนำไปใช้หมดได้ อีกทั้งยังรู้สึกละอายใจหากเก็บเอาไว้มากเกินไป

สรุปแล้ว รายได้ที่เหรินเหล่าได้รับในหนึ่งวันเทียบเท่ากับของเขาในห้าปี

เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่ามีเพียงหนูตัวใหญ่อย่างเหรินเหล่าเพียงตัวเดียวในโถงคุมกฎ

แม้กระทั่งคนแบกไม้คานยังทราบว่าเหรินเหล่าสามารถซื้อได้ด้วยเงิน จึงไม่มีเหตุผลที่คนอื่นในเขากระบี่ผงาดจะไม่ทราบ

เหตุผลที่ไม่มีการโต้แย้งอาจเป็นเพราะพวกเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

เมื่อคิดเช่นนี้ ฉู่อี้พลันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา

เป็นเรื่องยากนักที่เขาจะจินตนาการได้ว่าคนเหล่านี้ในวัยเด็กใช้ชีวิตสะดวกสบายแค่ไหนที่ได้ใช้จ่ายเงินบนความทุกข์ยากของผู้อื่น

ฉู่อี้เก็บตั๋วเงินกับใบไม้ทองขณะสายตาจับจ้องมายังตำราลับสองเล่ม

เขาคุ้นเคยกับ "วิชากระบี่ใบไม้ร่วงโรย" ซึ่งเหมือนกับ "วิชากระบี่วายุกระจ่าง" ที่เคยฝึกฝน ซึ่งมันรู้จักในชื่อสองวิชากระบี่หลักของเขากระบี่ผงาด

สิ่งที่ต่างกันคือวิชากระบี่วายุกระจ่างเน้นที่ความคล่องตัว ซึ่งปกติจะใช้กับกระบี่ที่สั้นและยืดหยุ่นเพื่อขับเน้นไปที่ “ความเร็ว”

ในทางกลับกัน วิชากระบี่ใบไม้ร่วงโรยถือเป็นขั้วตรงข้ามซึ่งเน้นที่พละกำลังมหาศาลและเหมาะสำหรับกระบี่ที่ยาวและหนักเพื่อขับเน้นไปที่ “ความหนักแน่น”

ส่วนอันสุดท้ายอย่าง "ความแม่นยำ" ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน

ฉู่อี้รู้วิธีฝึกฝนวิชากระบี่ใบไม้ร่วงโรยอยู่แล้ว แต่เพราะกระบวนท่าที่บ้าบิ่นไม่เหมาะกับเขาเท่าไหร่ ทำให้ต้องตัดใจในตอนแรก

แม้ตอนนี้จะมีพลังงานเหลืออยู่บ้าง แต่เขายังไม่พร้อมที่จะหยิบมันขึ้นมาอีกครั้ง

หากไม่ต้องฝืนเกินตัว วิชากระบี่วายุกระจ่างย่อมเกินพอแล้ว

ในทางตรงกันข้าม ฉู่อี้กลับมีความสนใจใน "วิชาค้างคาวเหล็ก" มากกว่า

มันคือวิทยายุทธ์ที่ผสมผสานการเคลื่อนไหวและการป้องกันเข้าด้วยกัน

แต่ในความทรงจำของฉู่อี้ เขากระบี่ผงาดไม่เคยรวบรวมวิทยายุทธ์เช่นนี้

ดังนั้น วิชาค้างคาวเหล็กน่าจะเป็นสิ่งที่เหรินเหล่าเก็บไว้เอง

เขาถือมันไว้ในอ้อมแขนขณะวางแผนการฝึกฝนหลังจากชดเชยข้อบกพร่องเสร็จเรียบร้อย

หลังจากเสร็จสิ้นแล้ว ฉู่อี้จึงมองศพทั้งสองและอยากเผาทิ้งในทันที กระนั้นกลับใคร่ครวญได้ว่าเปลวไฟสามารถดึงดูดผู้คนได้

แบบนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาได้

เขาครุ่นคิดสักพัก จากนั้นจึงหยิบกระบี่ของปี้เจิงขึ้นมาแล้วฟาดฟันใส่ทั้งสองด้วยมืออีกข้าง

ผ่านไปสักพัก รอยกระบี่ที่หลงเหลือจากการสังหารทั้งสองก่อนหน้านี้ของฉู่อี้จึงถูกปกปิดเอาไว้

เขาขุดหลุมขนาดใหญ่แล้วฝังคนกับกระบี่ไปพร้อมกันเหมือนอย่างทุกครั้ง

ในคืนนั้น ฉู่อี้ออกจากช่องทางแม่น้ำพิทักษ์ขุนเขาขณะรีบวิ่งไปยังเรือข้ามฟาก

เรือข้ามฟากต้าเฉียว

มีตลาดกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณนี้ โดยส่วนใหญ่คนในหมู่บ้านใกล้เคียงจะมาซื้อขายของใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงยังมีตลาดสำหรับซื้อปลาโดยเฉพาะ

ในการข้ามฟากแต่ละครั้งจะมีสมาชิกกลุ่มประจำคอยรวบรวมปลาในราคาถูกจากชาวประมงแล้วขนส่งไปยังเมืองหรือหมู่บ้านที่อยู่ไม่ใกล้แม่น้ำเพื่อขาย มันเป็นการผูกขาดธุรกิจขายปลาอย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้ได้รับการอนุมัติโดยปริยายจากเขากระบี่ผงาด ส่วนผู้รับผิดชอบการซื้อขายปลามักเป็นสมาชิกตระกูลอย่างศิษย์ พ่อบ้านและผู้อาวุโสประจำเขากระบี่ผงาด

พวกเขาผู้ได้รับพรจากเขากระบี่ผงาดมักต้องจ่ายเงินให้กับที่นี่เพื่อรับส่วนแบ่งดังกล่าว

ส่วนกลุ่มที่ประจำการที่เรือข้ามฟากต้าเฉียวคือสาขาภายใต้ชื่อ “กลุ่มชิงเฉา” ในเขตเมืองหลิงโซ่ว

ฉู่อี้เดินไปเรือข้ามฟากขณะมองไปตามแม่น้ำ ไม่ช้าจึงพบเรือไม้เก่าหลายลำอยู่ที่ท่า พวกมันถูกปกคลุมด้วยชั้นกันสาดเป็นวงกว้าง ทำให้ยากที่จะเห็นว่ามีอะไรอยู่ข้างใน

หลังจากเข้าไปใกล้ ไม่ช้ากลิ่นดินฉุนจึงเตะจมูกก่อนจะผสานเข้ากับกลิ่นเหงื่อ ปัสสาวะและอุจจาระ

เรือไม้ถูกมักด้วยเชือกกับเสาไม้เพื่อป้องกันไม่ให้ลอยออกไป

ผู้ที่นั่งอยู่บนเสาไม้คือชายร่างจ้ำม่ำผู้มีใบหน้าอวบอิ่มไม่สวมเสื้อผ้า บริเวณช่วงแขนมีรอยสักสีครามคล้ายบุปผา อีกทั้งภายในปากยังมีบางสิ่งคล้ายกับปลาแห้งชิ้นเล็กอยู่ด้วย

ทันทีที่เห็นฉู่อี้ผู้กำลังเข้ามาในสภาพแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูมีฐานะ

ดวงตาของผู้ชายทอประกายก่อนจะพ่นปลาแห้งที่เสียรสชาติออกจากปาก จากนั้นจึงเริ่มเป็นฝ่ายเข้าไปทักทาย

“คุณชาย ท่านอยากเข้าเมืองหรือ?”

