เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เล่ม 1 ตอนที่ 66 พิชิตสวรรค์ ตอนที่ 3

เล่ม 1 ตอนที่ 66 พิชิตสวรรค์ ตอนที่ 3

เล่ม 1 ตอนที่ 66 พิชิตสวรรค์ ตอนที่ 3


* นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Novel Kingdom (หจก.โนเวล คิงด้อม) *

**ไม่อนุญาตให้ดัดแปลง แก้ไขหรือเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนทาง หจก. จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด**

โซ่หนาที่ขดเป็นวงอยู่รอบ ๆ หลังคาโดมห้อยลงมาแขวนอยู่ที่หัวมังกรขนาดใหญ่ หัวสีดำเข้มที่ปกคลุมไปด้วยหนามจำนวนมากนั้นดูน่าขนลุก แม้มันจะเป็นอสูรที่ไร้ชีวิต แต่มังกรตัวนี้ก็ดูเหมือนตายไปเมื่อนานมาแล้ว มันไม่เหมือนกับตัวอื่น ๆ ในสายพันธุ์เดียวกันเนื่องจากดวงตาของมันมีขนาดที่แตกต่างกันมากกว่า 10 ดวง และในปากที่บิดเบี้ยวนั้นมีเขี้ยวนับร้อย ริชาร์ดรู้ตั้งแต่แรกเห็นเลยว่านี่ไม่ใช่มังกรธรรมดาแต่เป็นมังกรจากอบิส เมื่อดูจากขนาดและพละกำลังของมันแล้ว มีเพียงมังกรเก่าแก่ดั้งเดิมที่เขาเคยได้ยินเรื่องเล่าเท่านั้นที่เปรียบเทียบกับมันได้

การสังหารมังกรแห่งอบิสดารามอร์นับเป็นความสำเร็จที่ดีที่สุดของจักรพรรดิชาร์ล ผู้ก่อสร้างสหพันธ์ศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ยังเกี่ยวโยงถึงความสำเร็จทางการทหารที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจากการรุกรานของมนุษย์บนเพลนอบิส เมื่อสมัยที่จักรพรรดิชาร์ลเป็นผู้นำ เขาได้รวบรวมกองทัพที่แข็งแกร่งกว่า 1,000,000 คนจากหลายสิบเพลน เพื่อให้ช่วยเขาล้มล้างอำนาจในอบิส ต้องใช้เวลากว่า 1 เดือน กองทหารกองหลักซึ่งมีทหารเข้าร่วมมากกว่า 30,000,000 คนจึงเข้าสู่อบิสได้สำเร็จ นักรบผู้กล้ามากมายได้สละชีวิตของตัวเองเพื่อให้จักรพรรดิและแม่ทัพที่ดีที่สุดจำนวน 7 คนของเขามีโอกาสต่อสู้จนถึงแกนกลางหลักของอบิส ซึ่งนั่นเป็นสถานที่ที่พวกเขาฆ่ามังกรได้สำเร็จด้วยการโจมตีครั้งเดียว หลังจากนั้นพวกเขาก็นำหัวของมันกลับมาที่นัวแลนด์ ซึ่งตอนนี้หัวนั้นได้ถูกแขวนไว้ที่ประตูแห่งเฟาสต์แล้วเพื่อเป็นหลักฐานของพลังที่เหนือกว่าและไม่มีใครเอาชนะได้ของพวกเขา

 

จักรพรรดิชาร์ลเสียชีวิตลงหลังจากการต่อสู้ครั้งนั้นเพียงปีเดียว ทว่าหัวของดารามอร์ได้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น  มันถือเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณสำหรับมนุษย์ ตราบใดที่พวกเขาครอบครองเมืองแห่งตำนานทั้งหลายอยู่ ลูกหลานที่กล้าหาญของแต่ละรุ่นจะออกไปสำรวจความลึกของเพลนนับไม่ถ้วนเพื่อหลอมมรดกของตนเองขึ้นมา

