เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

SB:ตอนที่ 8 หลี่เฟิงผู้วิปริต

SB:ตอนที่ 8 หลี่เฟิงผู้วิปริต

SB:ตอนที่ 8 หลี่เฟิงผู้วิปริต


SB:ตอนที่ 8 หลี่เฟิงผู้วิปริต

หลี่เฟิงอาศัยอยู่ในแคว้นเซียงหยางตั้งแต่ยังหนุ่ม ดังนั้นเขาดูถูกสามัญชนพวกนี่ที่อยู่ท้องถิ่นที่ห่างไกล

“โอ้?” ลู่หยางเลิกคิ้ว เขาไม่รู้จักชายหนุ่มผู้นี้ แต่เขารู้จักผู้ครองเมืองฉิงเหอ

“นายท่านเฟิง ช่วยข้าด้วย!” หลี่ยี่ร้องให้หลี่เฟิงช่วย เขาถูกลู่หยางจู่โจมจนลืมไปว่าเขายังมีผู้หนุนหลังอยู่

“เอ้า! ไม่ว่าจะยังไง เจ้าก็ยังเป็นสมาชิกคนหนึ่งของเมืองฉิงเหอ ดังนั้นเจ้าก็ถือว่าเป็นลูกบ้านคนนึงของข้า!” หลี่เฟิงสูดจมูกแสดงอาการดูถูก แล้วหันไปที่ลู่หยางและพูดขึ้นว่า “ถูกมั้ยลู่หยาง? เรามาจบเรื่องนี้เถอะ” เวลาที่เขาพูด สายตาของเขากวาดจ้องไปที่เรือนร่างของซู่หลิงหลิง

“ท่านแม่! ท่านป้าหวัง เราไปหาท่านหมอหลิวให้ท่านดูบาดแผลของท่านลุงซ่วงกันเถอะ!” ลู่หยางขมวดคิ้ว เมื่อมองไปที่แขนที่ขาดของหลี่ต้าซวง บาดแผลของเขาช่างสาหัสนักและไม่มีเวลาที่จะมาชักช้า

หลี่เฟิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เขาคาดคิดไว้อยู่แล้วว่าลู่หยางเป็นคนมีสำนึกดี เหนืออื่นใดพ่อของเขาเคยเป็นผู้นำของเมืองและเป็นผู้ควบคุมอสูรที่แข็งแกร่งคนหนึ่งด้วย

“ชายหนุ่มคนนั้นเป็นบุตรชายของผู้ว่าหลี่แห่งเมืองฉิงเหอ! ชูววว-!”

“ข้าได้ยินมาว่าครอบครัวของท่านผู้ว่าหลี่อยู่ที่แคว้นเซียงหยางก่อนหน้านี้ มันแปลกจริงๆ หลี่ยี่มาอยู่ที่นี่เพื่อมาเรี่องการแต่งงาน แต่ทำไมหลี่เฟิงก็มาอยู่ที่นี่ด้วย?”

“…”

“ไอ้ระยำเอ้ย! เร็วๆเข้า ปล่อยข้าไปเดี๋ยวนี้” หลี่ยี่กลับมาอวดดีขึ้น เขารู้ว่าเมื่อหลี่เฟิงอยู่ ลู่หยางจะไม่กล้าทำร้ายเขา

“อืมมม? ช่างโอหังนัก ก็ในเมื่อเจ้าได้ตัดแขนของท่านลุงซ่วงไป เจ้าก็ควรจะทิ้งอะไรบางอย่างไว้เหมือนกัน!” ลู่หยางมองอย่างเย็นชา เขาไม่ได้คิดที่จะปล่อยหลี่ยี่ไปและเขาก็ไม่สนใจที่หลี่เฟิงพูดด้วย

“อ้ากก!” ด้วยพละกำลังที่ระเบิดขึ้นในมือทั้งสองของเขา หลี่ยี่ร้องโหยหวนขึ้นมาทันใดด้วยความทรมาน แล้วแขนทั้งสองข้างของเขาก็ตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรง เขาสลบไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส

ร่างของลู่หยางซึ่งได้รับพลังถึงสองครั้งแข็งแกร่งมากทำให้แขนของหลี่ยี่แขนทั้งสองข้างของเขาพิกลไปทันที

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนี้ทำให้หลี่เฟิงรู้สึกชาไปหมด เขาคิดว่าเจ้าเด็กชนบทคนนี้จะเป็นเด็กดี มีสำนึก มีวิจารณญาณแต่เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าลู่หยางเจะไม่สนใจคำพูดของเขาเลย บัดนี้เขารู้สึกเหมือนโดนตบหน้าจนร้อนฉ่า เขาเพิ่งออกตัวไปปกป้องหลี่ยี่เมี่อสักครู่นี้เอง และมีท่าทีกับลู่หยางราวกับที่ปฏิบัติกับเหล่าผู้รับใช้ แต่มาบัดนี้ ผู้รับใช้ในสายตาของเขากำลังต่อต้านเขา นี่ไม่ใช่เหมือนถูกตบหน้าเหรอ?

