- หน้าแรก
- มหาเทพฟุ่มเฟือยไร้พ่าย
- บทที่สี่ ทะเลวิญญาณดั่งมหาสมุทรวิญญาณ
บทที่สี่ ทะเลวิญญาณดั่งมหาสมุทรวิญญาณ
บทที่สี่ ทะเลวิญญาณดั่งมหาสมุทรวิญญาณ
บทที่สี่ ทะเลวิญญาณดั่งมหาสมุทรวิญญาณ
"เกิดเรื่องอันใดกัน? การเปิดทะเลวิญญาณต้องใช้เวลาถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
เย่เฟิงยืนมองไปยังทะเลวิญญาณที่แผ่ขยายในร่างกายของตน ซึ่งถูกกลั่นจากพลังวิญญาณจนก่อกำเนิดเป็นทะเลวิญญาณอันกว้างใหญ่ แม้ดูเหมือนรูปร่างจะสมบูรณ์แล้ว แต่กลับยังไม่เสร็จสมบูรณ์เต็มที่ สร้างความสงสัยให้กับเขาไม่น้อย
อืม?
ทันใดนั้นเอง เย่เฟิงได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง นั่นก็คือพลังวิญญาณภายในทะเลวิญญาณกลับทวีความเข้มข้นขึ้น จากขั้นแรกตอนนี้กลับเป็นขั้นที่สอง
"นี่... มันเป็นไปได้จริงหรือ?"
"การเปิดทะเลวิญญาณนั้นยังพอเข้าใจ แต่ทำไมถึงมีพลังฝ่าด่านไปสู่ขั้นที่สองได้เล่า?"
ข้างกายของเย่เฟิง ผู้เฒ่าไป๋สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่ปะทุออกมาจากร่างของเย่เฟิง จนทำให้เขาตกตะลึงจนแทบจะไม่เชื่อสายตาของตนเอง
การเปิดทะเลวิญญาณนั้นเปรียบเสมือนการสร้างรากฐานแห่งพลังให้แก่ตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับผู้บำเพ็ญทุกคน ไม่เพียงแต่ต้องการสถานที่อันสงบเสงี่ยมในการบ่มเพาะพลังวิญญาณ แต่ยังต้องการโอสถและสมุนไพรอันเลอค่า เพื่อช่วยให้สามารถเปิดทะเลวิญญาณได้ถึงขั้นสูงสุด อีกทั้งยังต้องใช้เวลาในการตั้งหลักอย่างมั่นคงหลังจากเปิดทะเลวิญญาณ
ผู้เฒ่าไป๋ไม่เคยพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน การเปิดทะเลวิญญาณเช่นนี้ และการที่ทะเลวิญญาณเปิดเสร็จแล้ว ยังไม่ทันตั้งหลักกลับฝ่าด่านไปสู่ขั้นที่สองของทะเลวิญญาณเสียได้!
...
...
สามจั้ง!
สามสิบจั้ง!
สามร้อยจั้ง!
พลังวิญญาณในรัศมีสามจั้งรอบตัวเริ่มพุ่งพล่านอย่างรุนแรง จนกระทั่งในที่สุด พลังวิญญาณจากรอบข้างในรัศมีสามร้อยจั้งได้เริ่มโหมกระหน่ำเข้ามาหาเย่เฟิงอย่างดุเดือด
"มันเกิดอันใดขึ้น!"
"ใครช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้บ้าง?"
ผู้เฒ่าไป๋สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่เดือดพล่ายในรัศมีสามร้อยจั้ง หัวใจของเขาเย็นเฉียบ ท่ามกลางความงงงวยที่เข้าครอบงำเขา!
"ทะเลวิญญาณขั้นที่สาม!"
"ทะเลวิญญาณขั้นที่สี่!"
"ทะเลวิญญาณขั้นที่ห้า!"
พลังวิญญาณที่ฝ่าด่านยังคงระเบิดออกจากร่างของเย่เฟิงไม่หยุดหย่อน และความเร็วในการฝ่าด่านยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปเพียงสิบนาที...