 

ด้านหลังของโค้งขนาดใหญ่คือถนนที่ทอดยาวขึ้นสู่เมืองหลวงที่มีชื่อเสียงและสวยงามซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา และด้านหลังของภูเขาที่ไม่สม่ำเสมอสีเขียวขจีนั้นเป็นเมืองสีทองสว่าง แสงแดดที่ส่องลงมากระทบอย่างแผ่วเบาช่วยขับเน้นการตกแต่งที่งดงามของทุกส่วนที่มองเห็นได้ของเมือง ทั้งหลังคา กำแพง หรือแม้แต่ถนนก็ดูไร้มลทิน ทั้งหมดนี้เมื่อมองรวมกันแล้วช่างดูสวยงามราวกับดินแดนมหัศจรรย์

 

หมู่เกาะลอยฟ้าที่มีขนาดแตกต่างกันล้วนเคลื่อนไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าบนท้องฟ้าสีน้ำเงินใสอย่างไม่มีใครเทียบได้ รอบ ๆ หม่เหาะแต่ละจุดมีความเงียบสงบบางอย่างซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดราวกับว่าในสถานที่แห่งนี้เวลาได้ถูกหยุดไว้

 

รุ้ง 7 สีทอดข้ามบนท้องฟ้าซึ่งมาจากแต่ละดวงจันทร์ หากไม่ใช่เพราะแสงแดดที่ส่องมา ริชาร์ดคงคิดว่าพระจันทร์ทั้ง 7 ดวงของนัวแลนด์อยู่ในส่วนโค้งนั้นด้วย

 

ริชาร์ดเริ่มมีความรู้สึกอ่อนไหวต่อดวงจันทร์ทั้ง 7 ดวง หลังจากที่เขาเคยเข้าร่วมพิธีกรรมของอลูเซียเมื่อตอนอายุครบ 10 ขวบ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็รู้สึกได้ถึงพลังของดวงจันทร์จาง ๆ อยู่เสมอเมื่อมองดูดวงจันทร์ดวงใดดวงหนึ่ง และในครั้งนี้เมื่อเขามองดวงจันทร์ทั้ง 7 ดวงบนส่วนโค้งนั้น มันดูคลุมเครือและแทบจะไม่สามารถสังเกตได้ทว่ามันคือของจริงอย่างแน่นอน

 

ขณะที่เขากำลังหลงใหลอยู่กับการค้นพบครั้งใหม่นั้น มอร์เดร็ดก็ดึงเขาออกจากจินตนาการด้วยการถามขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง “เป็นไงบ้าง ? น่าตื่นเต้นใช่ไหม ? ข้าเองก็ตะลึงไปเหมือนกันเมื่อตอนที่มาถึงที่นี่ครั้งแรกพร้อมพ่อของเจ้า ข้าไม่มีทางเชื่อแน่ ๆ ว่าจะมีสถานที่แบบนี้อยู่บนโลกหากไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง อีกอย่าง ในเมื่อเจ้าเป็นเมจ มันจะดีกว่าหากเจ้าไม่มองสายรุ้งกับดวงจันทร์ เคยมีเมจหลายคนที่ไม่รู้ข้อห้ามนี้และจ้องดวงจันทร์พวกนี้นานเกินไป สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการถูกไฟครอกตายจากการที่ร่างกายของพวกเขาไฟลุกขึ้นมาเอง ซึ่งทุก ๆ ปีจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นไม่น้อยเลย !”

 

ริชาร์ดตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขารู้สึกได้ถึงพลังของดวงจันทร์ทั้ง 7 ที่กระตุ้นเวทมนตร์ภายในตัวเขาอยู่เหมือนกันทว่าเขาไม่ได้รู้สึกว่าจะถูกเผาไหม้เหมือนอย่างที่มอร์เดร็ดอธิบายเลยต่อให้เขายังคงมองสายรุ้งนั้นต่อไปก็ตาม มอร์เดร็ดยิ้มอีกครั้งก่อนจะพูดขึ้น “ตามข้ามา ริชาร์ด ! ข้าจะพาเจ้าไปดูสิ่งที่น่าสนใจมากกว่านี้อีก ข้าแน่ใจว่ามันจะทำให้อะดรีนาลีนของเจ้าสูบฉีด !”

