เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 94 : เข้าสู่ขั้นโฮ่วเทียน

ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 94 : เข้าสู่ขั้นโฮ่วเทียน

ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 94 : เข้าสู่ขั้นโฮ่วเทียน


บทที่ 94 : เข้าสู่ขั้นโฮ่วเทียน

เวลานี้.. จุดตันเถียนภายในท้องน้อยของซูอานนั้นหมุนอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนพลังชีวิตจะหมุนเวียนไปทั่วร่าง เขาจึงรู้สึกร้อนไปทั่วทั้งร่าง แม้ขั้นตอนนี้ก็ใช้เวลาไม่นานนัก แต่ก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวดอย่างมาก ซูอานรู้สึกราวกับว่าร่างของตนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยง และหากเป็นคนธรรมดาทั่วไปคงยากที่จะทนต่อความเจ็บปวดนี้ได้เป็นแน่

ร่างของซูอานเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ แต่เขายังคงหลับตาแน่น ราวกับว่าความเจ็บปวดรวดร้าวเหล่านี้ไม่อาจทำอะไรเขาได้

เวลานี้ของเหลวพลังชีวิตภายในจุดตันเถียนของซูอาน ได้แยกออกเป็นสองสายคือหยิน และหยาง ในขั้นตอนของการแปรเปลี่ยนพลังชีวิตเป็นพลังหยินและหยางนั้น เป็นขั้นตอนที่เจ็บปวดอย่างที่สุด เพราะมีทั้งความร้อนที่ระอุดั่งเตาหลอม แต่แล้วก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นดุจขั้วน้ำแข็ง..

ซูอานนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิเช่นนั้นจนกระทั่งเข้าสู่รุ่งสางของวันใหม่ พลังหยินและหยางในจุดตันเถียนของเขาจึงก่อตัวได้สำเร็จ ในขณะเดียวกันจุดตันเถียนของหลิงหยุนก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์หยินและหยาง หาใช่วงกลมเปลือยเปล่าอีกต่อไป และสามารถรองรับพลังชีวิตได้มากกว่าเดิมด้วย

ดวงตาทั้งสองข้างที่ปิดอยู่นั้นค่อยๆเปิดออก และในที่สุดเขาก็เข้าสู่ขั้นโฮ่วเทียนได้แล้ว!

ในขณะที่เสี่ยวหลงที่นั่งเล่นตัวเดียวอย่างเบื่อหน่ายอยู่ในห้องนั่งเล่น ก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจเมื่อเห็นซูอานลืมตาขึ้น มันจึงรีบกระโดดเข้าไปนั่งข้างๆเขาทันที แต่ซูอานกลับเตะเสี่ยวหลงจนกระเด็นออกไปทันที เพราะเวลานี้เขาไม่มีเวลาที่จะมานั่งเล่นกับมัน

หลังจากนั้นซูอานก็เข้าไปในห้องน้ำ จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่ เขาสัมผัสได้ว่าร่างของเขานั้นกระปรี้กระเปร่าและมีพลังขึ้นอย่างมาก

ซูอานกำหมัดแน่น และรู้สึกว่ามือทั้งสองของตนนั้นมีพลังอัดแน่นอยู่เต็มไปหมด เขามั่นใจว่าด้วยความแข็งแกร่งของตนเองเวลานี้ เขาจะสามาถทำลายเงาจำลองของชายชราผมขาวนั้นได้เพียงแค่หมัดเดียว และนี่คือความแตกต่างระหว่างผู้ฝึกวรยุทธกับผู้บ่มเพาะพลัง!

การพัฒนาขุมพลังจากขั้นรากฐานไปสู่ขั้นโฮ่วเทียนนั้น นับว่าเป็นการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผู้ฝึกรู้สึกราวกับว่าได้ค้นพบโลกใหม่เลยทีเดียว!

และในขั้นนี้ ซูอานก็สามารถปลดปล่อยพลังปราณภายในร่างได้ง่ายขึ้น และสามารถใช้พลังเหล่านี้สังหารศัตรูได้รวดเร็วขึ้นเช่นกัน

เวลานี้.. ต่อให้มีใครเอาปืนเล็งมาที่เขาในระยะยี่สิบเมตร เขาก็สามารถจัดการหักแขนคนผู้นั้นได้ทันที แต่ถึงกระนั้นร่างกายของเขาก็ยังไม่สามารถรับกระสุนปืนได้โดยไม่เป็นอะไร เพราะแม้ว่าร่างกายของเขาเวลานี้จะแข็งแกร่งพอควร แต่ก็ยังไม่อาจทานทนต่อลูกกระสุนปืนได้ หากต้องการให้กระสุนปืนไม่สามารถทำอันตรายร่างกายได้ คนผู้นั้นจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติให้ได้เสียก่อน

ซูอานหันไปมองนาฬิกา และพบว่าเป็นเวลาแปดโมงตรงพอดี เขาจึงรีบเดินทางไปโรงเรียนเพราะสายมากแล้ว

ซูอานแบกกระเป๋าเป้ไว้ด้านหลัง และรีบนั่งรถประจำทางไปโรงเรียนเหมือนเช่นเคย ไม่ขับรถหรูไป เพราะไม่ต้องการให้นักเรียนคนอื่นๆแตกตื่น จนต้องกลายเป็นจุดสนใจอีกครั้ง..

