- หน้าแรก
- เซียนพยากรณ์แห่งถงฝู
- บทที่ 131 อู๋หยาจื่อรักใครที่สุด? (ฟรี)
บทที่ 131 อู๋หยาจื่อรักใครที่สุด? (ฟรี)
บทที่ 131 อู๋หยาจื่อรักใครที่สุด? (ฟรี)
ลี้ชิวจุ้ยได้ยินเทียนซานถงเหล่าท้าทายเช่นนั้น ก็แค่นเสียงเย็นแล้วเอ่ยว่า "ถ้าเช่นนั้น เจ้าก้าวออกมาประมือกับข้าอย่างยุติธรรมเถิด!"
เทียนซานถงเหล่ากลอกตากลับ ตอบโต้เสียงเยาะเย้ยทันควัน
"เจ้าจะฉวยโอกาสยามที่ข้าพลังถดถอยมาท้าสู้ แล้วกล้ายกหน้ากล่าวว่าต้องการประลองอย่างยุติธรรมอีกหรือ? หน้าด้านเสียจริง!"
คำพูดของเทียนซานถงเหล่าทำให้สีหน้าของลี้ชิวจุ้ยพลันหมองคล้ำดั่งเหล็กกล้า
หากไม่ติดที่ว่าฮั่วอิ่นนั่งอยู่ข้างเทียนซานถงเหล่า และเกรงว่าจะสร้างความเข้าใจผิด นางคงลงมือสังหารเทียนซานถงเหล่าไปนานแล้ว ไยต้องเสียเวลามานั่งต่อปากต่อคำเยี่ยงนี้?
อีกด้านหนึ่ง เทียนซานถงเหล่าเองก็เข้าใจดีว่าตนยามนี้มิอาจต้านลี้ชิวจุ้ยได้
และนางก็รู้ว่าลี้ชิวจุ้ยยังไม่กล้าออกมือเพราะเกรงใจฮั่วอิ่น นางไหนเลยจะโง่เขลาไปเดินออกไปประมือจริง ๆ?
ฮั่วอิ่นเห็นทั้งสองฝ่ายบรรยากาศตึงเครียด จึงยิ้มบาง ๆ กล่าวอย่างอ่อนโยน
"ทั้งสองท่านต่างมีเป้าหมายในใจ หนึ่งปรารถนารักษาความพิการ อีกหนึ่งหวังลบรอยแผล หากเกิดประลองขึ้นในยามนี้ เกรงว่าเป้าหมายของท่านทั้งสองจะพังพินาศเสียก่อน"
"หากยังมิได้สมปรารถนาไซร้ ก็จงสงบเถิด ไว้รอให้ถึงเวลาแล้วค่อยว่ากัน"
สองสตรีได้ยินคำเตือนของฮั่วอิ่น ก็จำต้องสงบอารมณ์ลง เพราะทั้งสองต่างก็รู้ดีว่า สิ่งที่พวกนางปรารถนานั้นสำคัญเกินกว่าจะเสียไปเพราะโทสะชั่ววูบ ยิ่งชิงชังกันมานานปี ไม่เสียหายอะไรหากจะอดทนเพิ่มอีกสักเดือน
ครู่หนึ่ง ลี้ชิวจุ้ยดูเหมือนนึกสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้
นางหันไปพูดกับเทียนซานถงเหล่าว่า "ศิษย์พี่ เจ้ามิเคยเชื่อเลยว่าศิษย์พี่อู๋หยาจื่อรักข้าใช่หรือไม่? เช่นนั้นเราก็ขอให้ท่านฮั่วทำนายให้รู้แน่ว่าแท้จริงแล้ว ศิษย์พี่รักใคร!"
เทียนซานถงเหล่าได้ยินดังนั้นก็ตอบตกลงทันที
"ได้! มาขอคำทำนายกัน แล้วดูเสียทีว่าในใจศิษย์น้องมีใคร!"
สองคนพูดจบ ก็ต่างพร้อมใจกันหันไปจ้องมองฮั่วอิ่น
ฮั่วอิ่นเผชิญกับสายตาของทั้งคู่ ก็เพียงแต่ยิ้มบาง ๆ แล้วส่ายหน้าอย่างจนใจ
สองสตรีผู้นี้ รวมอายุเข้าด้วยกันก็ปาเข้าไปเกือบสองร้อยปีแล้ว ยังคงถกเถียงเรื่องรักใคร่ชิงชังอย่างกับเด็ก ๆ ไม่น่าขันหรอกหรือ?