คนอื่นๆก็รู้สึกตกกะลึงไปเหมือนกัน พวกเขาไม่คิดว่าลู่หยางจะกล้าไม่แยแสหลี่เฟิง ซึ่งใครๆก็รู้ว่าเขาเป็นนายน้อยผู้สูงศักดิ์​

“ใครใช้ให้เจ้าทำ? เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าเพิ่งพูดไปเรอะ?” หลี่เฟิงจ้องไปที่ลู่หยาง เขารู้สึกโกรธเพราะคนที่มีสถานะสูงอย่างเขาใส่ใจเรื่องหน้าตาเป็นที่สุด

“ท่านเป็นใครกัน? แล้วทำไมข้าต้องฟังท่านด้วย?” ลู่หยางเบ้ปาก “ถ้าท่านพูดกับข้าดีๆ บางทีเราอาจจะคุยกันได้ แต่ถ้าท่านยังยืนยันที่จะทำตัวเย็นชา งั้นข้าก็เสียใจด้วย”

.“ใครกัน? รึคำพูดนี้ออกมาจากสัตว์ที่แปลงร่างมา!”

.“บ้าเอ้ย! เขาเป็นแค่เศษฝุ่นขี้ปะติ๋วที่กลายมาเป็นผู้ควบคุมอสูรด้วยการกินเม็ดยาเข้าไป วันนี้ล่ะ นายน้อยผู้นี้จะแสดงให้เจ้าเห็นถึงพลังอำนาจที่แท้จริงของผู้ควบคุมอสูร” ใบหน้าอันหล่อเหลาของหลี่เฟิงบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธตามมาด้วยเสียงคำรามของหัวใจสองดวงที่สั่นระริกอยู่ ทันใดนั้น อสูรดุร้ายสองตัวก็ปรากฏกายขึ้น ตัวหนึ่งคือหมาป่าจันทราเงินและอีกตัวคือหมูป่าโลหิตแดง

“บูม!” อสูรดุร้ายสองตัวกลายเป็นลำแสงสองเส้นวิ่งเข้าสู่ร่างของหลี่เฟิงก่อให้เกิดพละกำลังที่น่าสะพรึงกลัว

“ท่านหลี่เฟิงสามารถควบรวมกับสัตว์สงครามสองตัว!” การควบรวมร่างนี้เป็นหนึ่งในวิชาที่เป็นพื้นฐานที่สุดและมีพลังที่สุดของผู้ควบคุมอสูร ยิ่งมีสัตว์สงครามมาผนึกรวมมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งปล่อยพลังได้มากขึ้น อย่างไรก็ดี การที่จะควบรวมกับสัตว์ยิ่งมากขึ้น ร่างกายของผู้ควบคุมสัตว์จะต้องแข็งแรงมากพอ ยิ่งร่างกายแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งสามารถทนทานต่อการเข้าครอบครองของสัตว์สงคราม แต่สภาพทางกายภาพของลู่หยางตอนนี้สามารถทนได้เพียงแค่กับสัตว์สงครามตัวเดียว

“อันที่จริงแล้ว ท่านก็สมที่เป็นนายน้อยแห่งตระกูลยิ่งใหญ่ผู้ซึ่งเดินออกจากแคว้นเซียงหยาง” ลู่หยางมีท่าทีที่เคร่งขรึมขณะที่รู้สึกถึงความกดดันที่ไม่คาดคิดจากหลี่เฟิง

“ท่านแม่!” “ทุกคน เร็วเข้า ออกไป!” ลู่หยางรวมเข้ากับต้าเฮยทันที พร้อมกับเรียกสัตว์สงครามตัวอื่นอีก

“โธ่เอ้ย หยาง !” เอ้อโกวจื่อ และผู้คนที่เหลืออยู่เห็นสถานการณ์เช่นนี้แล้วรู้สึกหวาดวิตกมากและไม่อยากที่จะจากไป