เมื่อเย่เฟิงฝ่าด่านสู่ขั้นสูงสุดของทะเลวิญญาณขั้นที่เก้าได้สำเร็จ พลังวิญญาณจากทั่วทั้งรัศมีสามร้อยจั้งก็เริ่มสงบลง
"เวลาหนึ่งถ้วยชา!"
"ข้าคือบุรุษผู้มีระบบ! ใช้แต้มฟุ่มเฟือยฝ่าด่านจนถึงทะเลวิญญาณขั้นที่เก้าสูงสุด แต่อย่างไรก็ยังต้องใช้เวลาถึงสิบนาทีเชียวหรือ? มันควรจะเสร็จในพริบตาหรือไม่?"
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เย่เฟิงก็เผยสีหน้าลำบากใจและหันไปมองไปที่ผู้เฒ่าไป๋ที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างๆ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกล้าๆ กลัวๆ ว่า "ผู้เฒ่าไป๋ ข้าใช้เวลาถึงสิบนาทีในการเปิดทะเลวิญญาณแล้วฝ่าด่านไปถึงขั้นที่เก้าสูงสุด หากอาจารย์รู้ว่าเป็นเช่นนี้ ท่านจะมองข้าว่าเป็นขยะหรือไม่?"
???
ขยะ?
เจ้า... เจ้าเป็นขยะงั้นหรือ?
เจ้าเรียกตัวเองว่าเป็นขยะ?
เจ้า... เจ้าคิดว่าเจ้าคือขยะอย่างนั้นหรือ? แล้วข้าควรเรียกตนเองว่าเช่นไรดี?
ผู้เฒ่าไป๋ได้ยินวาจาเช่นนี้ถึงกับไปไม่ถูกมองไปที่เย่เฟิงด้วยสายตาว่างเปล่า ปากจะอ้ากล่าวคำใดก็มิอาจทำได้ เพราะเขานึกย้อนกลับไปถึงตัวเขาในวัยหนุ่ม ซึ่งแม้จะมีทรัพยากรในการบ่มเพาะที่อุดมสมบูรณ์ แต่ยังต้องใช้เวลาถึงแปดเดือนกว่าจะสามารถฝ่าด่านไปถึงขั้นที่เก้าของทะเลวิญญาณได้
และยังต้องมีวิชาบ่มเพาะที่เลิศล้ำพร้อมกับคำชี้แนะจากยอดฝีมือ
เฮ้อ!
เขาถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง ก่อนจะหันไปยิ้มให้เย่เฟิงและกล่าวว่า "ไม่แปลกที่เจ้าจะไม่ต้องการวิชาบ่มเพาะของนิกาย... ที่แท้เจ้าก็มีวิชาบ่มเพาะที่เลิศล้ำอยู่แล้ว"
หลังจากนั้น ผู้เฒ่าไป๋ก็เริ่มสนใจวิชาบ่มเพาะที่เย่เฟิงใช้ในการบ่มเพาะอย่างมาก สงสัยว่ามันจะเป็นวิชาบ่มเพาะอันใดที่สามารถบ่มเพาะได้อย่างรวดเร็วและพิเศษขนาดนี้ จนทำให้เย่เฟิงสามารถเปิดทะเลวิญญาณและฝ่าด่านไปถึงขั้นที่เก้าของทะเลวิญญาณได้ในระยะเวลาอันสั้น
"วิชาบ่มเพาะ?"
"ข้ามิได้มีวิชาบ่มเพาะอะไรทั้งนั้น... แม้แต่รากวิญญาณก็เช่นเดียวกัน ตอนนี้ข้ายังมิอาจสามารถสัมผัสพลังวิญญาณที่อยู่รอบตัวได้ด้วยซ้ำ"
ทว่าเมื่อได้ยินคำกล่าวของผู้เฒ่าไป๋ เย่เฟิงกลับเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัยจากภายในใจ
“เป็นไปมิได้!”