แท้จริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทียนซานถงเหล่าหรือลี้ชิวจุ้ย ความรู้สึกต่ออู๋หยาจื่อในยามนี้ หาใช่ความรักอีกต่อไป หากแต่เป็นความยึดมั่นถือมั่นที่ไม่อาจปล่อยวาง
บางที หากวันหนึ่งพวกนางสลัดพันธนาการนี้ได้ ก็คงไม่เหลือเรื่องบาดหมางอีกต่อไป
ในระหว่างที่ฮั่วอิ่นกำลังคิดเช่นนี้
ลี้ชิวจุ้ยก็เดินเข้ามา นางล้วงเอาตั๋วเงินออกมาจากแขนเสื้อ รวมสิบหมื่นตำลึง ยื่นให้ฮั่วอิ่นด้วยสองมือ
นางเอ่ยเสียงหนักแน่น "ขอท่านโปรดทำนายให้ข้าว่า ศิษย์พี่อู๋หยาจื่อรักใครที่สุด เพื่อให้ศิษย์พี่ของข้าตัดใจเสียที"
พลางเหลือบมองเทียนซานถงเหล่าด้วยสีหน้ามั่นใจเต็มเปี่ยม
เห็นได้ชัดว่านางมั่นใจยิ่ง ว่าอู๋หยาจื่อไม่มีทางรักหญิงที่มีรูปโฉมเป็นเด็กหญิงแปดเก้าขวบเช่นเทียนซานถงเหล่า
ด้วยความสัมพันธ์ที่เคยมีต่ออู๋หยาจื่อในอดีต
ลี้ชิวจุ้ยเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่านางคือสตรีที่อู๋หยาจื่อรักที่สุดในชีวิต
เทียนซานถงเหล่าเห็นสีหน้ามั่นใจของลี้ชิวจุ้ย ก็เผยสีหน้าเยาะเย้ยออกมา
แม้ในใจจะขมขื่นนัก นางรู้ดีว่ารูปโฉมเยาว์วัยเช่นนี้ของตน ย่อมไม่มีทางเป็นที่รักของอู๋หยาจื่อได้
และด้วยเหตุนั้นเอง นางจึงโกรธเกลียดลี้ชิวจุ้ย ที่เคยทำให้นางสูญเสียโอกาสฟื้นฟูร่างกายแต่หนหลัง
ฮั่วอิ่นมองเห็นสีหน้าความเปลี่ยนแปลงของสองสตรีอย่างทะลุปรุโปร่ง
เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า "โลกมนุษย์ก็เหมือนความฝันใหญ่หนึ่งห้วง ฤดูหนาวย่อมเวียนมาอีกครา"
ลี้ชิวจุ้ยได้ยินก็ขมวดคิ้ว เอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ท่านอาจารย์หมายความว่าอย่างไร?"
ฮั่วอิ่นหันมองนางแล้วตอบว่า "หากพวกเจ้าทั้งสองอยากรู้ว่าอู๋หยาจื่อรักใครที่สุด เจ้าจำเป็นต้องไปพบคนผู้หนึ่ง แล้วเจ้าจะเข้าใจความหมายในถ้อยคำที่ข้ากล่าว"
ลี้ชิวจุ้ยกับเทียนซานถงเหล่าได้ยินดังนั้น ต่างก็ถามพร้อมกันว่า
"คือผู้ใด?"
ฮั่วอิ่นตอบอย่างสงบนิ่งว่า
"คนผู้นั้นนามว่าต้วนอี้ เป็นศิษย์คนสุดท้ายของอู๋หยาจื่อ และเป็นประมุขรุ่นที่สามของสำนักสราญรมย์ ในมือเขามีม้วนภาพวาดหนึ่ง เป็นภาพที่อู๋หยาจื่อวาดขึ้นด้วยตนเอง บุคคลในภาพนั้น ก็คือคนที่ศิษย์พี่อู๋หยาจื่อรักยิ่งในชีวิตนี้ เมื่อพวกเจ้ามองเห็นภาพนั้น ก็ย่อมเข้าใจทุกอย่างเอง"
ลี้ชิวจุ้ยได้ยินดังนั้น ก็กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ข้ารู้จักเขา!"
เรื่องราวเกี่ยวกับกระดานหมากรุกเจินหลง หลี่ชิวจุ้ยเคยได้ยินมาบ้าง นางรู้ดีว่าต้วนอี้ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อวิชาจากอู๋หยาจื่อ
แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่าต้วนอี้ยังถือครองภาพวาดสำคัญชิ้นหนึ่งไว้ในมืออีกด้วย!