“จะไม่มีใครไปไหนทั้งนั้นวันนี้! ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีสัตว์อีกหนึ่งตัว แต่น่าเสียดายที่เจ้าสามารถหลอมรวมได้เพียงแค่ตัวเดียว! ฮ่า ฮ่า! ตายซะ!” สัตว์สงครามตัวมหึมาของลู่หยางไม่ได้อยู่ในสายตาของหลี่เฟิงเลย

หลี่เฟิงเปล่งประกายรัศมีเจิดจ้าจนทำให้ลู่หยางต้องหรี่ตา และกล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายเกร็งเขม็ง

ขณะที่การประลองกำลังจะอุบัติขึ้นก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นมากลบบรรยากาศที่มืดมน

“ฮ่า ฮ่า! หลี่เฟิง ทำไมเจ้ามาถึงเมืองชิงหยางแล้วไม่บอกข้า ข้าจะเป็นเจ้าบ้านให้เจ้าอย่างดีที่สุด!” ชายหนุ่มร่างสูงกำยำเดินผ่านประตูเข้ามา

“ท่านซุนวู” สีหน้าของหลี่เฟิงเปลี่ยนไปเมื่อเห็นว่าคนที่มาคือใคร จริงๆแล้วมีร่องรอยของความกลัวฉายอยู่ในแววตาของเขา

“ก็อย่างที่ข้าบอก จะไม่มีโฉมงามใดใดไม่ว่าเจ้าอยู่ที่ไหนได้ยังไง? แต่เดี๋ยวก่อน ทำไมยังเป็นบุตรีของตระกูลเซวียล่ะ? คนเขาพูดกันว่าหลี่เฟิงชอบยุ่งกับภรรยาของคนอื่น นี่เปลี่ยนบุคลิกท่าทีไปตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?” ซุนวูโพล่งขึ้นและสายตาจับจ้องไปที่เรือนร่างของซู่หลิงหลิงด้วยความฉงนสงสัย

“บ้าเอ้ย!” “ข้าอยากรู้แล้วว่าทำไมหลี่ยี่ถึงมาสู่ขอเจ้าที่นี่ เป็นไปได้ว่าเขาต้องการส่งเจ้าให้หลี่เฟิงหลังจากที่พวกเขาแต่งงานกันแล้ว ใช่มั้ย? นี่มันแปลกแปลกจริงๆ!” ลู่หยางโพล่งขึ้นมา เขาต้องยอมรับว่าสมองของสหายเขาแล่นเร็วดีจริง

“บ้าฉิบ!” “เป็นเจ้าจริงเรอะ? ผู้คนเมืองนี้ช่างรู้จักเล่นซะจริง!”

“ไม่ต้องสงสัย หลี่ยี่มาสู่ขอให้หญิงคนนี้ ดูเหมือนจะจริง!”

“ก็เขารูปหล่อและยังเป็นผู้ควบคุมอสูร ข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะไม่ธรรมดาเช่นนั้น ข้าสงสัยว่าหลี่ยี่จะรู้มั้ยนะ?”

“ข้าคิดว่าเขาต้องรู้แน่นอนแล้วเขายังตกลงตามคำขอของหลี่เฟิง เหนือสิ่งอื่นใด เขาเป็นบุตรชายของท่านผู้ว่าหลี่ สำหรับคนที่ร้ายกาจและทรยศเช่นเขาถ้าอยากจะทำให้หลี่เฟิงพอใจมันก็เป็นไปได้ที่เขาจะขายภรรยาของเขาเอง!”

“…”

ฝูงชนเริ่มส่งเสียงดังขึ้นอื้ออึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าเพื่อนหมาป่าที่เห่าหอนอย่างดัง

สีหน้าของคนในครอบครัวเซวียโดยเฉพาะอย่างยิ่งเซวียหลิงหลิง เริ่มซีดเผือดเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของฝูงชนที่จ้องมาอย่างแปลกๆ ถ้าอย่างนั้นเมื่อนางแต่งงานกับหลี่ยี่ นางก็อาจจะกลายเป็นของเล่นของหลี่เฟิงไป แล้วนางจะสู้หน้าใครใครได้อย่างไร

ก่อนหน้านี้ นางยังรู้สึกภูมิใจกับการที่จะได้แต่งงานกับผู้ควบคุมอสูรพร้อมกับอนาคตที่สดใส

“ท่านซุนวู! อย่าพูดเหลวไหล ท่านอยากตายเรอะ?” ใบหน้าของหลี่เฟิงแดงกล่ำ ดวงตาของเขาแทบจะลุกเป็นไฟ เขาหวังจะฉีกซุนวูและซากของเขาออกเป็นพันพันชิ้น

