เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 293 พบกับสำนักมารตลาดมืดอีกครั้ง(ฟรี)

ตอนที่ 293 พบกับสำนักมารตลาดมืดอีกครั้ง(ฟรี)

ตอนที่ 293 พบกับสำนักมารตลาดมืดอีกครั้ง(ฟรี)


ไม่ว่าจะเป็นขวานเทพหรือขวานเซียน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ลู่เฉินจะครอบครองได้ในตอนนี้ ระดับพลังของขวานยักษ์นี้สูงเกินไป ความแตกต่างนั้นมากมายมหาศาล ต่อให้จ้องมองมันนานเพียงใดก็ไม่อาจได้ประโยชน์อันใด

ลู่เฉินและกัวเสี่ยวไห่บินวนอยู่ที่ก้นทะเลหลายรอบ ก่อนจะตัดสินใจกลับขึ้นไปเหนือน่านน้ำ

ทั้งคู่เหยียบหม้อศิลาและใช้ช่วงเวลาที่แสงสีทองสลายตัวพุ่งเข้าวังวน ลู่เฉินต้านทานกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก จนในที่สุดก็สามารถผ่านวังวนนั้นมาได้

ทันทีที่หลุดพ้นจากวังวน แสงสีทองก็พุ่งตามหลังมาติด ๆ หากช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียว หม้อศิลาคงจะถูกแสงสีทองนั้นโจมตีเข้าอย่างจัง

ลู่เฉินไม่รู้ว่าหม้อศิลาจะสามารถต้านทานแสงสีทองนั่นได้หรือไม่ แต่เขาไม่อยากเสี่ยง เพราะยังมีมนุษย์อีกหลายร้อยล้านคนอาศัยอยู่ในหม้อศิลานี้ เขาไม่อาจทำอะไรพลาดโดยไม่คิดให้ดีก่อนได้

ทั้งคู่ลอยขึ้นไปเรื่อย ๆ และอีกหนึ่งวันต่อมา ในที่สุดก็โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำทะเลอีกครั้ง

กัวเสี่ยวไห่ยังคงคิดถึงขวานยักษ์ที่อยู่ใต้ทะเลลึก

เขาเอาแต่ยิ้มและพูดว่า “ข้าเคยลงไปดูขวานยักษ์นั่นมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ตกตะลึงอยู่เสมอทุกครั้งที่ได้เห็น ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าใครกันที่จะเป็นเจ้าของมันได้ และเหตุใดมันถึงถูกทิ้งไว้บนโลกมนุษย์เช่นนี้? โลกใบนี้ช่างเต็มไปด้วยปริศนามากมายเหลือเกิน!”

ลู่เฉินพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่! โลกใบนี้ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวและปริศนามากมายนัก! กระบี่เซียน ธงเซียน และขวานยักษ์ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของพวกมัน”

กัวเสี่ยวไห่ยิ้ม “ข้าเคยเห็นเพียงแค่ขวานยักษ์เท่านั้น ยังไม่เคยเห็นอีกสองอย่างเลย”

ลู่เฉินหัวเราะ “เช่นนั้นพวกเราก็ไปดูสมบัติเซียนชิ้นต่อไปกันเถอะ กระบี่เซียน!”

“ตกลง!”

ลู่เฉินเรียกเถาวัลย์เซียนกลับคืน ยกเลิกมิติย่อส่วนหม้อศิลา จากนั้นก็เปลี่ยนทิศทางและบินตรงไปยังแดนสวรรค์กระบี่เซียน

แดนสวรรค์กระบี่เซียนไม่ได้อยู่ห่างไกลจากที่นี่นัก มันตั้งอยู่ใจกลางโลกเบื้องบน เป็นดินแดนที่ห่างจากชายทะเลมากพอสมควร

ระหว่างทางพวกเขาได้ผ่านเมืองใหญ่เมืองน้อยมากมาย

ลู่เฉินไม่รีบร้อน ทุกครั้งที่ผ่านเมืองใหญ่ ๆ เขาจะจอดหม้อศิลาไว้ที่ชานเมือง จากนั้นเปิดประตูสวรรค์ให้เซียนจากโลกเบื้องล่างออกมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า

เมืองต่าง ๆ ในโลกเบื้องบนล้วนเป็นเมืองของเซียน ส่วนใหญ่มักเป็นเซียนที่อาศัยอยู่ มีชาวบ้านธรรมดาเพียงไม่กี่คน ซึ่งก็ได้แต่อาศัยอยู่นอกเมืองและทำงานในไร่นาเท่านั้น

ยิ่งเข้าใกล้แดนสวรรค์กระบี่เซียนมากเท่าไหร่ เมืองที่เห็นก็ยิ่งเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นตาม

ผ่านไปอีกครึ่งปี ก็เวียนมาถึงเดือนมกราคม ปีที่ 56 แห่งรัชศกหง

“ถึงเมืองลั่วสุ่ยแล้ว! นี่คือเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในโลกเบื้องบน และเป็นเมืองที่ใกล้กับแดนสวรรค์กระบี่เซียนมากที่สุด!” กัวเสี่ยวไห่กล่าวด้วยความตื่นเต้น ขณะมองไปยังเมืองที่อยู่ตรงทางสามแพร่งของแม่น้ำ

