- หน้าแรก
- พรสวรรค์ทั่วหล้า ข้าขอก็แล้วกัน!
- บทที่ 80: การจู่โจม (ฟรี)
บทที่ 80: การจู่โจม (ฟรี)
บทที่ 80: การจู่โจม (ฟรี)
บทที่ 80: การจู่โจม
"พี่ใหญ่เตา ไอ้หนุ่มที่ชื่ออวี๋เฟยนั่นยังอยู่บนเนินสูงทางนั้น พวกเราจับตาดูอยู่ตลอดครับ!"
พี่จงทำหน้าประจบประแจง เจ้าลิงเดินตามหลังเขา ก้มหน้าไม่กล้าพูดอะไร
ไม่รู้ทำไม เจ้าลิงรู้สึกว่าพี่ใหญ่เตาตรงหน้าราวกับอสูรร้ายกินคน ดูเหมือนว่าจะสามารถอ้าปากกว้างกลืนกินเขาได้ทุกเมื่อ นี่คือสาเหตุของความไม่สบายใจในใจของเขา
เด็กหนุ่มคนนั้นคงจะโชคร้ายแล้ว เจ้าลิงคิดในใจ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะต้องเจอกับอะไร แต่ก็คงจะไม่มีผลลัพธ์ที่ดี เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจของเขาก็รู้สึกผิดอยู่บ้าง
กังเตาพูดอย่างสะใจ "ไม่เลว พวกแกสองคนรออยู่ที่นี่ เรื่องวันนี้จบแล้ว รางวัลคนละแสน!"
เมื่อได้ยินว่าหนึ่งแสน เจ้าลิงก็เงยหน้าขึ้นอย่างประหลาดใจ สำหรับเขาแล้วนี่คือเงินก้อนโต ความรู้สึกผิดในใจก็พลันสลายไปในอากาศ
พี่จงกับเจ้าลิงก้มหน้าสบตากัน ต่างก็พบรอยยิ้มที่ซ่อนไม่มิดบนใบหน้าของอีกฝ่าย
พี่จงรีบตบอกแสดงความภักดี:
"ได้ครับ พี่ใหญ่ ต่อไปนี้ชีวิตเน่าๆ ของพวกเราสองคนก็มอบให้พี่ใหญ่แล้ว ท่านพูดอะไรพวกเราก็ทำอย่างนั้น ไม่มีคำพูดที่สองแน่นอน"
ในใจของเหล่าเฉียนรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง อาหารจานหลักและเครื่องเคียงในครั้งนี้ครบถ้วนแล้ว ที่สำคัญคือมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ได้ลิ้มรส มันช่างดีเหลือเกิน ครั้งที่แล้วเจ้ากวงไอ้คนโชคร้ายนั่น เลือดวิญญาณที่คั้นออกมาเจ็ดคนแบ่งกัน แทบจะไม่พอใช้เลย
"ครั้งนี้..." เหล่าเฉียนมองไปยังเงาร่างที่เลือนรางบนเนินสูงอย่างละโมบ นี่คืออัจฉริยะที่แท้จริง ผู้ที่โดดเด่นในหมู่นักเรียนหลายหมื่นคนในอำเภอหนึ่ง เมื่อก่อนตอนที่อยู่ในเมืองหลวงเทวะ ของดีระดับสูงแบบนี้ไม่เคยตกมาถึงมือพวกเขา
เหล่าเฉียนมองดูกังเตาที่คลั่งไคล้ ในใจก็แวบความคิดหนึ่งขึ้นมา
"ถ้าหากว่ามีเพียงแค่ตัวเองคนเดียวที่ได้ลิ้มรส...ช่างเถอะ ตอนนี้ขาดคนมากเกินไปแล้ว ไอ้โรคจิตกังเตานี่ก็ไม่ใช่ว่าจะยั่วโมโหได้ง่ายๆ"
กังเตาอดไม่ได้ที่จะหยิบมีดสั้นออกมา คราบเลือดเก่าๆ ชุ่มด้ามจับ กลิ่นเหม็นคาวโชยออกมาแผ่วๆ
เสียงของเขาบ้าคลั่ง "เหล่าเฉียน นายจะลงมือหรือฉันจะลงมือ" กังเตาอดใจไม่ไหว
เหล่าเฉียนเลียริมฝีปาก ใบหน้าแดงก่ำ "นายลงมือเถอะ ฉันจะดูอยู่ที่นี่ เผื่อไว้ก่อน" อันที่จริงแล้วเขากลัวว่าของใช้แล้วทิ้งสองคนข้างๆ จะตกใจหนีไป แม้จะหนีไม่พ้นฝ่ามือของเขา แต่ก็อาจจะสร้างความยุ่งยากอยู่บ้าง
...
