- หน้าแรก
- คาถาต้องห้าม
- ตอนที่ 26 ข่าวเกี่ยวกับหลิงเย่
ตอนที่ 26 ข่าวเกี่ยวกับหลิงเย่
ตอนที่ 26 ข่าวเกี่ยวกับหลิงเย่
ตอนที่ 26 ข่าวเกี่ยวกับหลิงเย่
“จูเก๋อหนีและหลิวเหยียนเว่ยขับรถมาถึงฟาร์มแห่งหนึ่งที่เย่หลินเคยมาเยือนเมื่อไม่นานมานี้”
ที่นี่ถูกเผาวอดจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน แม้แต่ผืนดินก็กลายเป็นสีดำไหม้เกรียม
“ที่นี่...มีร่องรอยของเปลวไฟมรณะแน่นอน…” สีหน้าของจูเก๋อหนีเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่อยากเชื่อ
ด้วยความที่เธอมีความสามารถพิเศษในการควบคุมสัมผัสธาตุไฟ ความรู้สึกที่แผ่ออกมาจากสถานที่แห่งนี้เหมือนกับพลังที่เธอเคยสัมผัสจากหลิงเย่ในดันเจี้ยนมือใหม่ไม่มีผิด คนที่เผาที่นี่จนราบเป็นหน้ากลองได้ มีเพียงหลิงเย่เท่านั้น แต่...ทำไมเขาถึงทำแบบนี้?
ในเมืองย่อมมีระเบียบของเมือง แม้แต่ผู้ที่เปลี่ยนอาชีพแล้วก็ไม่มีสิทธิ์ฆ่าคนตามอำเภอใจ ถ้าละเมิดกฎก็จะถูกจับกุม หรือถ้าร้ายแรงเกินไปก็อาจถูกสังหารในที่เกิดเหตุทันที
“สำนักงานการสอบสวนคือหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยภายในเมือง และตอนนี้พื้นที่เกิดเหตุก็ถูกปิดล้อมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ไม่นานหลังจากที่ทั้งสองมาถึง ก็มีเจ้าหน้าที่ทีมสืบสวนวัยกลางคนเดินเข้ามาหาทันที”
“คุณหนูจูเก๋อ คุณหนูหลิว สวัสดีครับ ต้องขอโทษด้วยที่รบกวนเวลาพักผ่อนกลางดึก ผมแซ่หวัง เรียกผมว่า ‘สายสืบหวัง’ ก็ได้ครับ”
หลังจากแนะนำตัวเองเสร็จ สายสืบหวังก็หยิบสมุดและปากกาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ผมจะเข้าเรื่องตรงๆ เลย คุณหนูจูเก๋อ คุณเคยบอกว่าตอนอยู่ในดันเจี้ยนฝึกมือใหม่ คุณเจอชายคนหนึ่งชื่อ หลิงเย่ ซึ่งใช้เปลวไฟมรณะได้ และเขายังฆ่าสัตว์อสูรเลเวล 8 ได้เพียงการโจมตีเดียว ถูกไหมครับ?”
“ใช่ค่ะ” จูเก๋อหนีตอบตามจริง
“งั้นคุณสามารถหาเขาเจอไหม?” สายสืบหวังถามต่อทันที
“ฉันก็กำลังหาเขาอยู่เหมือนกัน แต่เขาเหมือนหายตัวไปจากโลกนี้ ยังไงก็หาไม่เจอเลย” จูเก๋อหนีตอบอย่างขุ่นเคืองเล็กน้อย
“โอเค งั้นเปลี่ยนคำถาม คุณรู้จักเย่หลินไหม?” สายสืบหวังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของจูเก๋อหนี สายตานั้นแฝงไปด้วยพลังอันแน่วแน่ ราวกับจะทะลวงผ่านกำแพงในจิตใจของเธอให้ได้
“รู้จักสิ ไอ้ขี้ขลาดตาขาวนั่นน่ะเหรอ?” จูเก๋อหนีพูดพลางเผยสีหน้ารังเกียจออกมาอย่างไม่ปิดบัง
“จากข้อมูลที่เรามีจนถึงตอนนี้ ทุกหลักฐานชี้ไปที่ว่า เย่หลิน ก็คือ หลิงเย่” สายสืบหวังพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมกับจับจ้องจูเก๋อหนีอย่างไม่ละสายตา เพื่อจะหาจุดพิรุธบางอย่างจากปฏิกิริยาของเธอ
แต่เย่หลินเป็นเพียงนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมดา แถมตอนนี้ยังทำงานอยู่ในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง
ตระกูลจี้ หากไม่มีหลักฐานชัดเจน ทีมสืบสวนเองก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามไปจับตัวโดยไร้เหตุผล เพราะถ้าจับผิดคนขึ้นมา พวกเขาคงไม่แคล้วซวยกันยกแผนก
“เย่หลินกับหลิงเย่เป็นคนเดียวกัน? สายสืบหวัง อย่ามาล้อเล่นกันดีกว่า” จูเก๋อหนีหัวเราะเยาะออกมาเสียงเย็น
“เจ้าหมอนั่นเคยหนีหัวซุกหัวซุนต่อหน้าฉันกับตา เขาไม่มีทางเป็นหลิงเย่ได้แน่ๆ และที่สำคัญ เขาใช้เปลวไฟมรณะไม่เป็นด้วยซ้ำ!”
