เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 142 กล้าเหิมเกริมต่อหน้าโคตรตระกูลเจ้า

ตอนที่ 142 กล้าเหิมเกริมต่อหน้าโคตรตระกูลเจ้า

ตอนที่ 142 กล้าเหิมเกริมต่อหน้าโคตรตระกูลเจ้า


ยังไม่ทันขาดคำ กระบี่วายุซึ่งควบกลั่นรวมตัวขึ้นจากสายลมพลันปรากฏขึ้นในฝ่ามือของจูเฉวี่ยก่อนจะพุ่งทะยานตรงเข้าหาเกอซีอย่างไร้ปรานี

การลงมือครานี้ จูเฉวี่ยทุ่มเทแรงพลังทั้งหมดอย่างมิอาจถอยกลับ นางขอสาบานว่าแม้ต้องแลกด้วยทั้งชีวิต แม้ต้องถูกนายท่านตำหนิโทษทัณฑ์ นางก็จะต้องเด็ดศีรษะหญิงแพศยาผู้นี้ออกมาให้ได้ !

“จูเฉวี่ย อย่า---- ! !” ไป๋หู่อุทานลั่น ม่านปราการปกป้องหลอมรวมตัวเข้าโอบล้อมร่างของเกอซีในทันที ทว่าจูเฉวี่ยนั้นอยู่ในระยะประชิดยิ่งกว่า ไม่ต้องใช้หัวคิดให้เปลืองสมองก็รู้ว่าทุกอย่างสายเกินไปเสียแล้ว สีหน้าของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนด้วยอับจนปัญญา

กระบี่วายุอันเอิบอาบด้วยอายรัศมีแห่งการเข่นฆ่าแทรกผ่านอากาศพุ่งทะยานตรงเข้าหาเกอซี

ก้อนกรวดเม็ดทรายถูกแรงลมกวาดปะทะลอยปลิวไปในอากาศ ฝุ่นผงเม็ดดินฟุ้งตลบคละคลุ้งกระจัดกระจาย

เกอซียืนนิ่งจับจ้องกระบี่วายุอันคมกริบที่กำลังพุ่งตรงเข้าหา หญิงสาวไม่มีทีท่าจะถอยหนี ทั้งไม่มีทีท่าจะหลีกหลบ หากแต่กลับกัน มุมปากของนางค่อย ๆ ยกขยักขึ้นเป็นรอยแย้มยิ้มด้วยความเย้ยหยัน

เมื่อกระบี่วายุเข้าตรงประชิดกาย เกอซีเพียงขยับมือยกขึ้น แผงแส้กระดูกสีขาวเกลี้ยงพลันปรากฏขึ้นในกำมือโดยไม่อาจมีผู้ใดรู้ได้ว่าด้ามแส้ชิ้นนี้เข้ามาอยู่ในมือของนางตั้งแต่เมื่อไร

แส้กระดูกขาวถูกยกขึ้นอย่างเชื่องช้า และแค่เพียงเสี้ยววินาทีประกายแปลบปลาบสีทองเจือฟ้าจาง ๆ พลันปรากฏขึ้นเมื่อมันถูกสะบัดเข้าใส่กระบี่วายุ อาวุธทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรงก่อนที่แส้กระดูกขาวจะบั่นกระบี่วายุขาดเป็นสองท่อนเพียงชั่วพริบตา

กระบี่วายุพุ่งเฉียดผ่านร่างหญิงสาวปลายผมเส้นดำสนิทสะบัดปลิวไปตามแรงลมก่อนด้ามกระบี่นั้นจะลับหายไปจากคลองสายตาอย่างไม่เหลือร่องรอย เกอซีผู้ยืนตระหง่านอย่างไร้รอยขีดข่วนท่ามกลางแรงลมกรรโชกขยักยิ้มเยาะให้จูเฉวี่ย