อวี๋เฟยที่กำลังจมอยู่ในโลกภายในของตัวเอง ทันใดนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา จากนั้นความรู้สึกเย็นเยียบสายหนึ่งก็ลอยขึ้นมาในใจ
"นี่มัน..."
อวี๋เฟยคิดถึงเหตุการณ์ที่เคยเจอในการแข่งขันวิถีนักสู้อำเภอ T ขึ้นมาทันที หันไปมอง ก็เห็นข้างรถ SUV คันหนึ่งที่อยู่ไกลๆ มีเงาร่างคนสองสามคนยืนอยู่ลางๆ
"สมาชิกลัทธิชั่วร้าย!"
ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกันทำให้เขานึกถึงที่มาของอีกฝ่าย อวี๋เฟยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย หยิบมือถือออกมาส่งตำแหน่งให้เหยียนไห่ พร้อมกับข้อความหนึ่งข้อความ
"อาจารย์ครับ ผมเจอพวกสมาชิกลัทธิชั่วร้าย"
ติ๊ง...
เหยียนไห่แทบจะตอบข้อความกลับมาในทันที
"หนี! ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้"
หนีเหรอ? ก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว แต่ว่า ไม่ทันแล้ว
อวี๋เฟยประเมินอีกฝ่ายต่ำเกินไป หรือจะบอกว่าเขาประเมินนักสู้ระดับสามขอบเขตต่ำเกินไป
กังเตาระเบิดพลังปราณโลหิตทั่วทั้งร่าง พลังโลหิตสีแดงฉานปกคลุมทั่วทั้งตัว พุ่งเข้าหาอวี๋เฟยอย่างสุดกำลัง
ภายใต้การเสริมพลังของความสามารถในการตอบสนองของระบบประสาทเจ็ดเท่า ความเร็วของกังเตาในสายตาของเขาช้าลงไปไม่น้อย ราวกับคนธรรมดาที่วิ่งอย่างรวดเร็ว
อวี๋เฟยวิเคราะห์เล็กน้อย ความเร็วในการระเบิดพลังของเขานั้นเร็วกว่าอีกฝ่ายเล็กน้อย แต่ก็เร็วไม่มากนัก อีกฝ่ายมีพลังปราณโลหิตที่หนาแน่น หากไล่ตามกันไปจนสุดท้ายพลังปราณโลหิตของเขาหมดสิ้นก็จะสูญเสียความสามารถในการต่อต้าน และในเวลานี้ เหยียนไห่ก็อาจจะมาไม่ทัน
พลังปราณโลหิตของเขาคือสามเท่าของคนในระดับเดียวกัน หากว่ากันตามความหนาแน่นของพลังปราณโลหิตแล้ว ก็ไม่ด้อยไปกว่านักสู้ระดับสองขอบเขตทั่วไป บวกกับพลังเทวะสารพัดนึกระดับสมบูรณ์แบบ ความเร็วในการตอบสนองของระบบประสาทที่สูงเป็นพิเศษ เขาก็พอมีพลังที่จะสู้ได้
ที่สำคัญกว่านั้น ในมือของเขามีดาบบัวเขียว!