เวลานี้ซูอานเป็นถึงนักยุทธระดับปรมาจารย์ของเจียงโจวแล้ว มีหรือที่จะสามารถใช้ชีวิตเงียบๆไร้คนสนใจได้อย่างที่ต้องการ และในคืนวันประมูลหวังหลี่หงเพื่อนของซูอานที่อยู่ในงานด้วย ก็รู้เห็นเรื่องราวในคืนนั้นทุกอย่าง..

ซูอานเองก็ได้แต่หวังว่า เพื่อนของเขาจะไม่นำเรื่องในวันนั้นมาเล่าต่อ และหากหวังหลี่หงทำเช่นนั้น เขาคงต้องกลายเป็นจุดสนใจของนักเรียนในโรงเรียนอีกครั้งแน่

เมื่อไปถึง.. ซูอานก็ได้แต่นึกประหลาดใจ เพราะทุกคนกลับเพียงแค่เหลือบมองเขาด้วยหางตาเล็กน้อยเท่านั้น และได้แต่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

‘เฮ้อ.. หวังหลี่หงคงยังไม่ได้พูดอะไร ช่างเป็นความโชคดีของข้านัก!’

ซูอานเดินตรงไปที่ห้องเรียน และนับว่าโชคดีที่เขามาทันเวลาพอดี จึงไม่ถูกครูประจำชั้นประชดประชันเอาอีก หลังจากหมดคาบเรียน เจียงเชาพร้อมกับเพื่อนคนอื่นๆ ต่างก็วิ่งตรงมาหาเขา พร้อมกับจ้องมองซูอานด้วยแววตาตกใจและหวาดผวา

“ลูกพี่ซู! นี่.. ลูกพี่.. เป็นนักยุทธระดับปรมาจารย์ของเจียงโจวจริงๆเหรอ?”

เจียงโจวนั้นไม่ได้มีความรู้เรื่องของโลกนักยุทธมากนัก แต่เป็นหวังหลี่หงที่บอกเล่าและอธิบายให้เขาฟังว่า ตำแหน่งปรมาจารย์ของซูอานนั้นเทียบเท่ากับตระกูลอันดับหนึ่งอย่างตระกูลว่านเลยทีเดียว และนั่นทำให้เจียงเชาถึงกับตกใจจนแทบช็อค!

ซูอานพยักหน้าพร้อมตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “อืมม.. เรื่องเล็กน้อย เจ้าอย่าได้ใส่ใจเลย!”

“พวกนายไม่รู้อะไร วันนั้นลูกพี่ซูของเราจัดการคุณชายอู๋ซะน่วมเลย! แล้วนักยุทธอาวุโสตั้งหลายคน ยังคุกเข่าให้ลูกพี่ซูของเราด้วย! อ่อ.. ผู้เฒ่าฮั๋วยังเดินเข้าไปทักทายลูกพี่ซูด้วย..”

ยิ่งเล่า.. หวังหลี่หงก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น

“ห๊ะ?! ผู้เฒ่าฮั๋วเหรอ?” เจียงเชาร้องตะโกนถามด้วยความตื่นเต้น “คนที่เคยเป็นนายทหารระดับสูงงั้นเหรอ?”

“ใช่แล้ว!”

ปู่่ของเจียงเชานั้นเคยเป็นทหารอยู่ในกองทัพ และเขาเคารพผู้เฒ่าฮั๋วราวกับเทพเจ้า เจียงเชาจึงเคารพและศรัทธาเหล่าฮั๋วมาตั้งแต่เด็ก

“ลูกพี่ซู.. พี่โคตรเจ๋งเลย!” เจียงเชานิ่งไปครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ร้องตะโกนออกมาเสียงดัง

ซูอานขมวดคิ้วกับคำพูดของเจียงเชา จากนั้นเขาก็กวาดสายตามองทุกคนพร้อมกับกำชับว่า “เรื่องนี้พวกเจ้าอย่าได้แพร่งพรายให้ผู้อื่นรู้โดยเด็ดขาด หากมีคนรู้เข้า พวกเจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าจะได้รับผลเช่นใด?”

