เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 9 : กินอาหารในภัตตาคาร

ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 9 : กินอาหารในภัตตาคาร

ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 9 : กินอาหารในภัตตาคาร


บทที่ 9 : กินอาหารในภัตตาคาร

“พ่อหนุ่ม เธอยังจะกล้าพูดอีกมั๊ยว่าไม่รู้เรื่องศิลปะการต่อสู้?”

เหล่าฮั๋วจ้องหน้าซูอานด้วยสายตาตำหนิในขณะที่เอ่ยถามออกไปอีกครั้ง

“ความจริงแล้วฉันเองก็เตรียมที่จะรับเธอไว้เป็นลูกศิษย์ แต่หลังจากที่เห็นเธอสงบนิ่งได้ทั้งที่ถูกลูกศิษย์ของฉันพูดจาดูถูกแบบนั้น ฉันก็เลยเปลี่ยนใจให้เธอมาเป็นเพื่อนร่วมงานแทนดีกว่า!”

ในกลุ่มของผู้ที่ฝึกวิชาศิลปะการต่อสู้นั้น จะนับถือกันด้วยวัยวุฒิ และระดับความเก่งกาจของแต่ละคน

ซูอานพยักหน้าเห็นด้วยทันที เพราะถึงแม้เหล่าฮั๋วจะมีเงินทองมากมาย แต่ดูเหมือนจะยังไม่มีคนมีฝีมืออยู่ข้างกาย

ด้วยเหตุนี้ซูอานจึงยอมรับกับเหล่าฮั๋วไปว่า “เอาล่ะ.. ข้าบอกเจ้าก็ได้ ข้าน่าจะเป็นผู้ฝึกรยุทธ และผู้ที่สอนวรยุทธให้กับข้าก็คือชายชราคนหนึ่งที่ข้าพบเข้าโดยบังเอิญ”

“ชายชรางั้นรึ?” เหล่าฮั๋วจ้องมองซูอานพร้อมกับถามออกมาด้วยความสงสัย

“ถูกต้อง! เมื่อครั้งที่ข้ายังเด็ก ชายชราผู้นี้เคยใช้หน้าอกของตนกระแทกก้อนหินขนาดใหญ่จนแตกละเอียดต่อหน้าข้า ข้าเห็นกับตาตัวเองว่ามันเป็นก้อนหินขนาดใหญ่มาก ข้าจำได้ว่าครั้งนั้นข้าถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก..”

“ใช้หน้าอกกระแทกหินจนแตกละเอียดเชียวรึ?!”

เหล่าฮั๋วถึงกับตกใจอย่างมาก เขาฝึกฝนศิลปะการต่อสู้และกำลังภายในมาหลายปี จึงพอที่เข้าใจได้ว่าผู้ที่จะสามารถทำเช่นนั้นได้ อย่างน้อยก็ต้องมีกำลังภายในที่แข็งแกร่งในระดับหนึ่ง และน่าจะอยู่สำเร็จในขั้นปรับกายาเริ่มต้นแล้ว

“มันเป็นหินจริงๆ ข้าเห็นกับตาว่าเขาใช้หน้าอกของตัวเองกระแทกจนแตกละเอียด ไม่ใช่ค้อน!”

ซูอานแกล้งทำเป็นตกใจและประหลาดใจจนเกินกว่าเหตุ เพื่อให้อีกฝ่ายเชื่อในเรื่องที่ตนกำลังโกหก

“ดูเหมือนเธอจะได้พบกับยอดฝีมือที่แท้จริงเข้าแล้วล่ะ!”

“อ่อ.. ข้ายังจำได้ว่าตอนนั้นชายชราจะแอบขายคัมภีร์สิบแปดฝ่ามือมังกรให้กับข้าด้วย แต่ตอนนั้นข้าไม่มีเงินเลย ก็เลยไม่ได้ซื้อมา ตอนนี้ก็ได้แต่มานึกเสียใจ!”