นี่คือกระบี่คมที่ได้รับการเสริมพลังจากปรมาจารย์ ในขอบเขตขัดเกลาร่างกายไม่มีใครสามารถต้านทานความคมของมันได้
อวี๋เฟยชักดาบออกจากฝัก มือขวากำดาบชี้ลงพื้นอย่างเฉียงๆ กลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ
หานชิวไป๋มองดูท่าทางของอวี๋เฟย อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ในบรรดาอาวุธเย็น เธอเชี่ยวชาญวิชาดาบเป็นหลัก แม้จะยังไม่บรรลุถึงยอดมงกุฎแห่งวิถีดาบอย่างเจตจำนงแห่งดาบ แต่ก็เรียกได้ว่าวิชาดาบนั้นเชี่ยวชาญอย่างยิ่ง
จากท่าทางการกำดาบและโคจรดาบของอวี๋เฟย เธอมองปราดเดียวก็ตัดสินได้ว่าว่าที่ผู้ถูกเลือกแห่งสวรรค์คนนี้ไม่เคยเรียนวิชาดาบมาก่อนเลย แม้ว่าท่าทางจะหล่อมาก แต่เมื่อศัตรูตัวฉกาจอยู่ตรงหน้า หล่อแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร สู้เลือกใช้พลังเทวะสารพัดนึกยังจะดีกว่า นี่คือมาตรฐานของผู้ถูกเลือกแห่งสวรรค์ อีกฝ่ายมีพลังขนาดนั้น
พวกขยะสมาคมแห่งแสงสว่างกลุ่มนี้แม้ขอบเขตจะสูง แต่ทักษะยุทธ์กลับอ่อนแอมาก ในบรรดาอำนาจมืดมากมาย ถือเป็นหมูในอวยที่จัดการได้ง่ายที่สุดในขอบเขตเดียวกัน
หานชิวไป๋ตัดสินว่า หากอวี๋เฟยสามารถเอาชนะความกลัวในใจได้ ใช้พลังเทวะสารพัดนึกต่อสู้กับศัตรู แม้ว่าอีกฝ่ายจะมาพร้อมกันสองคน ก็ไม่สามารถเอาชนะเขาได้ในชั่วครู่ชั่วยาม แบบนี้ก็จะสามารถยื้อเวลาจนกำลังเสริมมาถึงได้
เธอเห็นท่าทางส่งข้อความของอวี๋เฟย ต้องบอกเลยว่าความสามารถในการรับรู้อันตรายของพ่อหนุ่มหล่อคนนี้แข็งแกร่งมาก
"ช่างเถอะ รอจนพ่อหนุ่มหล่อเจอวิกฤตความเป็นความตายแล้วค่อยลงมือช่วยอีกฝ่ายแล้วกัน แบบนี้จะสามารถสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อย่างไรเสียก็เป็นนักสู้ระดับผู้ถูกเลือกแห่งสวรรค์คนหนึ่ง ศักยภาพในการพัฒนาในอนาคตแข็งแกร่งมาก ถือว่าสร้างบุญคุณไว้แล้วกัน และในฐานะผู้มีพระคุณช่วยชีวิต การจะหลอกล่อให้อีกฝ่ายเลือกมหาวิทยาลัยอวี้ชิงในอนาคตก็จะง่ายขึ้น"
หานชิวไป๋คิดในใจ และเตรียมพร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ ขยะจากสมาคมแห่งแสงสว่างระดับขอบเขตขัดเกลาร่างกายเพียงสองคน สำหรับเธอแล้วง่ายเหมือนปอกกล้วย
"ตูม!"