ทุกคนรีบพยักหน้าหงึกๆทันที.. สำหรับเด็กน้อยเหล่านี้ ซูอานแค่ขู่เล็กน้อยพวกเขาก็ไม่กล้าพูดเรื่องนี้ออกไปแล้ว..

ซูอานยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจก่อนจะพูดต่อว่า “พวกเจ้าอย่าไปสนใจฐานะอะไรเหล่านั้นเลย ข้าก็เป็นเพียงแค่นักเรียนคนหนึ่ง แล้วก็เป็นลูกพี่ซูของพวกเจ้าก็พอแล้ว!”

เมื่อเห็นซูอานยิ้มและพูดจาเป็นปกติ เพื่อนๆในห้องต่างก็พากันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

“พี่ซูอาน.. ฉันอยากเรียนกังฟูกับพี่!”

เจียงเชาหน้าแดงก่ำ และลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจพูดออกมา ซูอานหันไปมองเจียงเชาพร้อมตอบกลับไปว่า

“กังฟูไม่ใช่สิ่งที่จะเรียนรู้ได้ง่ายๆ เจ้าอดทนต่อความยากลำบากและเจ็บปวดได้งั้นรึ?”

“ได้!” เจียงเชาตอบกลับด้วยสีหน้าจริงจัง

ซูอานเห็นเช่นนั้นจึงได้แต่พยักหน้าตกลง เพราะไม่ต้องการให้เจียงเชาต้องสูญเสียความมั่นใจ เจียงเชาถึงกับโน้มศรีษะลงจนหัวแทบโขกกับโต๊ะ และน้ำตาแทบร่วงออกมาด้วยความดีใจ

“ลูกพี่ซู.. ฉันก็อยากเรียด้วยเหมือนกัน” เพื่อนๆในห้องต่างก็ร้องตะโกนออกมาพร้อมกัน

ซูอานเห็นเช่นนั้น จึงได้แต่ร้องบอกทุกคนไปว่า “ร่างกายของพวกเจ้ายังอ่อนแอเกินไป ยังต้องพัฒนาร่างกายอีกมาก พวกเจ้าต้องวิ่งรอบสนานทุกวันให้ได้ห้าสิบรอบโดยไม่หายใจ และต้องฝึกชกกับโต๊ะทุกวันๆ”

“อะไรนะ?!”

ทุกคนในห้องต่างก็กรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือซ้อม แม้กระทั่งเจียงเชายังต่อรองว่า

“ลูกพี่ซู ลดลงหน่อยไม่ได้หรือยังไง?”

“ของฟรีไม่มีในโลก.. เจ้าไม่เคยได้ยินคำพูดนี้บ้างรึ? หากพยายามไม่มากพอ จะประสบความสำเร็จได้อย่างไรกันเล่า?”

“อ่อ.. แต่ก็มีอยู่วิธีหนึ่ง!”

ทุกคนต่างก็รอฟังซูอานพูดต่ออย่างใจจดใจจ่อ…

“พวกเจ้าไปนอนหลับ แล้วก็ฝันกลางวันเอา!”

แต่เจียงเชากลับทำสีหน้าเคร่งเครียด และบอกกับซูอานด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ลูกพี่ซู ฉันจะเรียนกังฟูกับลูกพี่ ฉันจะออกไปวิ่งรอบสนามตอนนี้เลย!”

“เจ้าจะบ้าหรืออย่างไร? คาบเรียนต่อไปกำลังจะเริ่มแล้ว กลับไปนั่งที่โต๊ะ! หากเจ้าอยากฝึกฝนจริงๆ ก็เปลี่ยนจากขึ้นรถเป็นวิ่งมาโรงเรียนแทนได้ รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์บ้าง..”

“ครับลูกพี่ซู!”

หลังจากเรียนติดต่อกันอีกสามคาบ ทุกคนก็ได้พัก และเวลานี้ต่างก็พากันพูดถึงเรื่องเด็กนักเรียนใหม่ที่จะเข้ามาเรียนที่นี่

“นี่พวกนายรู้หรือยังว่าจินจื่อหยาจะมาเรียนที่นี่กับพวกเรา?”

“โอ้โห.. มีนางฟ้ามาเรียนกับพวกเราด้วยเหรอ?”