สิ้นเสียงเอ่ยของเย่เฟิง สีหน้าของผู้เฒ่าไป๋ก็เปลี่ยนไปทันที เขารีบรุดวางฝ่ามือลงบนหน้าผากของเย่เฟิงอย่างมิลังเล
จิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์อันมหาศาลแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างของเย่เฟิงในพริบตา พยายามตรวจสอบภายในอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ตุบ! ตุบ! ตุบ!
ไม่นานนัก ผู้เฒ่าไป๋ก็ผงะถอยหลังไปสามก้าวติดกัน สายตาที่มองเย่เฟิงในยามนี้เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงราวกับมองดูอสูรร้ายในคราบมนุษย์!
“มิมีรากวิญญาณจริงๆ!”
ถูกต้อง เย่เฟิงไม่มีรากวิญญาณ ในสภาพเช่นนี้ต่อให้เป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่งเพียงใด ก็ไม่อาจสามารถสัมผัสพลังวิญญาณระหว่างฟ้าดินได้ด้วยซ้ำ แล้วจะฝึกวิชาบ่มเพาะให้พลังวิญญาณเข้าสู่ร่างได้อย่างไร?
แต่ทว่า เย่เฟิงกลับฝืนตรรกะนี้ไปโดยสิ้นเชิง!
ไม่เพียงเปิดทะเลวิญญาณได้สำเร็จ เขายังฝ่าด่านเข้าสู่ทะเลวิญญาณขั้นที่เก้าได้อย่างเฉียบพลัน หากไม่ได้เห็นกับตา ต่อให้เอามีดจ่อคอก็ไม่มีทางเชื่อว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้จริง!
ยิ่งไปกว่านั้น...
สิ่งที่เย่เฟิงเปิดได้ มันใช่ทะเลวิญญาณธรรมดาซ่ะที่ไหนกัน?
นั่นมันคือ...มหาสมุทรวิญญาณชัดๆ!
รู้หรือไม่ว่าตอนที่หลัวเฉียนเสวี่ยเปิดทะเลวิญญาณของตน นั่นคือยิ่งใหญ่กว่าผู้บำเพ็ญทั่วไปถึงยี่สิบเท่า จนถึงขั้นที่บรรพชนประจำนิกายยังต้องลงมาตรวจสอบด้วยตนเอง
แต่ของเย่เฟิงน่ะหรือ?
ขนาดของทะเลวิญญาณของเขากว้างใหญ่กว่าของหลัวเฉียนเสวี่ยถึงยี่สิบเท่า!
เท่ากับสี่ร้อยเท่าของผู้บำเพ็ญธรรมดา!
กึก!
เพียงแค่คิดถึงตรงนี้ ผู้เฒ่าไป๋ก็อดมิได้ที่จะกลืนน้ำลายอย่างแรง เขาหันไปมองเย่เฟิงที่ยังคงยืนอยู่ด้วยสีหน้าใสซื่อไม่รู้อิโหน่อิเหน่...ในใจรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าหลายตลบ
“ไปกันเถอะ เรื่องของเจ้า...ควรให้ท่านอาจารย์ของเจ้าตรวจสอบด้วยตนเองจะดีกว่า”
เมื่อคิดไม่ตก ก็โยนเรื่องให้คนอื่นจัดการเสียเลย!
นี่คือสิ่งที่ผู้เฒ่าไป๋เลือกทำอย่างไม่ลังเล...ยังไงเย่เฟิงก็ไม่ใช่ศิษย์ของเขาอยู่แล้ว เรื่องประหลาดเกินสามัญแบบนี้ ปล่อยให้คุณหนูของตนไปปวดหัวเองเถอะ
ไม่กี่อึดใจถัดมา...
“ผู้เฒ่าไป๋ ท่านทำไมถึงช้าเพียงนี้?”
บนยอดเขา หลัวเฉียนเสวี่ยที่ยืนรออยู่นานจนเหงื่อตก เห็นทั้งสองเพิ่งจะมาถึงก็ตวัดเสียงถามอย่างหงุดหงิดในใจ
เวลาพวกนี้เอาไปบ่มเพาะไม่ดีกว่าหรือ?
“คุณหนู ศิษย์สุดที่รักของท่าน เมื่อครูที่ตีนเขาเกิดฝ่าด่านกระทันหัน...”
