- หน้าแรก
- เพียงอยู่บ้านสิบปี ข้าก็ไร้เทียมทานในโลก
- ตอนที่ 293 พบกับสำนักมารตลาดมืดอีกครั้ง(ฟรี)
ตอนที่ 293 พบกับสำนักมารตลาดมืดอีกครั้ง(ฟรี)
ตอนที่ 293 พบกับสำนักมารตลาดมืดอีกครั้ง(ฟรี)
ไม่ว่าจะเป็นขวานเทพหรือขวานเซียน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ลู่เฉินจะครอบครองได้ในตอนนี้ ระดับพลังของขวานยักษ์นี้สูงเกินไป ความแตกต่างนั้นมากมายมหาศาล ต่อให้จ้องมองมันนานเพียงใดก็ไม่อาจได้ประโยชน์อันใด
ลู่เฉินและกัวเสี่ยวไห่บินวนอยู่ที่ก้นทะเลหลายรอบ ก่อนจะตัดสินใจกลับขึ้นไปเหนือน่านน้ำ
ทั้งคู่เหยียบหม้อศิลาและใช้ช่วงเวลาที่แสงสีทองสลายตัวพุ่งเข้าวังวน ลู่เฉินต้านทานกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก จนในที่สุดก็สามารถผ่านวังวนนั้นมาได้
ทันทีที่หลุดพ้นจากวังวน แสงสีทองก็พุ่งตามหลังมาติด ๆ หากช้ากว่านี้อีกเพียงนิดเดียว หม้อศิลาคงจะถูกแสงสีทองนั้นโจมตีเข้าอย่างจัง
ลู่เฉินไม่รู้ว่าหม้อศิลาจะสามารถต้านทานแสงสีทองนั่นได้หรือไม่ แต่เขาไม่อยากเสี่ยง เพราะยังมีมนุษย์อีกหลายร้อยล้านคนอาศัยอยู่ในหม้อศิลานี้ เขาไม่อาจทำอะไรพลาดโดยไม่คิดให้ดีก่อนได้
ทั้งคู่ลอยขึ้นไปเรื่อย ๆ และอีกหนึ่งวันต่อมา ในที่สุดก็โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำทะเลอีกครั้ง
กัวเสี่ยวไห่ยังคงคิดถึงขวานยักษ์ที่อยู่ใต้ทะเลลึก
เขาเอาแต่ยิ้มและพูดว่า “ข้าเคยลงไปดูขวานยักษ์นั่นมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ตกตะลึงอยู่เสมอทุกครั้งที่ได้เห็น ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าใครกันที่จะเป็นเจ้าของมันได้ และเหตุใดมันถึงถูกทิ้งไว้บนโลกมนุษย์เช่นนี้? โลกใบนี้ช่างเต็มไปด้วยปริศนามากมายเหลือเกิน!”
ลู่เฉินพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่! โลกใบนี้ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวและปริศนามากมายนัก! กระบี่เซียน ธงเซียน และขวานยักษ์ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของพวกมัน”
กัวเสี่ยวไห่ยิ้ม “ข้าเคยเห็นเพียงแค่ขวานยักษ์เท่านั้น ยังไม่เคยเห็นอีกสองอย่างเลย”
ลู่เฉินหัวเราะ “เช่นนั้นพวกเราก็ไปดูสมบัติเซียนชิ้นต่อไปกันเถอะ กระบี่เซียน!”
“ตกลง!”