 

การจราจรที่นี่ค่อนข้างติดขัดเพราะอยู่บนถนนสายหลักที่เชื่อมต่อกับเมืองแห่งตำนาน พฤติกรรมที่เกเรและเสียงดังของมอร์เดร็ดดึงดูดความสนใจในช่วงเวลาสั้น ๆ ทว่าไม่มีใครหยุดเขาได้  แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดจะซ่อนความรำคาญของพวกเขาอยู่แล้วจึงพากันส่งสายตาเสียดแทงไปทางเขาทว่ามอเดร็ดก็ไม่สนใจ เขากระตุ้นให้ลาวาซึ่งพวกเขารับกลับมาจากคอกม้าแล้วให้ก้าวไปข้างหน้าและออกไปจากฝูงชนเหล่านี้ที่กำลังสนทนากันอย่างมุ่งร้าย ดูหมิ่น และเย้ยหยันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

เฟาสต์เป็นเมืองแห่งตำนานที่งดงามและรุ่งโรจน์  ไนท์ผู้ดุร้ายและเต็มไปด้วยกลิ่นเลือดอย่างมอร์เดร็ดจึงดูเหมือนจะไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้เท่าไหร่นัก ทั้งเขาและริชาร์ดได้ยินทุกคำที่ผู้คนต่างก็พูดเกี่ยวกับเขาทว่าเขาก็แค่หัวเราะออกมาและไม่ได้เก็บเรื่องไร้สาระเหล่านั้นมาคิด เขายังคงพาริชาร์ดผ่านทางเข้าของเฟาสต์เพื่อตรงไปยังทุ่งสวยงามและยอดเยี่ยมที่อยู่ทางตะวันออกของทางเข้าโดยไม่รู้สึกอะไร

 

ริชาร์ดตัวสั่นขึ้นมาทันทีขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่าน เขาเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณเพื่อดูหัวมังกรที่อยู่เหนือศีรษะ เขารู้สึกเหมือนดวงตาของมังกรเคลื่อนไหวตอนที่พวกเขาผ่านเข้าไปทว่าก็ไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น หัวมังกรนั้นยังคงนิ่งอยู่อย่างที่เป็นมาตลอดหลายศตวรรษ

 

มอร์เดร็ดพาเขาไปจนสุดขอบทุ่งก่อนที่จะกระโดดลงจากหลังของลาวาและส่งมันไปยังเด็กที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ แม้ในตอนนี้ลาวาจะอารมณ์ไม่ดี แต่มันก็เป็นม้าที่ฉลาดมากและเชื่อฟังคำสั่งเจ้าของของมันอยู่เสมอ มันตามเด็กคนนั้นไปยังคอกม้าที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษที่บริเวณด้านข้างของทุ่งกว้างอย่างว่าง่าย

 

อย่างไรก็ตาม ความชุลมุนวุ่นวายครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นทันทีที่ลาวาเข้าไป ม้าตัวอื่น ๆ รีบถอยหลังเข้ามุมราวกับชีวิตของพวกมันขึ้นอยู่กับสิ่งนั้น แม้แต่หมีขั้วโลกที่หุ้มเกราะขนาดใหญ่ก็ยังกระโดดหลบไปด้านข้างด้วยความคล่องตัวที่ตรงกับข้ามกับขนาดที่น่าประทับใจของมัน ในตอนนี้ดูเหมือนว่าสัตว์อื่น ๆ จงใจเว้นที่ว่างตรงกลางไว้ให้ลาวาซึ่งลาวาก็ก้าวเข้าไปในพื้นที่ว่างนั้นอย่างเงียบ ๆ และปล่อยให้ลมหายใจกระเพื่อมขึ้นเป็นครั้งคราว แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ม้าและสัตว์ตัวอื่น ๆ หวาดกลัวเพิ่มขึ้นไปอีก