เด็กนักเรียนชายต่างพากันพูดคุยเรื่องนี้กันไม่หยุน ในขณะที่ใครบางคนก็เอารูปของจินจื่อหยามาโพสลงในฟอรั่มข่าวของทางโรงเรียน และก็มีนักเรียนพากมามาคอมเมนต์อย่างล้นหลาม ทุกความเห็นล้วนชื่นชมในความสวยของจินจื่อหยา

ซูอานยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง และได้แต่นึกดีใจที่ในที่สุดครอบครัวของเธอ ก็ปล่อยให้เธอได้ใช้ชีวิตปกติ และกลับมาเรียนหนังสือดังเดิม

แต่ซูอานก็นึกแปลกใจไม่น้อยว่า เพราะเหตุใดจินจื่อหยาจึงมาเรียนหนังสือที่เจียงโจว ทั้งที่ควรจะเรียนที่หลินโจว? แต่ซูอานก็ไม่ได้คิดที่จะหาคำตอบมากนัก เขาเพียงแค่นึกสงสัย แล้วก็ปล่อยเลยผ่านไป

จนกระทั่งในเวลาบ่าย รถ Porche 918 สีแดงสดใสก็แล่นเข้ามาในโรงเรียน และทุกคนก็ได้แต่ฮือฮาเมื่คนขับรถคันนี้คือจินจื่อหยา ส่วนชายชราที่นั่งมาด้วยข้างๆนั้น ดูเหมือนจะเป็นบอดี้การ์ดของเธอ

ทุกคนในห้องเรียนพากันนั่งคอยืดคอยาวราวกับยีราฟ เด็กนักเรียนชายต่างก็ต้องการที่จะได้เห็นนางฟ้าจินจื่อหยาของพวกเขา

วันนี้จินจื่อหยาแต่งตัวเรียบง่าย เธอสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงยีนส์ และรองเท้าผ้าใบ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจบดบังรัศมีความงดงามของเธอได้

แม้แต่ครูใหญ่โรงเรียนยู๋หลงยังต้องออกมาทักทาย และดูแลจินจื่อหยาด้วยตัวเอง และเวลานี้นักเรียนห้องสามต่างก็พากันวิ่งออกไปดูนางฟ้าจินจื่อหยา

“ลูกพี่ซู.. ไม่ออกไปดูหน่อยเหรอ?”

“ไม่ล่ะ.. เดี๋ยวนางก็ต้องมาเรียนที่ห้องนี้อยู่ดี!”

เจียงเชาถึงกับหันไปมองซูอานพร้อมกับถามขึ้นว่า “ลูกพี่ซู.. อย่าบอกนะว่าพี่เป็นหมอดูด้วย?”

“หากเจ้าไม่เชื่อจะพนันกับข้าก็ได้ นางไม่เพียงจะมาเรียนที่ห้องนี้ แต่ยังจะต้องมานั่งข้างข้าด้วย!”

ระหว่างที่ทุกคนกำลังรอดูด้วยความตื่นเต้นนั้น จินจื่อหยาก็เดินตรงมาที่ห้องสามพร้อมกับบอดี้การ์ด และเมื่อมาถึงเธอก็เปิดประตูวิ่งเข้าไปหาซูอานด้วยความดีอกดีใจ

“พี่ซูอาน!”

ซูอานยิ้มให้พร้อมกับถามขึ้นว่า “นี่พ่อของเจ้ายอมให้เจ้ามาเรียนถึงที่นี่เชียวรึ?”

จินจื่อยาตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ลุงเจียงมากับฉันด้วย!”

ชายชราที่ยืนอยู่ด้านหลังจินจื่อหยารีบโค้งคำนับหลิงหยุน พร้อมกับเอ่ยทักทาย “คิดไม่ถึงว่าจะพบอาวุโสซูที่นี่!”

ซูอานพยักหน้ายิ้มๆพร้อมกับตอบไปว่า “เจ้ากลับไปได้แล้ว จื่อหย่าอยู่กับข้าจะไม่มีอันตรายเกิดขึ้นกับนางแน่!”

ชายชราพยักหน้า และทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย เพราะอยู่กับซูอาน ย่อมต้องปลอดภัยกว่าอยู่กับเขาอย่างแน่นอน

*****

[ฝากนิยายแปลอีกเรื่องของทีมงานนะคะ: จักรพรรดิ์เทพมังกร ]

จักรพรรดิเทพมังกร

(Dragon Emperor - Martial God)

ความเป็นอมตะของหลิงหยุนได้มลายหายไป.. ทำให้เขาตกลงมาสู่โลกมนุษย์ ในยุคที่เต็มไปด้วยความเสื่อมทรามอย่างที่สุด

จากนั้น.. หลิงหยุนจะค่อยๆ บ่มเพาะพลังในตัวเองทีละขั้น ทีละขั้น และไต่ลำดับขึ้นไปต่อกรกับสวรรค์ได้อย่างไร..

******

จบบทที่ ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 94 : เข้าสู่ขั้นโฮ่วเทียน

คัดลอกลิงก์แล้ว