“เฮ้อ! มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเวลาถูกเปิดโปงก็ต้องโกรธ ข้าไม่คิดเลยว่าบุตรชายของท่านผู้ว่าหลี่จริงๆแล้วเป็นอสูรภายใต้เสื้อผ้าอาภรณ์ เขาช่างพิกลเกินไปจริงๆ หลี่ยี่ก็ช่างน่าอนาถนัก!” ลู่หยางส่ายหัวพร้อมกับถอนหายใจ

“ไอ้น้องชาย เจ้าเปิดเผยความจริงเร็วนัก นี่มันชั่วร้ายจริงๆ วิปริตเกินไปเนอะ!” ซุนวูตะโกนและกระพริบตาให้ลู่หยาง

สีหน้าของหลี่เฟิงเปลี่ยนเป็นเขียวและขาวสลับกันไป เขาก็เป็นอย่างนั้นเช่นที่ซุนวูพูดจริง เขาชอบที่จะยุ่งกับภรรยาของผู้อื่น และเขาก็ถึงขั้นวิปริตจนไม่ได้เป็นความลับในแวดวงขุนนางในแคว้นเซียงหยาง อย่างไรก็ดีมันก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะมาเปิดโปงกัน

“ไปกันเถอะ!” หลี่เฟิงขึงตาใส่ทั้งสองอย่างดุร้าย กัดฟันกรอด เดินจากไปด้วยใบหน้าสีเขียว

ทุกๆคนรู้สึกโล่ง พวกเขาคิดว่าจะมีการสู้รบครั้งยิ่งใหญ่ แต่พวกเขาไม่คาดคิดวว่าหลี่เฟิงจะเดินจากไปอย่างหางตก

“ท่านซุนวู…หรือจะป็นคนจากครอบครัวซุน?”

“ดูเหมือนว่าบุตรชายของท่านผู้ว่าซุนจะชื่อซุนวูนะ หรือนี่จะป็นท่านนายน้อยซุน!”

“ท่านใช่บุตรชายของท่านผู้ว่าซุนหรือไม่?”

ท่ามกลางฝูงชนนั้น ชายสูงวัยสองสามคนมองตรงมาที่ซุนวูแล้วรู้สึกตื่นเต้นกันขึ้นมาราวกับว่านึกอะไรบางอย่างออก

ผู้ว่าซุนเทียนหยางได้รับความเคารพนับถืออย่างมากเสมอมาจากพลเมืองของเมืองชิงหยาง และเมื่อห้าปีก่อน เขาได้ช่วยให้เมืองชิงหยางไม่ถูกทำลาย

“ฮ่าฮ่า” “ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะ” ซุนวูหัวเราะ ตั้งแต่ที่เขาย้ายเข้ามาที่แคว้นเซียงหยาง เขาก็ง่วนอยู่กับการฝึกตนและไม่ได้กลับไปหลายปี

“ท่านคือนายน้อยซุนสินะ ขอบคุณท่านสำหรับเรื่องเมื่อกี้นี้” ลู่หยางมองมาที่ซุนวู รู้สึกตกใจ เขากุมมือเข้ากันแล้วหัวเราะ

“นายน้อยอะไรกัน ข้าควรจะแสร้งทำเป็นแก่กว่าเจ้าสองสามปี แล้วเรียกเจ้าว่าน้องชาย ไอ้น้องชาย เจ้าทำได้ดีมาก ทำให้หลี่เฟิงโกรธฮ่าฮ่า!” ซุนวูตบไหล่ลู่หยางแล้วหัวเราะ

“ข้าแค่ทนไม่ไหว!”ลู่หยางส่ายหัวแล้วสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นวิตกกังวล บอกว่า “ท่านพี่ซุน ท่านลุงซวงได้รับบาดเจ็บ ข้าต้องไปเดี๋ยวนี้แล้ว”

“เฮ้! ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” ซุนวูกล่าว

คนกลุ่มนี้ก็ได้พาหลี่ต้าซวงไปหาท่านหมอหลิวในเมือง แม้ว่าบาดแผลของหลี่ต้าซวงจะสาหัสนัก แต่หมอหลิวก็เชี่ยวชาญพอที่จะรักษาเขาให้หายได้ แต่เขาคงจะใช้ชีวิตในอนาคตต่อไปด้วยความลำบากเพราะเหลือแขนข้างเดียว เขาจะทำงานหนักไม่ได้ หรือจะออกล่าสัตว์ตามลำพังในหุบเขาก็ไม่ได้

จบบทที่ SB:ตอนที่ 8 หลี่เฟิงผู้วิปริต

คัดลอกลิงก์แล้ว