 

ริชาร์ดมองดูลาวาด้วยความอิจฉาเปี่ยมล้น เขาเป็นรูนมาสเตอร์และรู้ดีว่าม้าเป็นส่วนที่สำคัญในการสร้างรูนไนท์ เมื่อพิจารณาจากสิ่งต่าง ๆ แล้ว เห็นได้ชัดเลยว่าลาวาเป็นส่วนสำคัญในความแข็งแกร่งของมอร์เดร็ด

 

“ริชาร์ด ! ตรงนี้ !” ริชาร์ดลงจากม้าของเขาหลังจากมอร์เดร็ดกระตุ้นก่อนเดินไปหามอร์เดร็ดและมองตามไปในทิศทางที่เขาชี้

 

นี่คือแบบจำลองเวทมนตร์ของเฟาสต์ที่มีความพิถีพิถันแม้กระทั่งรายละเอียดที่เล็กที่สุดอย่างหมู่เกาะลอยฟ้า และสายรุ้งแห่งดวงจันทร์ก็ถูกทำให้มีรายละเอียดที่ซับซ้อนลอยอยู่ข้าง ๆ ตัวเมืองบนคริสตัลเวทมนตร์ขนาดใหญ่ซึ่งเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางวิถีเดียวกันกับของจริง

 

ครั้งนี้ริชาร์ดมองเห็นได้ชัดเจน หมู่เกาะลอยฟ้าถูกจัดเรียงตำแหน่งอย่างชัดเจนรวมกันเป็น 7 ชั้นตามความสูงของการลอยตัว ชั้นบนสุดจะเรียกว่า --- ชั้นแรกหรือชั้นที่ 1 ชั้นนี้จะมีเกาะเดียวซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในทั้งหมด ชั้นที่ 2 เป็นเกาะที่มีขนาดเล็กลงมาจำนวน 2 เกาะ และชั้นที่ 3 ก็มี 3 เกาะ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนถึงชั้นที่ 7 ซึ่งอยู่ต่ำกว่าฐานรากของเฟาสต์  ยิ่งไปกว่านั้นหมู่เกาะที่อยู่ใกล้กับเฟาสต์ แม้อยู่ในชั้นเดียวกันก็จะมีขนาดใหญ่กว่า และน่อนอนว่าสิ่งปลูกสร้างก็ดูหรูหราและงดงามมากกว่า

 

ริชาร์ดอ่านทุกรายละเอียดเพราะเขาไม่อยากพลาดอะไรเลย เขาเห็นชื่อตระกูลและเผ่ามากมายรวมถึงตราประทับเวทมนตร์ของสัญลักษณ์ของพวกเขาอยู่บนหมู่เกาะลอย บนเกาะที่ 3 ในชั้นที่ 7 โดยเรียกง่าย ๆ ว่าเกาะ[7-3] มีสัญลักษณ์ของอาเครอนประทับอยู่ตรงนั้น จุดอ่อนที่มีมาแต่เดิมของพวกเขาในฐานะ ‘ตระกูล’นั้นทำให้อาเครอนได้แยกออกเป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ มากมายในระยะเวลาหลาย 10 ปีที่ผ่านมา และก็ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม มีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 2 อย่างสำหรับตราสัญลักษณ์อาเครอนทั้งหมดนั่นก็คือเปลวไฟและเดม่อน กาตอนเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ใช้สัญลักษณ์ที่มีภูเขาไฟและเดม่อน

 

