เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

SB:ตอนที่11 แม่นางอู๋ฮวง

SB:ตอนที่11 แม่นางอู๋ฮวง

SB:ตอนที่11 แม่นางอู๋ฮวง


SB:ตอนที่11 แม่นางอู๋ฮวง

เป็นเช้าอีกหนึ่วันที่หมอกลงจัด พวกสามัญชนก็ยังคงเป็นพวกที่ทำงานหนักที่สุดเสมอมา พวกเขาออกไปที่ไร่ทันทีที่ฟ้าสาง นักล่าจากเมืองชิงหยางมุ่งตรงสู่ภูเขาอีกด้านหนึ่งเป็นกลุ่มๆ ต้นไม้เขียวชอุ่มเรียงรายยาวสุดลูกหูลูกตา แต่ทว่าซ่อนอันตรายมากมายอยู่ภายใน ทำให้ทุกๆคนรู้สึกไม่สบายใจ

ขณะนี้ ชายหนุ่มผู้มีคันธนูอยู่ข้างหลังและเหน็บมีดสั้นไว้ที่เอวเดินข้ามไป

“ดูสิ!” “นั่นลู่หยางนี่ เขาก็เข้ามาภูเขาด้วย!”

“หึ หึ! ออกล่าด้วยตัวเอง คิดว่าเป็นผู้ควบคุมอสูรล่ะสิ!”

“ข้าว่าเขาเคยชินกับการล่าสัตว์ตามลำพังในภูเขา ถูกมั้ย?”

นักล่าเหล่านี้หยุดถกเถียงกัน ข่าวที่ว่าลู่หยางได้กลายเป็นผู้ควบคุมอสูรได้แพร่สะพัดไปแล้ว

“อรุณสวัสดิ์ พวกท่านลุง!” ลู่หยางไม่ได้อิ่มเอมใจที่เขาได้กลายเป็นผู้ควบคุมอสูร เขาทักทายพวกลุงอย่างอบอุ่นเมื่อได้เจอกัน

“พ่อหนุ่มลู่ เจ้าเป็นผู้ควบคุมอสูรแล้ว พวกเราเป็นลุงของเจ้าไม่ได้หรอก!” เหล่านักล่าเกิดทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าลู่หยางเคยเรียกพวกเขาอย่างนั้น แต่นี่ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อมีผู้ควบคุมอสูรที่นอบน้อมมาเรียกว่าท่านลุง คนธรรมดาอย่างพวกเขาจะรู้สึกอึดอัดและหวาดหวั่น

นี่คือโลกแห่งการจัดลำดับชั้นอย่างเคร่งครัด ผู้ที่แข็งแรงกว่าจะได้รับความเคารพนับถือเสมอ

“ท่านลุง ไม่ว่าท่านจะพูดยังไง เราก็เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ที่ผ่านมาพวกท่านก็ดีกับข้ามาตลอด งั้นทำไมวันนี้เราไม่มาล่าสัตว์ด้วยกันล่ะ?” ลู่หยางพูดและยิ้มบางๆ

“เอ่อ! จริงๆเหรอ?” นักล่าเหล่านี้รู้สึกหัวใจพองโตที่ได้รับความโปรดปรานอย่างคาดไม่ถึง มันช่างเป็นเกียรติที่ผู้ควบคุมอสูรจะนำพวกเขาไปล่าสัตว์ในหุบเขา

“จริงสิ ท่านลุง จะมัวรีรออะไรล่ะ!” ลู่หยางหัวเราะ

“เอาล่ะ!” พวกนักล่าก็เป็นคนตรงๆ เมื่อเห็นลู่หยางมีท่าทีต่อพวกเขาอย่างเช่นที่เคยเป็น พวกเขาก็ไม่ต้องเสแสร้ง

“ไปเลย!” “ลุยเลย!” “กรับ …” พวกเขาพบม้าฝูงหนึ่งก่อนที่จะเดินไปได้ไกล ม้าเหล่านั้นมีเกล็ดงามๆบนตัวของพวกมัน และทั้งหมดนั้นน่าอัศจรรย์มาก ดูครั้งเดียวก็รู้เลยว่าพวกมันไม่ใช่ม้าธรรมดา

“พวกมันทั้งหมดเป็นม้าระดับอสูรดุร้าย ดูเหมือนว่าพวกมันจะมาจากทางแคว้นเซียงหยาง!” ลู่หยางขมวดคิ้ว มองไปที่ม้ากลุ่มนี้ที่กำลังใกล้เข้ามา