ไป๋หู่อ้าปากค้างด้วยความอัศจรรย์ใจ ทั่วใบหน้าฉาบทาไปด้วยความตกตะลึงงงงัน

ผิวพรรณขาวละเอียดเนียนราวหิมะ ดวงตาเจิดจรัสเป็นประกายดุจอัญมณี ดวงหน้าชดช้อยงดงาม คือสตรีผู้ยืนตระหง่านอย่างสง่างามภายใต้แสงตะวันที่สาดฉายประดุจเทพธิดาผู้เยื้องย่างลงมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า

ร่างของนางไร้สิ้นพลังกระแสปราณอย่างแท้จริง ทว่าไป๋หู่ย่อมสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้อบอวลไปด้วยอายพลังปราณที่ถูกผลักดันออกมา

อีกทั้งตัวเขาเองยังไม่เคยพบเจอคลื่นพลังซึ่งมีลักษณะเช่นนี้มาก่อน พลังที่สัมผัสรู้ได้นั้น หาใช่พลังปราณซึ่งมีฐานพลังมาจากธาตุทอง ธาตุไม้ ธาตุน้ำ ธาตุไฟ หรือธาตุดินอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งยังมิอาจบ่งชี้ได้ว่านี้คือขุมพลังอันเกิดจากฐานพลังปราณซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป นี่มัน….เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ?

แท้จริงแล้วน่าหลานเกอซีคือผู้มีพลังยุทธหรือไม่กันแน่ ?

ขณะที่ไป๋หู่ยังตกอยู่ในภวังค์แห่งความตื่นตะลึง จูเฉวี่ยสะบัดศีรษะของตนอย่างแรงเพื่อเรียกสติกลับคืนมา สีหน้าของนางบิดเบ้ในทันที ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำราวสีเลือด สายตาคู่นั้นถลึงจ้องใส่เกอซีด้วยใคร่อยากตรงเข้าทึ้งฉีกร่างของอีกฝ่ายเป็นชิ้น ๆ “เป็นเจ้า เป็นเจ้าที่ขโมยพลังของข้า ! สารเลว เจ้าดูดพลังข้าไปใช่ไหม ? คืนพลังมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ! !”

แววตาที่เกอซีจ้องมองจูเฉวี่ยนั้นเย็นชาประดุจน้ำแข็ง สายตาแห่งความเย้ยหยันเผยผ่านพร้อมน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ย “อา เข้าใจแล้ว พลังยุทธของเจ้าลดระดับลงจากปราณขั้นที่สี่ ปฐพีสะท้านสะเทือน เหลือเพียงขั้นที่สาม พลิกผันอเวจี มิน่าเล่ากระบี่วายุของเจ้าจึงเป็นแค่เพียงสายลมเย็นที่ไร้แรงพลัง”

ยิ่งได้ฟัง จูเฉวี่ยก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง นางกระโจนร่างพุ่งเข้าหาเกอซีราวกับคนเสียสติ “น่าหลานเกอซี เจ้าขโมยพลังวัตรของข้า เจ้าต้องตาย ! ! แม้พลังของข้าจะเหลือแค่เพียงขั้นพลิกผันอเวจีระดับกลาง ข้าก็ปลิดชีพเจ้าได้ ! ข้าจะเฉือนร่างเจ้าออกเป็นพัน ๆ ชิ้น ! !”

ขณะปากร่ำร้องตะโกน จูเฉวี่ยก็คว้าผงพิษที่นางเป็นผู้ปรุงเองกับมือสะบัดใส่ร่างของเกอซีอย่างไร้ความปรานี

พึงทราบว่า ผงพิษชนิดนี้นางปรุงไว้ตั้งแต่ครั้งที่นางยังเป็นผู้เยี่ยมยุทธขั้นปฐพีสะท้านสะเทือน เช่นนั้น แม้จะเป็นยอดฝีมือซึ่งมีพลังฝีมือระดับเดียวกันก็ยังต้องถึงความหวาดผวาตื่นกลัวเมื่อต้องเผชิญกับผงพิษชนิดนี้

แล้วน่าหลานเกอซีเล่า ? นางคือผู้ที่เพิ่งสามารถเลื่อนขั้นพลังยุทธเข้าสู่ขั้นเมล็ดพันธุ์เพาะบ่มเมื่อไม่นานมานี้ นางจะต้านทานแรงพิษชนิดนี้ได้อย่างไร ?