ลู่เฉินเรียกเถาวัลย์เซียนกลับคืน ยกเลิกมิติย่อส่วนหม้อศิลา จากนั้นก็เปลี่ยนทิศทางและบินตรงไปยังแดนสวรรค์กระบี่เซียน
แดนสวรรค์กระบี่เซียนไม่ได้อยู่ห่างไกลจากที่นี่นัก มันตั้งอยู่ใจกลางโลกเบื้องบน เป็นดินแดนที่ห่างจากชายทะเลมากพอสมควร
ระหว่างทางพวกเขาได้ผ่านเมืองใหญ่เมืองน้อยมากมาย
ลู่เฉินไม่รีบร้อน ทุกครั้งที่ผ่านเมืองใหญ่ ๆ เขาจะจอดหม้อศิลาไว้ที่ชานเมือง จากนั้นเปิดประตูสวรรค์ให้เซียนจากโลกเบื้องล่างออกมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า
เมืองต่าง ๆ ในโลกเบื้องบนล้วนเป็นเมืองของเซียน ส่วนใหญ่มักเป็นเซียนที่อาศัยอยู่ มีชาวบ้านธรรมดาเพียงไม่กี่คน ซึ่งก็ได้แต่อาศัยอยู่นอกเมืองและทำงานในไร่นาเท่านั้น
ยิ่งเข้าใกล้แดนสวรรค์กระบี่เซียนมากเท่าไหร่ เมืองที่เห็นก็ยิ่งเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นตาม
ผ่านไปอีกครึ่งปี ก็เวียนมาถึงเดือนมกราคม ปีที่ 56 แห่งรัชศกหง
“ถึงเมืองลั่วสุ่ยแล้ว! นี่คือเมืองที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในโลกเบื้องบน และเป็นเมืองที่ใกล้กับแดนสวรรค์กระบี่เซียนมากที่สุด!” กัวเสี่ยวไห่กล่าวด้วยความตื่นเต้น ขณะมองไปยังเมืองที่อยู่ตรงทางสามแพร่งของแม่น้ำ
“เปี่ยมไปด้วยความรุ่งเรืองจริง ๆ” ลู่เฉินยืนอยู่บนหม้อศิลา จ้องมองเมืองขนาดใหญ่ เขารู้สึกทึ่งอย่างมาก เมืองที่ใหญ่โตนี้มีเรือเหาะบินขึ้นลงอย่างต่อเนื่อง นับว่าคึกคักอย่างยิ่ง
กัวเสี่ยวไห่ถาม “พวกเราจะไปแดนสวรรค์กระบี่เซียนโดยตรงหรือจะพักอยู่ที่นี่สัก 2-3 วัน?”
“พักอยู่ที่นี่สัก 2-3 วันก่อนก็แล้วกัน เมืองที่เจริญรุ่งเรืองเช่นนี้ พวกเราไม่ควรพลาด”
“ตกลง!” กัวเสี่ยวไห่เองก็อยากพักเช่นกัน เขาเองก็ไม่เคยมาเมืองลั่วสุ่ยมาก่อน จึงอยากเข้าไปซื้อขายสินค้าสักหน่อย
“จอดหม้อศิลาไว้ที่ลานกว้างนอกเมืองนั่นก็แล้วกัน” ลู่เฉินพบว่าบริเวณนี้เป็นที่ราบทั้งหมด ไม่มีเนินเขาใด ๆ จึงทำได้เพียงจอดหม้อศิลาไว้ที่พื้นราบด้านนอกเมืองลั่วสุ่ยแทน
ทันทีที่หม้อศิลาจอดลง ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองลั่วสุ่ย ไม่นาน เจ้าเมืองก็เดินทางมาพบเขาด้วยตัวเอง
“เจ้าเมืองจ้านขอเข้าพบเซียนลู่” เจ้าเมืองผู้นี้บรรลุหลอมรวมสูญญตาขั้นสูงสุดโค้งคำนับลู่เฉินด้วยความเคารพ
ลู่เฉินกล่าวอย่างใจเย็น “เดิมทีข้าตั้งใจจะไปยังแดนสวรรค์กระบี่เซียนและบังเอิญผ่านมาทางนี้ ข้าคงจะไม่เข้าไปในเมือง แต่เซียนในโลกเบื้องล่างของข้าต้องการเข้าไปค้าขาย ขอท่านเจ้าเมืองอย่าได้ขัดขวางพวกเขา”
“ข้าไม่กล้าหรอกขอรับ” จ้านฟางกล่าว “การที่เซียนลู่มาค้าขายยังเมืองลั่วสุ่ยของข้านับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง!”