“เปี่ยมไปด้วยความรุ่งเรืองจริง ๆ” ลู่เฉินยืนอยู่บนหม้อศิลา จ้องมองเมืองขนาดใหญ่ เขารู้สึกทึ่งอย่างมาก เมืองที่ใหญ่โตนี้มีเรือเหาะบินขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง นับว่าคึกคักอย่างยิ่ง

กัวเสี่ยวไห่ถาม “พวกเราจะไปแดนสวรรค์กระบี่เซียนโดยตรงหรือจะพักอยู่ที่นี่สัก 2-3 วัน?”

“พักอยู่ที่นี่สัก 2-3 วันก่อนก็แล้วกัน เมืองที่เจริญรุ่งเรืองเช่นนี้ พวกเราไม่ควรพลาด”

“ตกลง!” กัวเสี่ยวไห่เองก็อยากพักเช่นกัน เขาเองก็ไม่เคยมาเมืองลั่วสุ่ยมาก่อน จึงอยากเข้าไปซื้อขายสินค้าสักหน่อย

“จอดหม้อศิลาไว้ที่ลานกว้างนอกเมืองนั่นก็แล้วกัน” ลู่เฉินพบว่าบริเวณนี้เป็นที่ราบทั้งหมด ไม่มีเนินเขาใด ๆ จึงทำได้เพียงจอดหม้อศิลาไว้ที่พื้นราบด้านนอกเมืองลั่วสุ่ยแทน

ทันทีที่หม้อศิลาจอดลง ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองลั่วสุ่ย ไม่นาน เจ้าเมืองก็เดินทางมาพบเขาด้วยตัวเอง

“เจ้าเมืองจ้านขอเข้าพบเซียนลู่” เจ้าเมืองผู้นี้บรรลุหลอมรวมสูญญตาขั้นสูงสุดโค้งคำนับลู่เฉินด้วยความเคารพ

ลู่เฉินกล่าวอย่างใจเย็น “เดิมทีข้าตั้งใจจะไปยังแดนสวรรค์กระบี่เซียนและบังเอิญผ่านมาทางนี้ ข้าคงจะไม่เข้าไปในเมือง แต่เซียนในโลกเบื้องล่างของข้าต้องการเข้าไปค้าขาย ขอท่านเจ้าเมืองอย่าได้ขัดขวางพวกเขา”

“ข้าไม่กล้าหรอกขอรับ” จ้านฟางกล่าว “การที่เซียนลู่มาค้าขายยังเมืองลั่วสุ่ยของข้านับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง!”

ลู่เฉินพยักหน้า “เอาล่ะ ทำตามปกติเถอะ”

จ้านฟางเชิญลู่เฉินเข้าไปในเมือง แต่ลู่เฉินปฏิเสธอย่างสุภาพ ทว่า เมื่อจ้านฟางกำลังจะจากไป ลูกน้องคนหนึ่งของเขากลับดึงดูดความสนใจของลู่เฉิน

ขณะที่เขากำลังพูดคุยกับจ้านฟาง ลูกน้องคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังเงยหน้าขึ้นมองลู่เฉิน การสบตากันเพียงชั่วครู่นี้ทำให้ลู่เฉินรู้สึกคุ้นเคยอย่างมาก

“เซียนลู่ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”

“เดี๋ยวก่อน” ลู่เฉินชี้ไปยังองครักษ์ที่อยู่ด้านหลัง “เจ้าอยู่นี่ก่อน”

“หา?” จ้านฟางมองด้วยความสับสน ไม่คิดว่าลู่เฉินจะไม่สนใจเขาแต่กลับสนใจองครักษ์คนนี้แทน

องครักษ์ผู้นั้นดูสุขุมเยือกเย็น หันมายิ้มให้เจ้าเมือง “ท่านเจ้าเมืองกลับไปก่อนเถิด เดี๋ยวข้าตามไป”

“ตกลง” จ้านฟางโค้งคำนับและหันหลังกลับ

ภายในตำหนักจางจุน ลู่เฉินนั่งอยู่บนที่นั่ง มองดูองครักษ์ที่อยู่เบื้องล่าง พลังบ่มเพาะขององครักษ์ผู้นี้ไม่ได้สูงส่ง ทว่าเขากลับดูผ่อนคลาย สบาย ๆ ไม่เหมือนกับจ้านฟางเมื่อครู่

“ลั่วซานหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถาม

“ฮ่า ๆ สหายเต๋าลู่เฉิน ไม่ได้พบกันเสียนาน” องครักษ์ผู้นั้นยิ้ม

“ว่าแล้วว่าต้องเป็นเจ้า”

ลั่วซาน ฝ่ายซ้ายของสำนักมารตลาดมืด และเป็นถึงรองเจ้าสำนัก ลู่เฉินเคยร่วมมือกับเขาและใช้หินปราณ 1 พันล้านก้อนเพื่อซื้อข้อมูลลับของตระกูลหยิน