.“ดูสิ ม้าตัวนั้นมีเขาอยู่ที่หน้าผากด้วย หรือจะเป็นม้ายูนิคอร์นในตำนาน?” พวกน่าล่าโพล่งกันขึ้นมา

“ว้าว! ช่างสวยงามเลือเกิน หรือนั่นคือเทพธิดาสวรรค์ชั้นเก้า? นางยังขี่ม้ายูนิคอร์นในตำนานด้วย!” แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เหล่านักล่าพวกนี้ตื่นเต้นกันมากขึ้นก็คือผู้นำของกลุ่มนั้นเป็นหญิงสาวสวย

.“เยี่ยมเลย!” “พวกเราได้พบกับราชาม้าเขาเดียว ซึ่งเป็นอสูรระดับกลางและมีสายโลหิตระดับชั้นยอด ประมาณ 30 เมตรข้างหน้าเรานี่!” นั่นคืออสูรดุร้ายระดับกลางจริงๆ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นอสูรดุร้ายระดับกลางและยังมีสายโลหิตระดับชั้นยอด

“อสูรที่มีพลังมากเช่นนั้นถูกขึ้นขี่โดยเด็กสาว หรือเด็กสาวนี้จะเป็นผู้ควบคุมอสูรระดับกลางจริงๆ?”

ม้ากลุ่มนี้วิ่งเร็วมาก ชั่วพริบตาเดียวพวกม้านั้นก็มาอยู่ตรงหน้า พวกเขาแล้ว การปรากฏกายขึ้นของหญิงสาวผู้นำกลุ่มนั้นยิ่งโดดเด่นมากกว่าแม้แต่กับใจที่แกร่งของเขา ลู่หยางตกตะลึง และกลุ่มม้าหนุ่มฉกรรจ์กล้ามเป็นมัดๆข้างหลังนางนั่นก็ยิ่งน่าทึ่ง

นางแต่งกายในชุดแดงชวนให้เห็นภาพของรูปร่างที่สมบูรณ์แบบของนาง เอวที่บอบบางของนางบิดเล็กน้อยขณะที่ขี่ม้าทำให้ดูสง่า นี่คือความงามที่ไม่มีใครเทียบได้จริง เซวียหลิงหลิงผู้ที่ก่อนหน้านี้ได้รับคำล่ำลือว่าเป็นนางฟ้าในแดนดิน กลายเป็นธรรมดามากเมื่ออยู่ต่อหน้านางคนนี้

“เจ้าคนชั้นต่ำนี้มาจากที่ไหน? เขาช่างหยาบคายนัก ดูท่าอยากจะมีเรื่อง!”

ทันใดนั้นแส้ม้าหวดมาจากข้างหลังนางไปที่ลู่หยางและคนอื่นๆ นั่นคือชายหนุ่มสวมใส่อาภรณ์ประดับประดาด้วยลายปัก แสดงออกซึ่งความดูหมิ่นและรังเกียจในดวงตาของเขา

“โอ๊ย?” “มาลงแส้ใส่ข้าได้ยังไง?” ความเร็วของแส้นั้นเร็วมาก เสียงหวดแส้ดังแทรกอากาศออกมา กลุ่มนักล่าพากันหวาดกลัว

ลู่หยางโกรธ คนที่จู่โจมคือผู้ควบคุมอสูร น้ำหนักของแส้นั้นหนักอย่างน้อย500-600กิโลกรัม คนธรรมดาๆจะทนได้ยังไง

ถ้าพวกเขาไม่ตายก็พิการ แค่มองสาวงามไม่กี่ครั้งก็จะต้องถูกฆ่าแล้ว พวกที่เกิดมาสูงศักดิ์ทำเหมือนกับชีวิตมนุษย์เป็นแค่วัชพืช

“หยุด --!”ก่อนที่ลู่หยางจะทำอะไรลงไปนั้น ผู้นำกลุ่มตะโกนขึ้น นิ้วเรียวสองนิ้วจับฉวยแส้ไว้ ลู่หยางตกตะลึง พลังอำนาจมากเหลือเกิน

“คือ ….” สีหน้าของชายหนุ่มในชุดสีสันสวยงามเปลี่ยนไป เขาจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกเด็กสาวขัดขึ้น