“ริชาร์ด เกาะลอยนั่นเป็นดินแดนพ่อของเจ้า มันเป็นเกาะที่ 3 ในชั้นที่ 7 ข้าคิดว่าตอนนี้เจ้าสามารถเห็นได้ด้วยตัวเองว่ายิ่งอยู่ในวิถีโคจรที่สูง ขนาดของเกาะก็จะใหญ่ขึ้นและหมู่เกาะใกล้ศูนย์กลางก็ใหญ่ขึ้นด้วยเช่นกัน ทุกตระกูลที่ก้าวเข้ามาในเฟาสต์ได้นั้นจะถูกจัดอันดับ หมู่เกาะพวกนี้จึงถูกใช้เป็นตัวแทนของอันดับนั้น ในตอนนี้มีอยู่ 4 ตระกูลที่ตามหลังพวกเราอยู่”

 

“ความหมายของการจัดอันดับพวกนี้คืออะไร ?” ริชาร์ดถาม

 

“ความหมายก็มีเยอะอยู่ ข้อแรก มันเป็นตัวตัดสินความถี่และระยะเวลาที่ทุกตระกูลสามารถเข้าไปและอยู่ในวิหารมังกรนิรันดรได้ในทุก ๆ ปี นอกจากนี้ยังมีตระกูลจำนวนหนึ่งที่สามารถเข้าสู่เฟาสต์ได้ด้วยพลังอำนาจหรือการเอาชนะใด ๆ เมื่อใดก็ตามที่ตระกูลใหม่ ๆ เข้าสู่เฟาสต์ได้สำเร็จ ตระกูลที่อยู่อันดับสุดท้ายในตอนนั้นก็จะต้องออกจากเฟาสต์ไปซึ่งแน่นอนว่าตระกูลใหม่ก็จะเข้ามาแทนที่ นี่คือเหตุผลที่เมื่อตระกูลใหม่พยายามเข้าสู่เฟาสต์ ตระกูลที่อยู่อันดับสุดท้ายจะต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายเพราะมันเป็นการต่อสู้ที่จะตัดสินชะตากรรมของพวกเขา ถึงในตอนนั้นแม้แต่ตระกูลอื่นก็ยังให้ความช่วยเหลือตระกูลที่อยู่อันดับสุดท้าย”

 

ริชาร์ดคิดคำถาม “แล้วถ้าเมื่อตระกูลใหม่เข้ามายังเฟาสต์ได้ ย่อมจะต้องรีบเตรียมตัวอย่างรวดเร็วเพื่อต่อสู้กับตระกูลอื่น ๆ ที่พยายามเข้าสู่เฟาสต์ต่ออีกด้วยใช่หรือไม่ ? แต่แน่นอนว่าตระกูลใหม่นั้นเพิ่งผ่านการต่อสู้มาก็ย่อมเป็นธรรมดาที่สภาพกายจะยังไม่พร้อมโดยอาจได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัสหรือเพิ่งมีพรรคพวกบางคนตายไป แล้วพวกเขาจะสามารถต่อสู้กับตระกูลอื่น ๆ กลับไปได้ยังไงกัน ?”

 

มอร์เดร็ดพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม 10 ปีแรกหลังจากเข้าสู่เฟาสต์จึงเป็นช่วงเวลาที่ยากที่สุด”

 

ริชาร์ดขมวดคิ้วและชี้ไปที่เกาะที่เป็นของตระกูลอาเครอน “แต่ทำไมพวกเราถึงไม่อยู่อันดับท้ายสุด ?

 

“นั่นเป็นเพราะตอนที่เข้าสู่เฟาสต์ เราสามารถเอาชนะได้ถึง 2 ตระกูลในรวดเดียว ! หึ ๆ ริชาร์ด พ่อของเจ้าเป็นคนที่ไม่ค่อยมีความอดทนเท่าไหร่นักหรอก เขาก็เลยกำจัดตระกูลที่เคยอยู่บนเกาะอันดับ 3 ของชั้นที่ 7 และยึดเป็นของเขาเอง นี่ทำให้พวกเราไม่ต้องกังวลกับการต่อสู้ไปไปอีกสักพัก และสำหรับตระกูลที่เรากำจัดไปแน่นอนว่าพวกนั้นย่อมแค้น มันแย่มากที่พวกนั้นเอาคนที่แข็งแกร่งและหัวกะทิที่สุดมาขัดขวางพวกเรา”