“ไม่เพียงเปิดทะเลวิญญาณได้สำเร็จ ทว่า...ทะเลวิญญาณของเขายังใหญ่กว่าของท่านถึงยี่สิบเท่า!”
“อีกทั้งตอนนี้ยังฝ่าด่านถึงทะเลวิญญาณขั้นที่เก้า(สูงสุด)แล้ว”
“และ...ที่ลืมมิได้เลยก็คือ... เขามิมีรากวิญญาณ”
เมื่อสิ้นคำกล่าวของผู้เฒ่าไป๋ เขาก็หมุนตัวเดินตรงไปยังเขตในของนิกายโดยไม่แม้แต่จะรอฟังคำตอบ
ใช่แล้ว...
ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่รกร้างไร้ผู้คนอย่างที่เห็น แต่เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างและเขตแดนคุ้มกันภัยจำนวนมาก เช่น วิหารประจำนิกาย ลานบ่มเพาะ เรือนพักของศิษย์ฝ่ายในและฝ่ายนอก รวมถึงค่ายกลคุ้มกันนิกายที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
“หืม?”
ได้ยินดังนั้น หลัวเฉียนเสวี่ยก็ขมวดคิ้วขึ้นทันใด ก่อนจะระดมจิตสำนึกศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบภายในร่างของเย่เฟิง
ครั้นได้เห็นทะเลวิญญาณอันกว้างใหญ่ดุจมหาสมุทรภายในตัวเขา...
แม้แต่นางก็ยังอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าอย่างแรง!
“เย่เฟิง เจ้าปราศจากรากวิญญาณ แล้วเจ้าเปิดทะเลวิญญาณกับฝ่าด่านขึ้นมาได้อย่างไร?”
หลังจากหายตกตะลึง หลัวเฉียนเสวี่ยก็จ้องมองศิษย์คนใหม่ของตนด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสนใจ
นางรู้ดีว่าแม้แต่ในพิภพเบื้องบน อาจารย์ของนางเองก็คงไม่อาจให้คำอธิบายที่ชัดเจนต่อกรณีนี้ได้
แต่ก่อนที่เย่เฟิงจะทันได้เอ่ยคำตอบใดๆ...
“นิกายหยวนเยว่มาเยี่ยม ขอเชิญประมุขนิกายวิญญาณดาราออกมาพบ!”
เสียงอันกร้าวแกร่งดังก้องขึ้นจากเบื้องล่างของยอดเขา ดังกระหึ่มราวกับตั้งใจจะให้ได้ยินไปทั่วทั้งนิกาย!
ไม่นานนัก ก็เห็นชายชราในชุดคลุมดำย่างก้าวขึ้นมาจากทางเดินสู่ยอดเขา โดยมีศิษย์หนุ่มอีกสามคนเดินตามมาติดๆ
“พวกเจ้ามาที่นี่มีธุระอันใด?”
หลัวเฉียนเสวี่ยเห็นแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็แสดงสีหน้าไม่สู้ดีนัก เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
ศิษย์ประหลาดคนหนึ่งก็วุ่นวายพออยู่แล้ว นี่ยังมีแขกจากต่างนิกายมาโผล่อีก จะให้ข้านิ่งสงบบำเพ็ญตบะได้อย่างไรกัน?
“เจ้าคือหลัวเฉียนเสวี่ย ประมุขนิกายวิญญาณดาราใช่หรือไม่?”
“ข้าได้ยินมาว่า ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมนิกายของเจ้าจะต้องจ่ายหินวิญญาณระดับต่ำหนึ่งหมื่นก้อนเพื่อเข้าร่วมนิกาย ช่างทำให้ข้าตาโตยิ่งนัก!”
“วันนี้ ข้าพาศิษย์นิกายของข้ามา อยากจะขอลองประลองฝีมือกับศิษย์ของนิกายเจ้าสักครั้ง”
ชายชราในชุดคลุมดำแสยะยิ้มเย้ยหยัน ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความท้าทายอย่างชัดเจน