“อู๋จั่น ! ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าตามข้ามาที่นี่เพื่อแสดงความแข็งแกร่งของเจ้าต่อหน้าสามัญชนพวกนี้!” นางกวาดสายตาไปที่ชายหนุ่มอย่างเย็นชาและการกระทำของนางฉายแววผู้กล้า

“ไปกันเถอะ!” นางเป็นคนแน่วแน่และรวดเร็ว สายตาของนางหยุดอยู่ที่ลู่หยางสักครู่หนึ่ง นางสามารถหยุดอู๋จั่นได้ ไม่ได้หมายความว่านางจะต้องพูดอะไรบ้าง

“ฮึ้มมม!” อู๋จั่นจ้องมองลู่หยางอย่างเอาเรื่อง เพราะสายตาที่โกรธแค้นของลู่หยางทำให้เขาไม่สบอารมณ์ มันก็แค่คนต้อยต่ำคนหนึ่ง ซึ่งทำให้เขาขุ่นข้องใจ

ลู่หยางไม่แยแส เขามีลักษณะที่ไม่เคยเกรงกลัวใคร

“…”

“แม่นาง อู๋ฮวง คนผู้นั้นเป็นใครกันนะ?” “ทำไมเราต้องยกโขยงกันมาตามหามันด้วย?” อู๋จั่นเร่งม้าขึ้นเพิ่อจะตามนางให้ทันและจะได้มองร่างที่สง่างามของนางจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

“อย่าถามมากความ จะยังไงเจ้าก็ต้องหาคนผู้นี้ให้เจอ!” สายตามแ่นางอู๋ฮวงฉายแววลึกลับ คิ้วย่นด้วยความกังวล

“…”

ลู่หยางไม่รู้เลยว่าเขาเพิ่งได้กระทบไหล่บุคคลที่เขาจะต้องมอบสารลับให้ ตอนนี้เขากำลังนำนักล่าสองสามคนจากเมืองชิงหยางเข้าไปในภูเขา

“ท่านลุง วันนี้จะพอแค่นี้ พวกท่านจะกลับไปก่อนก็ได้ ข้ายังอยากที่จะเข้าไปข้างในต่อ!” ลู่หยางบอก

“เอ่อ? เอ่อ หยาง เจ้าจะล่าอสูรดุร้ายเหรอ?”

“ระวังตัวด้วยนะ หยาง! ขอบใจเจ้ามากนะสำหรับวันนี้!”

พวกลุงๆต่างพากันสำนึกในบุญคุณของเขาและเตือนให้เขาระมัดระวัง พวกเขาคิดว่าพวกอสูรบ้าระห่ำนั้นน่ากลัวมาก

“ไม่ต้องห่วง ต้าเฮยก็อยู่นี่!” ลู่หยางตบหัวต้าเฮยที่อยู่ข้างๆเบาๆ แล้วพวกเขาก็เดินลึกเข้าไปในภูเขาที่ซึ่งมีเสียงอสูรดุร้ายร้องคำรามออกมา

ความแข็งแกร่งทางกายภาพของลู่หยางตอนนี้ขึ้นถึง เก้าร้อยเก้าสิบเก้าจิน ในการสู้ตัวต่อตัวนั้น อสูรดุร้ายระดับปฐมภูมิธรรมดาไม่ใช่คู่ต่อสู้เขา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าเขามีสัตว์เลี้ยงสงคราม10ตัวอยู่กับตัว ตราบเท่าที่เขาไม่ได้เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรดุร้าย การฆ่าพวกมันนั้นมันง่ายเหมือนแค่ดีดนิ้วครั้งเดียว น่าเสียดายทีพื้นที่ของกระเป๋าสวรรค์และปฐพีนั้นเล็กเกินไปที่จะเก็บซากศพของเหล่าอสูรดุร้ายพวกนี้ได้ เขาทำได้แค่ย่างมันเป็นอาหาร และที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงสงคราม10ตัวนั้น

กล่าวกันว่าเนื้อหนังของอสูรเต็มไปด้วยพลัง หลังจากที่ได้กินไป1มื้อความเหนื่อยล้าจากการล่าในเช้าวันนั้นก็หายไปหมด

“มาลุยงานหินกัน การที่จะเก็บแก่นผลึกระดับปฐมภูมิ20แก่นเป็นเรื่องง่ายมากถ้าโชคดีก็จะได้มากกว่านั้น ภายใน4หรือ5วันเจ้าก็จะสามารถยกระดับสายเลือดของต้าเฮยขึ้นไปถึงชั้นยอดได้ ลู่หยางตาเป็นประกาย ใจของเขาเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของการต่อสู้ เขาพร้อมแล้ว