เหล่าฮั๋วเห็นสีหน้าท่าทางจริงจังของซูอาน ก็ได้แต่หัวเราะขื่นออกมาอย่างนึกเสียดายเช่นกัน

“ในเมื่อเธอยังไม่เข้าใจคำว่าศิลปะการต่อสู้หรือวรยุทธดีนัก ฉันก็จะอธิบายให้เธอฟังเอง ศิลปะการต่อสู้และวรยุทธจะแบ่งออกเป็นสองประเภทกว้างๆ ประเภทแรกคือการฝึกกำลังภายนอก และสองคือการฝึกกำลังภายใน การฝึกำลังภายในนั้นยังรวมไปถึงการฝึกฝนขัดเกลาจิตใจด้วยนั่นเอง..”

“ยกตัวอย่างพวกละครจอมยุทธ์โบราณในทีวี ชาวยุทธที่มีกำลังภายในจะสามารถใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินไปมาได้นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ในสมัยโบราณนั้นมีจริงๆ เพียงแต่คนในยุคสมัยใหม่มีพลังจิตที่ไม่แกร่งกล้าแบบนั้น ก็เลยไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้ยังไงล่ะ..”

“แบบนั้นล่ะที่เราเรียกว่ามีกำลังภายใน!”

“ผู้มีวรยุทธทั่วไปกลั่นสสารบ่มเพาะกายา ระดับจอมยุทธขึ้นไปกลั่นพลังภายในบ่มเพาะจิตใจ และระดับปรมาจารย์กลั่นจิตใจให้บริสุทธิ์มุ่งสู่ความเป็นเซียน..”

“เพราะฉะนั้น.. การฝึกกำลังภายในจึงไม่ได้หมายถึงแค่พลังลมปราณที่หมุนเวียนภายในร่างกายเท่านั้น!”

ซูอานนิ่งฟังด้วยความประหลาดใจและตกตะลึง แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่เหล่าฮั๋วพูดออกมายังแตกต่างจากเส้นทางการบ่มเพาะมุ่งสู่ความเป็นเซียนของเขาอยู่บ้าง เส้นทางบ่มเพาะของเขานั้นเริ่มต้นที่กลั่นชี่ให้สำเร็จ จากนั้นจึงกลั่นชี่ขัดเกลาจิตวิญญาณ ต่อด้วยขัดเกลาจิตวิญญาณมุ่งสู่ความเป็นเซียนและความว่างเปล่า ท้ายที่สุดจากว่างเปล่าเข้าสู่จิตแห่งเต๋า..

ในโลกที่เขาจากมานั้น ทุกคนล้วนมีรากฐานลมปราณที่เกือบจะสมบูรณ์สูงสุด เรียกได้ว่าหากเทียบกับผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ในโลกใบนี้ กำลังภายในก็น่าจะอยู่ในระดับสูงสุดของคนที่นี่แล้ว

หลังจากที่ได้ฟังคำอธิบายของเหล่าฮั๋ว ซูอานจึงเริ่มเข้าใจภาพทุกอย่างได้ชัดเจนมากขึ้น และนึกขอบใจเหล่าฮั๋วอยู่ไม่น้อย

เมื่อทั้งคู่เดินออกมาจากห้องฝึก ทั้งเด็กสาวและฉือกงที่อยู่ด้านนอกต่างก็รีบร้องถามออกไปด้วยความเป็นห่วงทันที

“อาจารย์เป็นยังไงบ้าง?”

“ฉันไม่เป็นไร.. ฉันไม่เป็นไร..”

เหล่าฮั๋วไม่บอกเล่าผลการประลองให้กับลูกศิษย์รู้ แต่ไม่ใช่เพราะว่าเขาอับอาย เพียงแต่เขาไม่สะดวกและรู้สึกลำบากใจที่จะต้องพูดโกหก

เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉือกงก็ได้แต่ครุ่นคิดพร้อมกับจ้องมองซูอานตาไม่กระพริบ..

“เหล่าฮั๋ว ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อน!”

ซูอานไม่ต้องการเสียเวลาอยู่ที่นี่นานนัก เขาต้องการหาสถานที่เงียบๆ และฮวงจุ้ยดีๆเพื่อเก็บตัวฝึกบ่มเพาะอย่างหนักมากกว่า

เหล่าฮั๋วเองก็ไม่ขัด เขายื่นบัตรสีดำใบหนึ่งใหกับซูอานพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ในเมื่อเธอกับฉันมีชะตาต้องกัน ฉันก็ขอมอบบัตรเครดิตนี่ให้เธอไว้ใช้ ต่อไปเธอก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเงินทองอีก!”