เพียงผงพิษสัมผัสต้องผิวกายของผู้ใด เนื้อผิวของคนผู้นั้นจะเปื่อยยุ่ยแสบคันไปทั่วทุกตารางนิ้ว พิษจะตรงเข้ากัดกร่อนกลืนกินอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้งกระทั่งร่างของคนผู้นั้นส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้งราวกับซากซพ เศษชิ้นกระดูกทั่วร่างถูกกัดเซาะจนแห้งเหือด เนื้อหนังทั่วกายถูกย่อยสลายกลายเป็นของเหลว

น่าหลานเกอซี เจ้ารนหาที่เอง เมื่อเจ้ากล้าลงมือทำร้ายข้า แม้ข้าไม่อาจฉีกร่างเจ้าเป็นชิ้น ๆ ข้าก็จะหักกระดูกกัดกร่อนร่างของเจ้าให้กลายเป็นซากศพที่เหลือแค่เพียงเศษเถ้า ! เช่นนี้เท่านั้นจึงจะสาสมกับความชิงชังที่อัดแน่นภายในใจข้า ! !

ทันทีที่ผงพิษแพร่กระจาย เกอซีก็ได้กลิ่นเหม็นคลุ้งฟุ้งไปทั่วทั้งบรรยากาศ

มุมปากของนางขยักยกรอยยิ้มแห่งความเหน็บหนาว ขณะที่น้ำเสียงแห่งความเยาะหยันเปรยขึ้น “มิคิดเลยว่า เจ้าจะกล้าแสดงฝีมือการใช้พิษต่อหน้าโคตรตะกูลของเจ้า เสมือนเจ้ากล้ามาแสดงฝีมือการใช้ขวานถึงประตูเรือนปรมาจารย์หลู่ปัง*โดยแท้  เจ้าประเมินความสามารถของตนเองสูงส่งเลิศเลอเกินไปแล้ว”

*ปรมาจารย์หลู่ปัง คือยอดปรมาจารย์นักประดิษฐ์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการใช้ขวาน และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ ที่น่าอัศจรรย์ ทั้งนกพยนต์ซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากลำไผ่แต่สามารถบินได้จริงตลอดสามวันสามคืนโดยไม่ร่วงตกลงมา กระทั่งต่อมาเขาได้เข้ารับราชการ และสร้างสิ่งประดิษฐ์์ ทั้งรถม้าที่สามารถขับเคลื่อนไปได้โดยอัตโนมัติ บันไดปีนกำแพงเมืองจีน หอกตะขอสับที่ใช้ในการรบทางน้ำ และอื่น ๆ อีกมากมาย จนมีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับนับถือจากชาวจีนทั่วประเทศ จะมีผู้ใดชำนาญการใช้ขวาน และงานประดิษฐ์สิ่งของจากไม้มากไปกว่าปรมาจารย์หลู่ปังเป็นไม่มี

ดังนั้น คำกล่าวที่ว่า กล้ามาแสดงฝีมือการใช้ขวานถึงหน้าบ้านปรมาจารย์หลู่ปัง ก็เหมือนสอนจรเข้ว่ายน้ำ ขายหน้าโดยแท้

***จบตอน กล้าเหิมเกริมต่อหน้าโคตรตระกูลเจ้า***

จบบทที่ ตอนที่ 142 กล้าเหิมเกริมต่อหน้าโคตรตระกูลเจ้า

คัดลอกลิงก์แล้ว