กังเตาร่อนลงตรงหน้าอวี๋เฟยห่างออกไปห้าเมตร พลังที่แข็งแกร่งกระแทกพื้นจนเกิดเป็นหลุมดิน เศษหญ้ากระเด็นไปทั่ว
อวี๋เฟยรู้สึกว่ามันแปลกๆ ความเร็วในการตอบสนองของระบบประสาทที่เหนือกว่าคนทั่วไปทำให้เขาตัดสินได้ว่าพลังปราณโลหิตของศัตรูตรงหน้านี้แข็งแกร่งมาก แม้จะไม่เท่ากับเหยียนไห่ แต่ก็เหนือกว่าอาจารย์สอนวิถีนักสู้ระดับสองขอบเขตของโรงเรียน ขอบเขตน่าจะเป็นระดับสามขอบเขต
แต่อีกฝ่ายกลับควบคุมพลังได้แย่มาก แย่ถึงขนาดไหนน่ะเหรอ? อวี๋เฟยรู้สึกว่าทักษะยุทธ์ของอีกฝ่ายกระทั่งยังไม่แข็งแกร่งเท่าเย่เฟิงด้วยซ้ำ
"พลังปราณโลหิตระดับสามขอบเขต แต่ทักษะยุทธ์ระดับหนึ่งขอบเขต?"
อวี๋เฟยครุ่นคิดในใจ ตอนที่อีกฝ่ายลงสู่พื้นพลังก็กระจัดกระจาย สามารถกระแทกพื้นจนเกิดเป็นหลุมบ่อได้อย่างง่ายดาย แต่นี่กลับแสดงให้เห็นว่ารากฐานของอีกฝ่ายอ่อนแอ ระหว่างการเคลื่อนไหวพลังแทบจะควบคุมไม่อยู่แล้ว
"เช่นนี้แล้ว ก็พอจะเอาชนะได้อย่างฉิวเฉียด!"
กังเตาชักมีดสั้นออกมา แล้วควงเล่นในมือ
"เหอะๆ ...เหอะๆ ...อ่าฮ่าๆ ..."
เมื่อมองดูอาหารที่หอมหวานตรงหน้า กังเตาก็กดความรู้สึกสะใจในใจไว้ไม่อยู่ เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งไม่หยุด
หนีตายมาจากเมืองหลวงเทวะตลอดทาง เก้าตายหนึ่งรอด ในที่สุดก็มาถึงเมือง Y อย่างยากลำบากกลับเกือบจะโดนไอ้โรคจิตกุหลาบนั่นแขวนไว้บนไม้กางเขน ในที่สุดก็มาถึงอำเภอ T แต่ไอ้หมาตี๋อวิ้นเหลียงนั่นกลับให้พวกเขาซุ่มซ่อน ให้พวกเขาหลบซ่อนตัว
บ้าเอ๊ย!
ให้ไอ้หมาตี๋อวิ้นเหลียงนั่นหลบซ่อนตัวไปเถอะ อำเภอ T ที่เล็กเท่าขี้มดนี่จะมีอันตรายอะไรได้?
กังเตาอดใจไม่ไหวที่จะได้ลิ้มรสความกลัว เขาชอบทรมานเจ้าพวกน่ารักเหล่านี้ ฟังเสียงกรีดร้องโหยหวนของพวกเขา
"เหอะๆ ...อวี๋เฟยคือ..."
"แกหัวเราะหาพ่อมึงเหรอ? ไอ้ขยะลัทธิชั่วร้าย! ออกจากบ้านลืมกินยาเหรอ?"
อวี๋เฟยยกดาบชี้ไปที่อีกฝ่าย ขัดจังหวะคำพูดของอีกฝ่าย เจ้าสิ่งนี้ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นคนบ้า อยากจะเอาชนะ ต้องทำให้อีกฝ่ายคลั่ง
หานชิวไป๋ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดแทบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ พ่อหนุ่มหล่อคนนี้กล้าหาญจริงๆ และก็หล่อจริงๆ แต่เธอรู้สึกว่าบางครั้งการยั่วโมโหหมาบ้าก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่