เวลานี้ซูอานกำลังร้อนเงินมาก เขาไม่มีเงินติดตัวมาเลยแม้แต่หยวนเดียว ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามื้อต่อไปจะหาอะไรลงท้องได้ เมื่อได้ยินเหล่าฮั๋วพูดออกมาเช่นนั้น เขาจึงรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก

ซูอานรีบยื่นมือออกไปรับบัตรเครดิตมาทันทีโดยไม่ลังเล และไม่มีทีท่าอิดออดปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย ทำให้เหล่าฮั๋วถึงกับเผลอยิ้มออกมา

เมื่อซูอานเดินลับสายตาไปแล้ว สีหน้าของเหล่าฮั๋วก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที

“ท่านอาจารย์ เขาแข็งแกร่งมากเลยเหรอครับ?” ฉือกงรีบเอ่ยถามเหล่าฮั๋วด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที

“ใช่แล้ว! เขาแข็งแกร่งมากทีเดียว ใครก็ยากที่จะฉุดรั้งเขาไว้ได้ แต่ในวันข้างหน้าเขาจะเป็นประโยชน์กับฉันมาก!”

...

ซูอานเดินออกจากโรงเรียนสอนศิลปะการต่อสู้ของเหล่าฮั๋วมาแล้ว เขาก็เดินไปตามท้องถนนอย่างไร้จุดหมาย

ในเมื่อมีบัตรเครดิตใบนี้ เขาก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร และเสื้อผ้าอีกต่อไป เหลือเพียงเรื่องหาที่อยู่ใหม่เท่านั้น

“เฮ้อ.. ช่างน่าเศร้าและน่าอับอายนัก จักรพรรดิเสียนอู่ที่ยิ่งใหญ่เช่นข้า กลับต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนไร้ที่อยู่เช่นนี้!”

แม้เสียงบ่นพึมพำของซูอานจะไม่ดังนัก แต่คนเดินถนนรอบตัวต่างก็ได้ยินกันอย่างชัดเจน ทุกคนต่างก็จ้องมองเขาด้วยสายตาแปลกประหลาด และทุกคนต่างก็คิดว่าเขาเป็นคนบ้า..

“ช่างเถิด! อย่าพูดถึงเรื่องนี้ดีกว่า ข้าเริ่มรู้สึกหิวอีกแล้ว ไปหาอะไรกินให้อิ่มท้องก่อนจะดีกว่า!”

ซูอานหันมองไปรอบตัว และเมื่อเห็นภัตตาคารที่อยู่ฝั่งตรงข้า เขาจึงก้มลงมองบัตรสีดำในมือแล้วรีบเดินข้ามถนนตรงไปที่ภัตตาคารทันที

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปภายในภัตตาคาร ซูอานจึงได้รู้ว่านี่ไม่ใช่ร้านอาหารธรรมดาอย่างที่คิดไว้ แต่เป็นภัตตาคารสำหรับชนชั้นสูงร่ำรวย

และนี่ทำให้เขายิ่งรู้สึกว่าเหล่าฮั๋วต้องไม่ใช่คนธรรมดา อีกทั้งเมื่อคิดถึงวิชาศิลปะการต่อสู้ของเขาเมื่อครู่ ก็ยิ่งทำให้คิดว่าแม้แต่อันธพาลคงไม่อยากพบเจอเขาเป็นแน่

พนักงานต้อนรับสาวเดินเข้ามาทักทายซูอานพร้อมกับรินน้ำให้กับเขา

“ไม่เลวทีเดียว รูปร่างของเจ้าสมส่วนยิ่งนัก!”

ทันทีที่ได้ยินคำพูดของซูอาน พนักงานเสริฟสาวสวยก็ถึงกับใบหน้าแดงก่ำขึ้นมาด้วยความเขินอาย และรีบหยิบเมนูมายื่นให้กับเขาทันที

แต่เล้วพนักงานหนุ่มก็เดินเข้ามายืนข้างๆซูอานพร้อมกับถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจนัก “เมื่อครู่แกพูดว่าอะไร?”

“ข้าพูดว่านางรูปร่างดี สมส่วนไร้ที่ติ ข้าพูดอะไรผิดงั้นรึ?” ซูอานตอบเสียงเย็น

“ไอ้บ้านนอก! จะกินอาหารที่นี่ แกมีปัญญาเหรอ?!”

พนักงานหนุ่มปรายตามองซูอานพร้อมกับแสดงท่าทางดูถูกเหยียดหยาม

แต่จะตำหนิพนักงานหนุ่มก็ไม่ถูกนัก เพราะดูจากลักษณะท่าทางและการแต่งตัวของซูอานแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวน่าจะมีเงินไม่ถึงสองร้อยหยวนด้วยซ้ำ และที่ภัตตาคารแห่งนี้อาหารแต่ละจานก็ราคาหนึ่งพันหยวนขึ้นไปทั้งนั้น

พนักงานสาวที่ยังคงขุ่นเคืองใจกับคำพูดของซูอานเมื่อครู่ หลังจากที่ได้สังเกตซูอานไปทั่่วทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้ว เธอจึงได้แต่นึกรังเกียจซูอาน และรีบพูดกับเขาว่า

“อาหารที่ถูกที่สุดในร้านก็เกือบพันหยวนแล้ว คุณมีเงินจ่ายเหรอคะ?”

ซูอานจ้องมองพนักงานเสริฟทั้งสองด้วยสายตาที่ขุ่นเคืองเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะคำพูดดูถูกของคนทั้งคู่ แต่เป็นเพราะทั้งสองทำให้เขาต้องเสียเวลา และเขาก็เริ่มหิวมากแล้ว

“ไปเอากุ้งมังกร อุ้งตีนหมี ซุปหางกวาง เป็ดย่าง ไก่ย่าง ห่านย่าง ทุกอย่างในร้าน เอามาให้หมด..”

ซูอานสั่งอาหารทั้งหมดโดยไม่สนใจมองดูราคาด้วยซ้ำไป

เมื่อเห็นซูอานสั่งอาหารมากมายกว่าสามสิบจานเช่นนี้ พนักงานเสริฟทั้งสองก็ยิ่งโมโห และพูดกับซูอานด้วยท่าทีก้าวร้าว

“นี่.. แต่งตัวบ้านนอกไร้รสนิยมแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะมีเงินจ่ายรึเปล่า กล้าสั่งอาหารมากมายแบบนี้ คิดจะมาก่อกวนหรือยังไงห๊ะ?!”

พนักงานหนุ่มยกมือขึ้นชี้หน้าซูอาน พร้อมกับตะโกนใส่หน้าด้วยความโมโห

“ไปเอาอาหารที่ข้าสั่งมาเสริฟเดี๋ยวนี้! เร็วเข้า!” ซูอานที่เริ่มโมโหอย่างมาก ร้องตะโกนสั่งเสียงดังอีกครั้ง

เสียงทะเลาะของคนทั้งสามดังขึ้นดึงดูดความสนใจของแขกในร้าน เวลานี้ทุกคนต่างก็จ้องมองซูอานด้วยสีหน้าเหยียดหยัน

แขกในภัตตาคารแห่งนี้แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็นเศรษฐี และชนชั้นสูงของเมืองนี้ทั้งนั้น ทุกคนแต่งตัวหรูหราด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมเหมาะกับภัตตาคารชั้นสูงแห่งนี้ ตรงข้ามกับซูอานโดยสิ้นเชิง

จึงไม่แปลกนักที่ทุกคนจะมองซูอานด้วยสายตาเหยียดหยันเช่นนั้น

“ข้าเป็นแขกของภัตตาคารแห่งนี้ ส่วนพวกเจ้าเป็นแค่พนักงานเสริฟ เหตุใดจึงไม่ทำตามความต้องการของลูกค้าเล่า?”

ซูอานจ้องมองพนักงานเสิรฟทั้งสองด้วยแววตาสงบนิ่ง แต่เริ่มตำหนิการทำงานของพนักงานทั้งสองทันที ในเมื่อทั้งคู่ไม่ให้เกียรติเขา เขาก็ไม่จำเป็นต้องให้เกียรติคนทั้งคู่เช่นกัน

จบบทที่ ย้อนชีวิตพิชิตเซียน - บทที่ 9 : กินอาหารในภัตตาคาร

คัดลอกลิงก์แล้ว