เทียนซานถงเหล่าเร่งเอ่ยถามอย่างร้อนรนว่า "เขาอยู่ที่ใด?"
ฮั่วอิ่นตอบเรียบง่ายว่า "ที่ต้าสุย"
หลี่ชิวจุ้ยหันไปมองเทียนซานถงเหล่า แววตาหนักแน่น เอ่ยเสียงต่ำว่า
"ศิษย์พี่ อีกหนึ่งเดือนนับจากนี้ เจ้ากับข้าร่วมเดินทางไปต้าสุยเถิด เมื่อได้พบต้วนอี้ เห็นภาพวาดแล้ว เจ้าจะได้สิ้นความหวังเสียที!"
เทียนซานถงเหล่าได้ฟังก็หัวเราะเย็นเยียบ กล่าวว่า "ยินดีอยู่แล้ว!"
......
ริมท่าข้ามเฟิงเสวี่ยเฟิงหลินตู้
ข้าง ๆ ริมท่า มีโรงเตี๊ยมเล็กแห่งหนึ่ง แขวนธงเหล้าเก่า ๆ ที่ขาดรุ่งริ่ง
ในยามลมพายุหิมะพัดกระหน่ำ ธงเหล้านั้นโบกสะบัดเหมือนเฒ่าชราผมขาวผู้ยังฝืนใจโบกมือเรียกลูกค้า ให้ความรู้สึกหดหู่เหลือเกิน
โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีนามว่า "โรงเตี๊ยมเฟิงเสวี่ยเฟิงหลิน" ในรัศมีสามสี่สิบลี้โดยรอบ ไม่มีโรงเตี๊ยมอื่นอีกแล้ว แขกเหรื่อที่เดินทางผ่านไปมาจึงมักหยุดพักที่นี่เป็นธรรมเนียม
แม้จะเก่าโทรม แต่กิจการก็ยังนับว่าคึกคัก
ครืนนน...
ประตูไม้แน่นหนาถูกผลักออกจากด้านนอก
เงาร่างหนึ่งในเสื้อคลุมบางสีเขียว ทับด้วยเสื้อขนจิ้งจอก เดินก้าวเข้ามาอย่างเงียบงัน ในมือเขาถือป้ายไม้เก่า ๆ ผืนหนึ่ง
ชายผู้นั้นสะบัดหิมะออกจากเสื้อผ้า ก่อนจะเดินไปนั่งข้างเตาไฟเพื่อคลายหนาว
เขาไม่ใช่ใครอื่น หากมิใช่ฮั่วอิ่น ผู้ที่ออกจากเปี้ยนจิงมาได้สิบกว่าวันแล้ว
เบื้องหลังเขา คือสตรีสองนาง ลี้ชิวจุ้ย และเทียนซานถงเหล่า
ภายใต้การรักษาของฮั่วอิ่น บัดนี้บนใบหน้าของลี้ชิวจุ้ย รอยแผลเป็นจางลงไปมาก ส่วนเทียนซานถงเหล่า ก็เปลี่ยนจากร่างเด็กหญิงแปดเก้าขวบ กลายเป็นสาวน้อยอายุราวสิบสี่สิบห้าปี ใบหน้าเยาว์วัยสดใส แต่ในแววตายังคงแฝงด้วยความเก๋าประสบการณ์อันยากหาสตรีใดเทียบ
สองสตรีมิได้นั่งร่วมโต๊ะกับฮั่วอิ่น หากแยกไปนั่งที่โต๊ะของตนเองอย่างสงบ
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเห็นลูกค้าใหม่มา ก็รีบเดินเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"ท่านลูกค้าทั้งหลาย ประสงค์จะรับประทานสิ่งใด?"
ฮั่วอิ่นยิ้มบาง ๆ ยื่นแท่งเงินหนึ่งแท่ง ส่งให้พลางกล่าวว่า "ขออาหารง่าย ๆ สักสองสามอย่าง กับสุราอีกหนึ่งไห"
เถ้าแก่รับเงินมา พลางถามด้วยความเป็นห่วง
"ท่านคิดจะข้ามท่าเฟิงเสวี่ยเฟิงหลินตู้หรือ?"