ฉู่อี้พยักหน้าขณะมองเรือไม้แล้วเอ่ยคำ "ข้าไม่ชอบร่วมทางกับผู้อื่นเท่าไหร่"

"เรื่องนี้ข้าเข้าใจ"

รอยยิ้มบนใบหน้าของชายร่างจ้ำม่ำยิ่งกว้างขณะแนะนำตัวเอง "ข้าคือผู้ดูแลเรือข้ามฟากต้าเฉียว ท่านจะเรียกข้าว่าเจ้าอ้วนจางก็ได้ ข้าสามารถตอบสนองทุกสิ่งที่คุณชายต้องการได้ ขอเพียงแค่ เหอะเหอะ... จ่ายอย่างเหมาะสม"

เจ้าอ้วนจางลูบนิ้วขณะเอ่ยคำ ความหมายของมันตรงไปตรงมา

ฉู่อี้พยักหน้าพลางสะบัดแขน แล้วเหรียญเงินสองตำลึงจึงทะยานออกจากแขนเสื้อ ก่อนจะตกลงในมือของอีกฝ่ายอย่างมั่นคง

เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ เจ้าอ้วนจางจึงพบว่าฉู่อี้มีพลังภายในซึ่งน่าจะอยู่ขอบเขตสวรรค์ประทานเป็นอย่างน้อย

สีสันแปลกประหลาดใจดวงตาของเขาหายไป แล้วรอยยิ้มบนใบหน้าคล้ายกับจริงใจมากขึ้น

“ข้าพร้อมจ่ายเหรียญเงินไม่อั้น ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้วว่าจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่ามีความสามารถ”

“พูดน่ะมันง่าย พี่ชายของข้าคือศิษย์พี่จางเทียนฮว่าจากสำนักชั้นใน ส่วนลุงของข้าคือพ่อบ้านจางจากสำนักชั้นนอก ท่านสามารถสอบถามเกี่ยวกับชื่อตระกูลจางได้” เจ้าอ้วนจางมีสีหน้าภาคภูมิขณะมองซ้ายขวาแล้วเอ่ยคำอย่างแผ่วเบา "คุณชายคงยังไม่ทราบ ที่ฉู่อี้เป็นที่ต้องการทั้งนอกและในเขตเป็นเพราะฝีมือโดยพวกข้าเช่นกัน"

หืม?

เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของฉู่อี้ก็เริ่มแปลกประหลาด

เจ้าอ้วนจางคิดว่าอีกฝ่ายไม่เชื่อ เขาจึงเอ่ยคำอย่างจริงจัง "คุณชายคิดดูสิ ฉู่อี้ที่เสียแขนไปแล้วจะว่ายน้ำออกไปเองได้อย่างไร? หมายความว่าต้องมีบางตระกูลรับเงินเพื่อพาเขาออกไปแน่”

“มีเหตุผล” ฉู่อี้พยักหน้าแล้วเสริมคำ “หากคนแขนขาดลงน้ำแล้วยังไม่จม แสดงว่าฝีมือต้องร้ายกาจไม่เบา”

เจ้าอ้วนจางเผยสีหน้ายินดีหลังจากอีกฝ่ายเห็นพ้องด้วย

“คุณชายช่างสายตาเฉียบแหลมนัก เช่นนั้นข้าจะไม่ปกปิดท่านเช่นกัน อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ หากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านพบเจอใครที่แขนขาดหรือแขนผิดรูปผิดร่างก็สามารถจับมัดขึ้นเขาเพื่อแลกเป็นเหรียญเงินตำลึงได้ นี่คือความมั่งคั่งที่สวรรค์ประทานให้”

ฉู่อี้ตกตะลึง คาดไม่ถึงว่าเขากระบี่ผงาดจะทุ่มเทกับการตามหาเขามากขนาดนี้

หากไม่ใช่เพราะ "เคล็ดน้ำพุวิญญาณเขาหิมะ" ที่ซ่อมแซมแขนที่ขาดให้ เกรงว่าแม้จะหลบหนีออกจากเขากระบี่ผงาดได้เพราะโชคช่วย เขาก็ไม่สามารถหลบหนีจากกับดักดังกล่าวได้

จบบทที่ ตอนที่ 9: เก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ เรือข้ามฟากต้าเฉียว

คัดลอกลิงก์แล้ว