ทว่าลั่วซานเป็นคนที่ลึกลับอย่างมาก เขาชอบใช้มนต์มายาเข้าสิงร่างคนอื่น ซึ่งองครักษ์ผู้นี้ก็คงไม่ใช่ลั่วซานตัวจริงอีกเช่นเคย แต่เป็นเพียงร่างที่เขาเข้าสิงมาเท่านั้น

ลู่เฉินกล่าวเสียงเย็น “สำนักมารตลาดมืดของพวกเจ้าชอบสร้างความวุ่นวายไม่น้อย ไม่เพียงแต่จะให้ข้าเป็นเซียนอันดับหนึ่งในรายชื่อแล้วเท่านั้น แต่ยังปล่อยข่าวลือว่าข้าจะเป็นผู้ดึงกระบี่เซียนอีก พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”

ที่จริงแล้ว ระหว่างที่ลู่เฉินกำลังเดินทางไปยังแดนสวรรค์กระบี่เซียน สำนักมารตลาดมืดได้ปล่อยข่าวลือว่าลู่เฉินตั้งใจจะเดินทางไปดึงกระบี่เซียน

พวกเขายังปล่อยข่าวลืออีกด้วยว่าเซียนผู้จุติจากตระกูลหยินได้ทำนายไว้ว่าลู่เฉินคือผู้ที่สามารถดึงกระบี่เซียนออกมาได้ ดังนั้น ตลอดการเดินทางจึงมีเซียนมากมายที่รู้ว่าลู่เฉินจะไปดึงกระบี่เซียน

สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

เพราะกระบี่เซียนคือหัวใจของแดนสวรรค์กระบี่เซียน สิ่งที่แดนสวรรค์กระบี่เซียนกังวลมากที่สุดคือการมีคนมาดึงกระบี่เซียนออกไป ตอนนี้ข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่ว ซึ่งมันได้สร้างปัญหาให้กับการเดินทางไปยังแดนสวรรค์กระบี่เซียนของลู่เฉินอย่างแน่นอน

ลั่วซานไม่ได้หวั่นเกรงลู่เฉินเลยแม้แต่น้อย เขากลับยิ้มและถามว่า “สหายเต๋าลู่เฉิน ทางสำนักของพวกเราไม่ทำอะไรโดยไร้จุดประสงค์ การที่ท่านเดินทางไปยังแดนสวรรค์กระบี่เซียนครั้งนี้ ไม่ได้คิดจะไปดึงกระบี่เซียนอย่างนั้นหรือ?”

“ไอ้สารเลว!” กัวเสี่ยวไห่เข้าใจแล้วว่าองครักษ์ผู้นี้เป็นคนของสำนักมารตลาดมืด เขาจึงตะโกนด่า “พี่ลู่ของข้าจะดึงกระบี่หรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องของเจ้า!”

“อย่าเพิ่งพูดเช่นนั้น” ลั่วซานไม่กลัวกัวเสี่ยวไห่เลยแม้แต่น้อย เขากล่าวอย่างใจเย็น “สหายเต๋าลู่เฉิน หากทางสำนักของพวกเราไม่ได้ขายข้อมูลลับให้ท่าน ไม่ทำให้ท่านรู้ความลับของตระกูลหยิน ท่านจะสามารถเอาชนะเซียนแท้จริงได้ง่ายดายเช่นนี้หรือ?”

ลู่เฉินขมวดคิ้วและกล่าวเสียงต่ำ “ต่อให้ข้าไม่ได้รับข้อมูลนั้น ข้าก็สามารถเอาชนะได้ ยิ่งไปกว่านั้น การค้าขายระหว่างข้ากับสำนักมารตลาดมืดเป็นอันสิ้นสุดแล้ว พวกเราต่างก็ได้ในสิ่งที่ต้องการ เหตุใดพวกเจ้าถึงยังทำเช่นนี้อีก?”

ลั่วซานยิ้มเล็กน้อย ประสานมือคารวะและกล่าวว่า “สหายเต๋าลู่เฉิน ไม่มีใครต้องการให้ท่านดึงกระบี่เซียนได้สำเร็จมากไปกว่าสำนักมารตลาดมืดของพวกเราอีกแล้ว! พวกเราไม่มีเจตนาร้ายใด โปรดวางใจ แดนสวรรค์กระบี่เซียนจะไม่มีทางขัดขวางท่านอย่างแน่นอน!”

เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เฉินก็เบาใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่สำนักมารตลาดมืดย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝง พวกเขาต้องการทำอะไรกันแน่?

ลั่วซานเสริม “หากสหายเต๋าลู่เฉินสามารถดึงกระบี่ได้สำเร็จจริง ๆ เจ้าสำนักของพวกเราจะมาพบและร่วมมือกับท่านด้วยตนเอง”

จบบทที่ ตอนที่ 293 พบกับสำนักมารตลาดมืดอีกครั้ง(ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว