- หน้าแรก
- ระบบนี้พี่ขอ! ปั้นคนธรรมดา สู่เจ้าสัวออนไลน์!
- บทที่ 100 เปล่งประกายในทุกท่วงท่า (ฟรี)
บทที่ 100 เปล่งประกายในทุกท่วงท่า (ฟรี)
บทที่ 100 เปล่งประกายในทุกท่วงท่า (ฟรี)
บทที่ 100 เปล่งประกายในทุกท่วงท่า
เจียงหัวกำลังตั้งใจดูเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ ไม่นานก็เห็นหลิวม่านหนิงเดินก้มตัวกลับเข้ามา
พอนั่งลงปุ๊บ เธอก็รีบโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูเจียงหัวทันที "เมื่อกี้ตอนที่ฉันไปเติมเครื่องสำอางในห้องน้ำ ได้ยิน..."
ตอนแรกเจียงหัวยังไม่ค่อยใส่ใจ แต่พอได้ฟังเรื่องราวต่อมา เขาก็ถึงกับนั่งตัวตรงด้วยความสนใจ
"โห เล่นกันถึงขนาดนี้เลยเหรอ" หลังจากฟังจบเขาก็ตกใจมาก แล้วหันไปถามหลิวม่านหนิง "เธอไม่ได้ฟังผิดแน่นะ"
"ไม่ผิดค่ะ น่าจะเป็นฉู่เจียเจียคนนั้นแหละ เสียงคล้ายกันมาก"
หลิวม่านหนิงพูดอย่างทึ่งๆ "ไม่คิดเลยว่าเด็กสาวคนนั้นดูอายุก็ไม่เยอะ การแต่งตัวก็ดูเหมือนเด็กดี แต่ความจริงแล้วจะ...เปิดเผยขนาดนั้น"
"เด็กสมัยนี้นี่นะ ลูกเล่นเยอะจริงๆ"
เธอรู้สึกทึ่งอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกว่าแม้ตัวเองจะอายุมากกว่าอีกฝ่ายหลายปี แต่ประสบการณ์หลายๆ อย่างอาจจะสู้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
อย่างน้อยเธอก็ไม่เคยทำเรื่องแบบนั้นในห้องน้ำมาก่อน
เมื่อหันไปมองเจียงหัว ในใจของหลิวม่านหนิงก็พลันเกิดความคิดขึ้นมาว่า ถ้าหากเจ้าหนุ่มคนนี้ขอให้เธอทำแบบนั้นในที่แบบนั้นบ้าง เธอควรจะยอมตกลงดีไหมนะ
แม้จะรู้สึกสับสนอยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วส่วนใหญ่เธอก็น่าจะยอมทำตามใจเขาแบบกึ่งเต็มใจกึ่งปฏิเสธอยู่ดี
ในตอนนี้แววตาของเจียงหัวเป็นประกายขึ้นมาจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อมีหญิงสาวสวยหอมกรุ่นเย้ายวนใจนั่งอยู่ข้างๆ ใครบ้างจะไม่อยากลองจินตนาการดู
"หึๆ หรือว่าเราลองหาโอกาสไปลองกันบ้างดีไหม" เขาเอ่ยชวนออกมาตรงๆ
"ไม่ได้นะคะ" หลิวม่านหนิงรีบปฏิเสธทันควัน แต่ก็ยังคิดแล้วเว้นช่องว่างไว้ "อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ ในห้องน้ำคนเดินเข้าออกเยอะแยะ น่าอายจะตายไป"
"หมายความว่าถ้าเป็นที่ที่คนน้อยๆก็ลองได้งั้นสิ"
"ฉัน...ฉัน...ไม่รู้!"
หลิวม่านหนิงหน้าแดงก่ำ เธอรีบหันหน้าหนีไม่สนใจเจียงหัวอีก กลัวว่าตัวเองจะเผลอพูดอะไรที่ไม่รู้จักอายออกไปอีก
เจียงหัวหัวเราะหึๆ คิดในใจว่าไม่ต้องรีบร้อน ขอแค่ยอมให้ฝึกปรือ ต่อไปย่อมมีโอกาสอีกเยอะ
ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกันอีก ตั้งใจดูหนังต่อไป
ส่วนฉู่เจียเจียกับแฟนหนุ่มของเธอก็ไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลย
จนกระทั่งหนังจบและผู้คนเริ่มทยอยออกจากโรง เจียงหัวก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของฉู่เจียเจีย คาดว่าคงถูกแฟนหนุ่มพาไปสนุกกันต่อที่โรงแรมแล้ว
"ตอนจบของหนังซึ้งดีนะคะ" ตอนนี้หลิวม่านหนิงยังคงอินอยู่กับเนื้อเรื่องในหนัง "พอดูจบแล้วฉันก็ไม่ค่อยกลัวแล้วล่ะ"
"เหรอ" เสียงทุ้มๆ ของเจียงหัวดังมาจากข้างๆ เขาจงใจทำหน้าบิดเบี้ยวให้ดูน่ากลัว พอหลิวม่านหนิงหันมาเห็น ร่างกายก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที
"อยากตายรึไง!" เมื่อได้สติ เธอก็ฟาดฝ่ามือลงบนตัวเจียงหัว แล้วพูดอย่างโมโห "อายุเท่าไหร่แล้วยังจะมาเล่นเป็นเด็กๆ แกล้งทำเป็นผีหลอกคนอีก!"
"หึๆ" เจียงหัวหัวเราะแล้วดึงเธอเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน "แล้วผู้ใหญ่เต็มตัวอย่างเธอไม่ใช่ว่ายังตกใจอยู่เหรอ"
สำหรับหญิงสาวแสนสวยที่มีจิตใจเหมือนเด็กสาวอย่างหลิวม่านหนิงคนนี้ เขามักจะอดใจไม่ไหวที่จะแกล้งเธอเสมอ การทำให้เธอโกรธทำให้เจียงหัวรู้สึกมีความสุขอย่างประหลาด
หลิวม่านหนิงถลึงตาใส่เขาอย่างหัวเสีย พลางยกมือขึ้นตบหน้าอกตัวเองเบาๆ เมื่อกี้เธอตกใจจริงๆ
"นี่ก็เที่ยงแล้ว มื้อกลางวันอยากกินอะไรดี" เมื่อเดินออกจากโรงภาพยนตร์ เจียงหัวก็ดูเวลาซึ่งเป็นเวลาบ่ายโมงกว่าแล้ว
หลิวม่านหนิงขี้เกียจคิด เธอจึงโยนคำถามนี้กลับไปให้เจียงหัว "อะไรก็ได้ค่ะ"
"ไปกินหม้อไฟไหม"
"อากาศร้อนขนาดนี้ ไม่อยากกินหรอก"
"งั้นหาร้านอาหารสั่งกับข้าวสักสองสามอย่าง"
"ยุ่งยาก ไม่รู้ต้องรอนานแค่ไหน"
"อาหารตะวันตกล่ะ สเต๊กดีไหม"
"ไม่อร่อย ฉันไม่ชอบกินของกึ่งสุกกึ่งดิบ"
"..."
เจียงหัวถึงกับอ้าปากค้าง นี่น่ะเหรอที่เธอบอกว่าอะไรก็ได้
"มองหน้าฉันแบบนี้ทำไม" หลิวม่านหนิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ "ก็หาร้านสักร้านกินๆไปสิคะ"
เจียงหัวพูดไม่ออก สุดท้ายจึงพาเธอไปหาร้านหม้อไฟในห้างเพื่อจัดการมื้อกลางวันแบบง่ายๆ
แต่หลิวม่านหนิงกลับกินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่มีทีท่าว่าไม่อยากกินเลยสักนิด
เรื่องนี้ทำให้เจียงหัวต้องทอดถอนใจกับความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของผู้หญิงอีกครั้ง
"ร้านนี้รสชาติก็ไม่เลวนะคะ" หลิวม่านหนิงหยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาเช็ดปาก ใบหน้ามีแววเขินอายเล็กน้อย
เจียงหัวจะพูดอะไรได้อีก นอกจากพยักหน้า ในเมื่อเธอพูดอะไรก็ถูกเสมอ
"เดี๋ยวคุณไปเป็นเพื่อนฉันรับชุดหน่อยนะคะ" หลิวม่านหนิงเสยผมที่ข้างหูแล้วพูดกับเจียงหัว "ฉันเคยสั่งตัดชุดกี่เพ้าเอาไว้ เถ้าแก่บอกว่าวันนี้ไปรับได้แล้ว"
"กี่เพ้า?" ดวงตาของเจียงหัวเป็นประกาย ด้วยรูปร่างหน้าตาของหญิงสาวแสนสวยตรงหน้า หากได้สวมชุดกี่เพ้าที่เหมาะสม มีหวังได้สวยสะกดใจจนล่มเมืองแน่ๆ
เขาพยักหน้าตอบตกลงอย่างคาดหวัง
...
ไม่นานเจียงหัวก็ขับรถพาหลิวม่านหนิงมาถึงร้านตัดกี่เพ้าแบบส่วนตัวแห่งหนึ่ง
เจ้าของร้านเป็นคุณย่าสูงวัย ผมเริ่มมีสีขาวแซม แต่ดวงตายังคงเปี่ยมด้วยพลัง เธอกำลังนั่งเย็บปักถักร้อยเสื้อผ้าอย่างตั้งใจ โดยมีเด็กสาวอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปีคอยเรียนรู้อยู่ข้างๆ
คุณย่าบรรจงร้อยด้ายสอดเข็มอย่างพิถีพิถันไปพร้อมๆ กับสอนเทคนิคและแนวคิดต่างๆ ให้กับเด็กสาว
ทั้งสองคนตั้งใจอย่างมาก ในสายตาราาวกับมีเพียงชุดกี่เพ้าที่ยังทำไม่เสร็จอยู่ตรงหน้า ไม่ได้สนใจการมาถึงของเจียงหัวและหลิวม่านหนิงเลยแม้แต่น้อย
"อะแฮ่ม" เจียงหัวจำต้องส่งเสียงเพื่อเตือนอีกฝ่าย
เมื่อได้ยินเสียง ทั้งคู่จึงเงยหน้าขึ้นมามอง
คุณย่าขยับแว่นสายตาบนสันจมูกเล็กน้อย เมื่อเห็นหลิวม่านหนิง ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นมา "หนูหลิวนี่เอง มารับชุดเหรอจ๊ะ"
พูดจบเธอก็ลุกขึ้นเดินเข้ามา โดยมีเด็กสาวเดินตามติดอยู่ข้างๆ สายตาของเด็กสาวมองหลิวม่านหนิงอย่างระมัดระวัง ในใจลอบชื่นชมว่า พี่สาวคนนี้สวยจัง
หลิวม่านหนิงยิ้มแล้วเดินเข้าไปหา "ใช่ค่ะคุณย่าติง พอได้ยินว่าคุณย่าทำชุดเสร็จแล้ว หนูก็อดใจรอไม่ไหว อยากจะรีบมาลองเลยค่ะ"
"แหม ปากหวานไม่เปลี่ยนเลยนะเรา" คุณย่าติงยิ้มแล้วจูงมือเธอเดินไปยังห้องด้านหลัง พลางพูดอย่างมั่นใจ "แต่ฝีมือของย่าน่ะ รับรองว่าจะต้องทำให้หนูพอใจแน่นอน"
หลิวม่านหนิงหันมาขยิบตาให้เจียงหัว ให้เขารออยู่ตรงนี้สักครู่
เจียงหัวพยักหน้า แล้วจึงไปนั่งรอที่เก้าอี้ข้างๆ
เด็กสาวที่อยู่ข้างคุณย่าติงเมื่อครู่ เดินมารินน้ำให้เขาอย่างสงวนท่าที
"ขอบคุณครับ" เจียงหัวยิ้มแล้วรับแก้วมา
เด็กสาวยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นก็กลับไปที่โต๊ะทำงาน แล้วตั้งใจศึกษากี่เพ้าที่คุณย่าติงกำลังทำต่อ ดวงตาของเธอช่างใสซื่อบริสุทธิ์
หลังจากดื่มน้ำหมด เจียงหัวก็กวาดตามองชุดกี่เพ้าที่ทำเสร็จแล้วและแขวนอยู่รอบๆ ด้วยความสงสัย มีหลากหลายสไตล์ ฝีมือการตัดเย็บประณีตมาก ดูแล้วหรูหรามีระดับ
หลังจากดูจนทั่ว เขาก็เดินมาที่โต๊ะทำงานของเด็กสาว เห็นเธอกำลังตั้งใจวาดรูปชุดกี่เพ้าลงบนสมุด ภาพวาดนั้นสวยงามมาก และทุกส่วนก็ถูกระบุข้อมูลตัวเลข รวมถึงวัสดุที่ใช้ปักลายและวิธีการเดินเข็มต่างๆ ไว้อย่างละเอียด
ความตั้งอกตั้งใจแบบนี้หาได้ยากในเด็กวัยนี้ เจียงหัวอดที่จะชื่นชมไม่ได้ เขาจึงยิ้มแล้วเอ่ยชมว่า "วาดรูปสวยจังเลย เรียนมานานแล้วเหรอครับ"
เด็กสาวได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นเจียงหัวมองภาพวาดของเธอด้วยแววตาชื่นชม เธอก็ก้มหน้าลงแล้วส่ายหัวอย่างเขินอาย
ขี้อายจังแฮะ เจียงหัวคิดในใจ
จากนั้นเขาก็ยิ้มแล้วถามต่อ "เพิ่งเริ่มเรียนเหรอครับ? ถ้าเพิ่งเริ่มแล้วทำได้ขนาดนี้ ถือว่ามีพรสวรรค์มากเลยนะ"
เด็กสาวยังคงไม่ตอบเขา เพียงแค่โบกมือไปมาอย่างเขินอาย บนใบหน้ามีรอยยิ้มถ่อมตน
เจียงหัวเลิกคิ้วเล็กน้อย คุยกันตั้งนานไม่มีคำตอบแม้แต่คำเดียว ทำให้เขารู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้ดูแปลกๆ
"เอ่อ...คงจะพูดไม่ได้สินะ" ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจของเขา
เพราะตั้งแต่ที่เขาเข้ามาในร้าน เด็กสาวคนนี้ไม่เคยเอ่ยปากพูดเลยสักคำ ถ้าไม่ใช่เพราะมีเหตุผลที่พูดไม่ได้ ก็คงจะแปลกเกินไปแล้ว
สายตาของเจียงหัวเปลี่ยนไป แต่เขาก็ไม่กล้าที่จะไปละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของคนอื่น
บางทีอาจเป็นเพราะเห็นเจียงหัวมองตัวเองด้วยความสงสัย เด็กสาวจึงเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เธอจึงเขียนข้อความลงบนกระดาษแล้วยื่นให้เจียงหัวดู:
"ขอโทษนะคะ ฉันพูดไม่ได้ค่ะ เลยไม่ได้ตอบคำถามของคุณเมื่อกี้ ขอโทษจริงๆ ค่ะ"
เมื่อเห็นข้อความนี้ เจียงหัวก็รีบโบกมือปฏิเสธ แล้วพูดอย่างเกรงใจ "ไม่เป็นไรเลยครับ ไม่ต้องขอโทษหรอก ผมต่างหากที่รบกวนคุณ"
เด็กสาวยิ้มแล้วเขียนข้อความต่ออีกประโยค: "ไม่รบกวนเลยค่ะ ขอบคุณสำหรับคำชมนะคะ หนูจะตั้งใจเรียนต่อไปค่ะ"
เจียงหัวมองดวงตาอันใสซื่อบริสุทธิ์ของเธอ ในใจก็อดทึ่งไม่ได้ว่าช่างเป็นเด็กสาวที่เข้มแข็งจริงๆ
ทันใดนั้น ประตูห้องด้านหลังก็ถูกเปิดออก
หลิวม่านหนิงเดินออกมาอย่างนวยนาด ในชุดกี่เพ้าปักลายสีฟ้าคราม ผมของเธอถูกเกล้าขึ้นสูง ทั่วทั้งร่างแผ่กลิ่นอายของความสูงส่งสง่างามและนุ่มนวลอ่อนโยน
เส้นสายอันละเอียดอ่อนของชุดขับเน้นส่วนโค้งส่วนเว้าอันงดงามของเธอ ชายกระโปรงที่บางเบาพริ้วไหวไปตามจังหวะการก้าวเดิน ทุกท่วงท่าอากัปกิริยาล้วนเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาและนุ่มนวลอ่อนหวาน เปล่งประกายสะกดทุกสายตา
ในวินาทีนั้น ในสายตาของเจียงหัว หลิวม่านหนิงเปรียบประดุจสมบัติล้ำค่า งดงามจนน่าหลงใหล