“หืม? เธอมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอ?” สายสืบหวังขมวดคิ้ว ความมั่นใจของจูเก๋อหนีดูขัดกับข้อมูลที่พวกเขาสืบมาโดยสิ้นเชิง
“แน่นอน! ฉันเป็นคนเดียวที่เคยเจอหลิงเย่กับตา เขาไม่มีวันเป็นเย่หลิน ไอ้ขี้ขลาดนั่นหรอก!” จูเก๋อหนียืนยันเสียงหนักแน่น
สายสืบหวังเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกปากกาขึ้นขีดกากบาทลงบนชื่อของเย่หลิน
เขาเองก็เป็นผู้เปลี่ยนอาชีพเช่นกัน อาชีพของเขาคือสายอาชีพสนับสนุน นักจับเท็จ
ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาของเขา การสอบปากคำของหญิงสาวอย่างจูเก๋อหนี ถือเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ จากที่ฟังมา เขามั่นใจว่าจนถึงตอนนี้ ทุกคำพูดของเธอเป็นความจริงทั้งหมด
ถ้าเย่หลินไม่ใช่หลิงเย่ งั้นการตามสืบจากเส้นทางนี้ก็เท่ากับเสียเวลาเปล่า ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
สายสืบหวังยกมือขยี้ขมับด้วยความปวดหัว ถ้าหลิงเย่ไม่ใช่เย่หลิน งั้นเบาะแสทั้งหมดก็ขาดสะบั้นลงตรงนี้ และที่ยิ่งไปกว่านั้น เพลิงที่เผาผลาญสถานที่นี้ก็ไหม้จนไม่เหลือชิ้นดี
แถมที่นี่ก็เป็นเขตของเคนเซน คนที่ตายก็ล้วนเป็นคนของเคนเซน และเจ้าตัวก็ไม่มีทีท่าว่าจะให้ความร่วมมือกับทีมสอบสวนเลย แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามของคนตาย ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน
สุดท้าย สถานที่นี้ก็คงกลายเป็นอีกหนึ่งคดีปริศนาไร้คำตอบ ในเมืองนี้ มีผู้เปลี่ยนอาชีพมากมาย และพลังพิเศษของพวกเขาก็เกินกว่าจินตนาการจะตามทัน ทุกปีจึงมีคดีแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสายสืบหวังชินชาไปแล้ว
“คุณหนูจูเก๋อ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ คุณมีเบาะแสอื่นเพิ่มเติมไหมครับ?” เขาถามเป็นพิธี
“ไม่มีแล้วค่ะ” จูเก๋อหนีส่ายหน้า
คำตอบนั้นทำให้หัวใจของสายสืบหวังกระตุกวูบ เพราะจากประสบการณ์ที่ฝังลึกในสายเลือด บอกเขาว่า...เธอกำลังโกหก!
จูเก๋อหนี ต้องรู้อะไรเกี่ยวกับหลิงเย่มากกว่านี้ แต่เลือกจะปิดบังไว้!
“เข้าใจแล้ว ขอบคุณมาก คุณกลับได้เลยครับ” สายสืบหวังจุดบุหรี่ขึ้นสูบ ร่างกายดูผ่อนคลาย แต่สายตายังคงจับจ้องแผ่นหลังของเธอที่เดินจากไป
แม้จะรู้ว่าเด็กคนนี้โกหก แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ในเมื่อเธอคือ “คุณหนูจูเก๋อ” ลูกสาวคนเดียวของจูเก๋อเฉียนซิงคนเลเวลนั้น ต่อให้ทีมสืบสวนจับตัวหลิงเย่ได้จริงๆ แค่จูเก๋อเฉียนซิงยื่นมือเข้ามาคุ้มครอง หลิงเย่ก็รอดอยู่ดี
โลกนี้...ไม่ได้ต้องการความจริงเสมอไป
ทันทีที่เดินพ้นระยะสายตา จูเก๋อหนีก็หันไปกระซิบกับหลิวเหยียนเว่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“เหยียนเว่ย! รีบไปกันเถอะ! ฉันรู้แล้วว่าจะหาเขาเจอได้ที่ไหน!”