ฮั่วอิ่นพยักหน้าตอบเรียบ ๆ "แน่นอน"
ในเวลานี้ แม่น้ำจับตัวเป็นน้ำแข็งหนาแน่น สามารถเดินข้ามไปได้โดยสะดวก ประหยัดเวลาเดินทางไปได้มากโข
เถ้าแก่ได้ยินดังนั้น ก็ลดเสียงลงกล่าวด้วยความจริงจังว่า "หากท่านไม่รังเกียจ ขอให้ข้าขอเตือนสักสองประโยค ที่ฝั่งตรงข้ามของท่านี้ มีคฤหาสน์หลังหนึ่ง ชื่อว่าโหย่วมึ้งซานจวง แต่เพราะมีข่าวร่ำลือว่าผีสางอาละวาด บัดนี้ผู้คนจึงเรียกมันว่า คฤหาสน์ยมโลก มีแขกไม่น้อยที่ข้ามผ่านไป แล้วไม่อาจกลับออกมาได้!"
พลางเหลือบมองไปยังลี้ชิวจุ้ยและเทียนซานถงเหล่า เห็นได้ชัดว่าหวังเตือนสติเขาทั้งสองด้วยเช่นกัน
ทว่าทั้งสองสาวกลับมิได้แสดงสีหน้าตอบรับหรือปฏิเสธใด ๆ เหมือนคนที่ฟังเข้าหูขวาออกหูซ้าย
สำหรับสตรีที่ผ่านโลกมาหลายสิบปี เรื่องผีสางมิใช่สิ่งที่พวกนางเกรงกลัว
หากพบสิ่งผิดปกติ ก็ตบเดียวสลายสิ้น!
ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้ยังมี "เซียนแท้" อย่างฮั่วอิ่นอยู่เคียงข้าง ใครเล่าจะบังอาจมาก่อเรื่องได้อีก?
ฮั่วอิ่นหัวเราะเบา ๆ แล้วตอบอย่างอ่อนโยนว่า "ขอบคุณท่านเถ้าแก่มาก ข้าจะระมัดระวัง"
เถ้าแก่เห็นว่าไม่อาจพูดเกลี้ยกล่อมได้ ก็ถอนหายใจเงียบ ๆ แล้วเดินไปถามความประสงค์ของลี้ชิวจุ้ยและเทียนซานถงเหล่า ก่อนจะสั่งลูกชายให้จัดสุราและอาหารมาขึ้นโต๊ะ
เมื่ออาหารและสุราถูกนำมาวาง ขณะที่ฮั่วอิ่นกำลังนั่งสงบเสพสุราลิ้มรสอาหารอยู่นั้น พลันมีแขกกลุ่มใหม่ก้าวเข้ามาในโรงเตี๊ยม
เป็นชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่ง การแต่งกายสะอาดเรียบร้อยสง่างาม พวกเขาแลดูเป็นบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์
ชายหนุ่มรูปงามสูงสง่า หญิงสาวแต่งกายด้วยชุดสีสด ผมดำขลับดุจน้ำตก ความงดงามของนางแม้แต่ดอกไม้ยังดูหม่นหมองไปถนัดตา
ทั้งคู่เดินเข้ามา หาที่นั่ง แล้วสั่งอาหารสุราเรียบร้อย
เมื่อเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเห็นแขกใหม่ก็ไม่พลาดที่จะนำเรื่องราวที่เคยเล่าให้ฮั่วอิ่นฟังมาเล่าซ้ำอีกครั้ง
ทว่าชายหญิงหนุ่มสาวคู่นั้นกลับมิได้แสดงความสนใจต่อคำเตือนนั้นแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก ก็มีแขกใหม่เข้ามาอีก
ชายชราเคราสีเงินผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในร้าน ใบหน้าแดงก่ำ ร่างกายสูงใหญ่เกือบเจ็ดฉื่อ รูปร่างบึกบึนกำยำ นุ่งห่มเสื้อคลุมยาวสีแดงเพลิง ที่เอวห้อยขวานใหญ่ใบโตหนึ่งเล่ม
ใบขวานสีดำมันวาวดุจเหล็กน้ำพี้ รัศมีเย็นยะเยียบแผ่กระจาย ดูจากขนาดแล้วคงหนักไม่ต่ำกว่าห้าหกสิบชั่ง
ชายชราผู้นั้นเมื่อเดินเข้ามาก็หาที่นั่งลงอย่างเงียบ ๆ
เถ้าแก่รีบตรงเข้าไปต้อนรับอย่างนอบน้อม ทว่าไม่ทันจะได้สั่งสุราอาหารให้แขกผู้นี้ แขกใหม่ก็ทะยอยเข้ามาอีกไม่ขาดสาย
สี่พระภิกษุในจีวรสีเทา
ห้านักสู้ในชุดม่วงเข้ม
หกนักพรตในชุดเขียว
และเจ็ดชายแปลกหน้าร่างกายเปลือยเปล่า ทรวงอกสลักคำว่า “ล้างแค้น”
ในชั่วพริบตา ร้านเหล้าเล็ก ๆ ที่เคยเงียบเหงาก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเห็นภาพนั้น ก็ได้แต่มองตาค้างอ้าปากค้าง
ตลอดชีวิตที่เปิดร้านมา แม้จะพอมีลูกค้าไม่ขาดสาย แต่ในรอบหลายสิบปี ก็ไม่เคยมีวันที่ลูกค้าแห่กันมาอย่างล้นหลามเช่นวันนี้!