“อู๊ดๆ!” “หมูโลหิตแดง3ตัว อสูรดุร้ายระดับแรก สายเลือดระดับธรรมดา 40เมตรทางด้านขวา”

“…”

ด้วยความช่วยเหลือของระบบควบคุมอสูร การล่าเป็นไปอย่างราบรื่น ในเวลาแค่ 15  นาทีลู่หยางก็พิชิตอสูรระดับต้นเพิ่มขึ้นอีก3 ตัว

“(โฮก)!” ตอนนี้มีสิ่งเคลื่อนไหวมาจากป่าข้างหน้า เสียงคำรามของเสือทำให้ต้นไม้สั่นไหวใบไม้ร่วงกราว

“ตู้ม!” เราพบพยัคฆ์เพลิงสีชาดและอสรพิษเกล็ดทมิฬมันเป็นอสูรระดับต้นมีสายโลหิตชั้นสูง

“เป็นไปได้ไหมว่าอสูรดุร้ายสองตัวจากสายโลหิตชั้นสูงกำลังต่อสู้กัน?” ลู่หยางรู้สึกจริงจังขั้นมา เขาเคยพบอสูรดุร้ายที่มีสายเลือดชั้นสูงมาก่อนแต่ทุกครั้งเขาก็จะหลีกหนีพวกมัน

เมื่อมีสัตว์เลี้ยงสงคราม 10 ตัวในมือแล้ว การที่จะฆ่าอสูรดุร้ายระดับต้นที่มีสายเลือดธรรมดา สอง สามตัวนั้นมันไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่เมื่อเผชิญหน้ากับอสูรดุร้ายระดับต้นที่มีสายเลือดชั้นสูงเพียงแค่ตัวเดียว เขาก็จะถูกฆ่าได้

ลู่หยางโบกมือครั้งเดียว เขาเรียกสัตว์เลี้ยงสงคราม 10 ตัวของเขากลับมา รวมทั้งต้าเฮยด้วยแล้วเดินจากไปเงียบๆ

“พลั๊ก! พลั๊ก! พลั๊ก!” อสูรร่างยักษ์สองตัวกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดทำให้ต้นไม้ละแวกนั้นหักโค่นลง

อสรพิษเกล็ดทมิฬ มีลำตัวยาวถึงสี่สิบห้าสิบฟุตตัวของมันหนาเท่ากับถังน้ำสองใบ และพลังที่ปล่อยออกมาจากหางของมันนั้นน่ากลัวมาก หางที่ฟาดลงมาแต่ละครั้งทำให้พื้นดินแตกเป็นร่องลึกๆ น่ากลัวมาก

พยัคฆ์เพลิงสีชาดเป็นเสือดุร้ายสีแดงมีขนราวกับเปลวไฟ เคลื่อนไหวได้ปราดเปรียวมากหลบหลีกหางอันใหญ่โตของฝ่ายตรงข้ามได้ทุกครั้ง การสู้รบมาถึงจุดสำคัญแล้ว กรงเล็บแหลมคมของพยัคฆ์เพลิงสีชาดทำให้เจ้าอสรพิษมีบาดแผลโชกเลือดไปตามตัว   และมันก็ได้ฟาดลงไปที่ตัวของพยัคฆ์เพลิงสีชาดเป็นบางครั้ง

ทันใดนั้นอสรพิษเกล็ดทมิฬก็ได้โอกาสใช้ที่วิชาไม้ตายของมัน ร่างใหญ่ของมันรัดรอบตัวพยัคฆ์เพลิงสีชาด แล้วหดตัวลงในทันที ในเวลาอันสั้นนั้น พยัคฆ์เพลิงสีชาดก็ไม่สามารถที่จะโต้ตอบได้

ลู่หยางที่แอบซ่อนตัวดูการสู้รบตรงหน้าอยู่

การสู้รบนี้ทำให้ลู่หยางที่แอบซ่อนตัวดูอยู่ใกล้ๆต้องกลั้นหายใจ ดวงตาเขาจ้องมองไปยังพยัคฆ์เพลิงสีชาดซึ่งกำลังจะถูกปราบโดยอสรพิษเกล็ดทมิฬ

จบบทที่ SB:ตอนที่11 แม่นางอู๋ฮวง

คัดลอกลิงก์แล้ว