“หืม? แล้วทำไมเมื่อกี้ไม่บอกสายสืบหวังล่ะ? อย่าลืมนะว่าหลิงเย่ฆ่าคนไปเป็นสิบ!” หลิวเหยียนเว่ยตกใจจนต้องยกมือปิดปาก
“เขาต้องมีเหตุผลของเขา! ฉันต้องหาเขาให้เจอแล้วถามให้รู้เรื่องก่อน! ถ้าเขาเป็นปิศาจกระหายเลือดจริงๆ ฉันก็จะไม่เข้าข้างเขาแน่นอน!” ดวงตาของจูเก๋อหนีเปล่งประกายแน่วแน่
“นี่ นี่...เธอนี่มันอาการชัดเลยนะ รักเขาแล้วใช่ไหม! ยังไม่ทันเป็นแฟนกันเลย ก็รีบปกป้องเขาซะขนาดนี้” หลิวเหยียนเว่ยถอนหายใจยาว
“พูดอะไรบ้าๆ! ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย!” จูเก๋อหนีหน้าแดง ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามรอยบางอย่างที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่สัมผัสได้
หากเย่หลินอยู่ที่นี่ เขาคงรู้ทันทีว่า เส้นทางที่จูเก๋อหนีตามรอยมา ก็คือเส้นทางเดียวกับตอนที่เขาหนีหลังจากฆ่าหัวหน้าแก๊งและผู้จัดการหวัง
“นี่นี่ เธอจะหาเขายังไงกันแน่?” หลิวเหยียนเว่ยที่ตามหลังมาอดถามไม่ได้
“ฉันไวต่อพลังไฟเป็นพิเศษ ต่อให้เวลาผ่านไปสองวัน ฉันก็ยังสัมผัสได้ถึงร่องรอยของเปลวไฟมรณะที่เหลืออยู่!”
ดวงตาของจูเก๋อหนีเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น เพราะในทั้งเมืองชิงเฉิง มีเพียงเธอ นักเวทย์ธาตุไฟระดับ SSS เพียงหนึ่งเดียวที่ทำได้
โชคดีที่สองวันนี้ฝนไม่ตก ไม่งั้นต่อให้เป็นเธอก็คงหมดปัญญา เธออดคิดไม่ได้ว่านี่คงเป็นโชคชะตาที่ฟ้าลิขิต
การตามรอยของเธอนำทางไปจนถึง…สลัมชานเมือง
ถนนที่เต็มไปด้วยน้ำเน่าและกองขยะ ทั้งสองสาวในชุดเดรสราคาแพง ดูแปลกแยกกับสถานที่นี้อย่างสิ้นเชิง
กลิ่นเหม็นคลุ้งทำให้ทั้งคู่ต้องบิดหน้าหนี ที่นี่เป็นสถานที่ที่พวกเธอไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้มาเหยียบ
ระหว่างทางก็มีอันธพาลหิวกามคิดจะเข้ามายุ่มย่าม แต่จูเก๋อหนีเพียงแค่ซัดลูกไฟใส่พื้นเป็นการเตือน ก็ไม่มีใครกล้าหือกับพวกเธออีก
เดินๆ หยุดๆ กันไม่นาน จูเก๋อหนีก็หยุดอยู่หน้าบ้านโทรมๆ หลังหนึ่ง
“กลิ่นของเปลวไฟมรณะ...ขาดหายตรงนี้ แสดงว่าบ้านหลังนี้คือบ้านของหลิงเย่”
จูเก๋อหนีเงยหน้ามองประตูด้วยความตื่นเต้น คนที่เธอเฝ้าคิดถึงทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้อยู่หลังประตูนี้แล้ว!
เธอเงื้อมมือมาจะเคาะประตู แต่ก็อดกังวลไม่ได้จนต้องถอยออกมาตั้งหลักใหม่ หยิบกระจกขึ้นมาสำรวจเสื้อผ้าหน้าผม แล้วหันไปถามหลิวเหยียนเว่ยอย่างร้อนรน
“เหยียนเว่ย ดูให้หน่อยสิ ชั้นเลอะเครื่องสำอางหรือเปล่า?”
“ไม่เลอะ สวยเป๊ะยิ่งกว่าดาราอีก” หลิวเหยียนเว่ยกลอกตาอย่างเบื่อหน่าย
“ดีมาก! โล่งอกไปที!”
จูเก๋อหนีสูดลมหายใจลึกๆ อยู่หลายครั้ง ก่อนจะรวบรวมความกล้า เธอเดินไปเคาะประตูบ้านของเย่หลินพร้อมกับหัวใจที่เต้นโครมครามราวกับกวางน้อยตื่นตกใจ