และที่น่าตระหนกกว่านั้นคือ แขกแต่ละคนล้วนแผ่ออกด้วยกลิ่นอายลึกล้ำชัดเจน เห็นได้ชัดว่าล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสิ้น คนธรรมดาอย่าได้ริอาจก่อเรื่องด้วย
เถ้าแก่กับลูกชายจึงต้องเร่งมือยกสุราและอาหารจนหัวหมุน วิ่งวุ่นกันไปทั่วร้านแทบไม่มีโอกาสหยุดพักแม้แต่น้อย
ทว่า ยังไม่ทันจะขึ้นโต๊ะให้ทั่วถึง ประตูก็ถูกผลักออกอีกครั้ง
แขกใหม่เป็นพระภิกษุกลางคนอายุราวสี่สิบปลาย ๆ นุ่งห่มจีวรเหลือง ใบหน้าผ่องใสดั่งทองคำ ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ มีรัศมีศักดิ์สิทธิ์แผ่ออกบางเบา
เพียงสบตา ก็อดมิได้ที่จะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในใจ
พระภิกษุผู้นี้กวาดตามองไปรอบร้าน เห็นว่าทุกโต๊ะมีผู้จับจองหมดแล้ว จึงเดินตรงไปยังโต๊ะของฮั่วอิ่น ประนมมือคารวะแล้วเอ่ยอย่างสุภาพ
"อาตมานามว่าจิ่วโมจื้อ ขอท่านโปรดอนุญาตให้ข้านั่งร่วมโต๊ะได้หรือไม่?"
ฮั่วอิ่นยิ้มบาง ๆ ยื่นมือเชื้อเชิญ
"เชิญท่านอาจารย์นั่งเถิด"
จิ่วโมจื้อเพิ่งทรุดตัวนั่ง ทว่าในทันใด ชายชราเสื้อคลุมแดงที่นั่งอยู่ก็ถลึงตาขึ้น
เอ่ยเสียงเข้มว่า "ท่านจิ่วโมจื้อ เหตุใดถึงปรากฏกายที่นี่?"
ชื่อเสียงของจิ่วโมจื้อแห่งธิเบต เป็นที่รู้จักแพร่หลายในยุทธจักรต้าซ่ง ชายชราเสื้อแดงแม้จะไม่เคยพบหน้า แต่เพียงได้ยินชื่อ ก็จำได้ในบัดดล
จิ่วโมจื้อยกสายตาขึ้น มองอีกฝ่ายครู่หนึ่งก่อนตอบเรียบ ๆ
"แล้วตัวท่านเล่า มาที่นี่ด้วยเหตุอันใด?"
เขาโต้กลับด้วยท่าทีสงบ ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
ในฐานะยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ เขาย่อมไม่เห็นชายชราเสื้อแดงผู้มีเพียงพลังระดับเซียนก่อนกำเนิดอยู่ในสายตา
ชายชราเสื้อแดงแค่นเสียงเย็นชา ตอบกลับด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ
"ตัวข้ามีนามว่าชวีเปิ่นเหลย วันนี้มาที่นี่ ก็เพื่อ 'คัมภีร์ลับมังกรแผดเสียง' นี้เอง!"
เสียงของชวีเปิ่นเหลยเงียบลง ทุกสายตาในร้านก็พากันหันไปมองเขาเป็นตาเดียว
บนใบหน้าแต่ละคนปรากฏสีหน้าต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ....
คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีจุดประสงค์เดียวกันกับชวีเปิ่นเหลย
ทุกคนต่างมุ่งหน้ามาเพื่อแย่งชิงคัมภีร์ลับมังกรแผดเสียงอันล้ำค่า!