 

ริชาร์ดไม่รู้ว่าเขาควรรู้สึกยังไงกับคำพูดของมอร์เดร็ดดี อย่างไรก็ตาม เขารู้ดีว่ายังมีอีกหลายอย่างที่เขาต้องทำความเข้าใจและทำความคุ้นเคยให้ได้

 

ในเวลานี้ จู่ ๆ มอร์เดร็ดก็หัวเราะออกมาอย่างเจ้าเล่ห์ “หึ ๆ ริชาร์ด ลองเดาดูสิว่า ‘ฟิลลิปส์ผู้กระหายเลือด’ หรือจักรพรรดิผู้ทรงเกียรติของเรา ตอนนี้อยู่ที่ไหน ?”

 

ริชาร์ดกวาดสายตาไปทั่ว และดวงตาของเขาก็หยุดลงตรงพระราชวังขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของเฟาสต์ “ตรงนี้หรือ ?”

 

“ไม่ใช่ นั่นมันวิหารของมังกรนิรันดร” มอร์เดร็ดส่ายหน้าก่อนจะชี้ไปที่เกาะอันดับที่ 4 ในชั้นที่ 5 [5-4]  “นี่ ตรงนี้ต่างหาก นี่คือพระราชวังของจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของเรา !”

 

“โอ๊ะ ?” ริชาร์ดถึงกับตกใจ “แต่นั่นมันแค่ชั้นที่ 5 ! ในเฟาสต์ยังมีตระกูลที่แข็งแกร่งกว่าตระกูลของจักรพรรดิอีกงั้นหรือ ?”

 

“ไม่มีอย่างแน่นอน ! ถ้ามี จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของเราจะไม่ได้เป็นผู้ปกครอง แท้จริงแล้ว เกาะทั้งหมดที่อยู่เหนือชั้นที่ 5 นั้นถูกปิดไว้ทั้งหมด โดย 3 เกาะแรกของชั้นที่ 5 นั้นก็ถูกปิดไว้เช่นกัน” มอร์เดร็ดอธิบาย

 

“เหตุใดจึงปิด แล้วไม่มีใครอ้างสิทธิ์เอาหรอกรึ ?”

 

“ไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ ๆ หมู่เกาะถูกปิดไว้และมีเพียงพรจากมังกรนิรันดรเท่านั้นที่จะสามารถเปิดมันได้ และจำเป็นจะต้องสังเวยมากพอเพื่อที่มังกรนิรันดรจะยอมทำเช่นนั้น”

 

“สังเวย ? การสังเวยแบบไหนกัน ? และพรแบบไหนที่จะทำให้เกิดผล ? แล้วจุดประสงค์ของการเปิดเกาะคืออะไร เพื่อให้มีที่อยู่อาศัยเพิ่มอีกงั้นรึ ?” ริชาร์ดตระหนักว่ายังมีเรื่องราวอีกมากมายเลยทีเดียวที่เขาต้องเรียนรู้

 

“เอาล่ะ อีกไม่นานเจ้าจะได้รู้เกี่ยวกับการใช้วิหารมากขึ้นเอง ตอนนี้ถึงเวลาที่เจ้าจะได้เจอพ่อของเจ้าแล้ว ข้าจะพาไป มันคงไม่ดีถ้าปล่อยให้มาสเตอร์ต้องรอ !”

* นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของ Novel Kingdom (หจก.โนเวล คิงด้อม) *

**ไม่อนุญาตให้ดัดแปลง แก้ไขหรือเผยแพร่ก่อนได้รับอนุญาต หากฝ่าฝืนทาง หจก. จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด**

จบบทที่ เล่ม 1 ตอนที่ 66 พิชิตสวรรค์ ตอนที่ 3

คัดลอกลิงก์แล้ว