ลู่เฉินพยักหน้า “เอาล่ะ ทำตามปกติเถอะ”
จ้านฟางเชิญลู่เฉินเข้าไปในเมือง แต่ลู่เฉินปฏิเสธอย่างสุภาพ ทว่า เมื่อจ้านฟางกำลังจะจากไป ลูกน้องคนหนึ่งของเขากลับดึงดูดความสนใจของลู่เฉิน
ขณะที่เขากำลังพูดคุยกับจ้านฟาง ลูกน้องคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังเงยหน้าขึ้นมองลู่เฉิน การสบตากันเพียงชั่วครู่นี้ทำให้ลู่เฉินรู้สึกคุ้นเคยอย่างมาก
“เซียนลู่ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
“เดี๋ยวก่อน” ลู่เฉินชี้ไปยังองครักษ์ที่อยู่ด้านหลัง “เจ้าอยู่นี่ก่อน”
“หา?” จ้านฟางมองด้วยความสับสน ไม่คิดว่าลู่เฉินจะไม่สนใจเขาแต่กลับสนใจองครักษ์คนนี้แทน
องครักษ์ผู้นั้นดูสุขุมเยือกเย็น หันมายิ้มให้เจ้าเมือง “ท่านเจ้าเมืองกลับไปก่อนเถิด เดี๋ยวข้าตามไป”
“ตกลง” จ้านฟางโค้งคำนับและหันหลังกลับ
ภายในตำหนักจางจุน ลู่เฉินนั่งอยู่บนที่นั่ง มองดูองครักษ์ที่อยู่เบื้องล่าง พลังบ่มเพาะขององครักษ์ผู้นี้ไม่ได้สูงส่ง ทว่าเขากลับดูผ่อนคลาย สบาย ๆ ไม่เหมือนกับจ้านฟางเมื่อครู่
“ลั่วซานหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถาม
“ฮ่า ๆ สหายเต๋าลู่เฉิน ไม่ได้พบกันเสียนาน” องครักษ์ผู้นั้นยิ้ม
“ว่าแล้วว่าต้องเป็นเจ้า”
ลั่วซาน ฝ่ายซ้ายของสำนักมารตลาดมืด และเป็นถึงรองเจ้าสำนัก ลู่เฉินเคยร่วมมือกับเขาและใช้หินปราณ 1 พันล้านก้อนเพื่อซื้อข้อมูลลับของตระกูลหยิน
ทว่าลั่วซานเป็นคนที่ลึกลับอย่างมาก เขาชอบใช้มนต์มายาเข้าสิงร่างคนอื่น ซึ่งองครักษ์ผู้นี้ก็คงไม่ใช่ลั่วซานตัวจริงอีกเช่นเคย แต่เป็นเพียงร่างที่เขาเข้าสิงมาเท่านั้น
ลู่เฉินกล่าวเสียงเย็น “สำนักมารตลาดมืดของพวกเจ้าชอบสร้างความวุ่นวายไม่น้อย ไม่เพียงแต่จะให้ข้าเป็นเซียนอันดับหนึ่งในรายชื่อแล้วเท่านั้น แต่ยังปล่อยข่าวลือว่าข้าจะเป็นผู้ดึงกระบี่เซียนอีก พวกเจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”
ที่จริงแล้ว ระหว่างที่ลู่เฉินกำลังเดินทางไปยังแดนสวรรค์กระบี่เซียน สำนักมารตลาดมืดได้ปล่อยข่าวลือว่าลู่เฉินตั้งใจจะเดินทางไปดึงกระบี่เซียน
พวกเขายังปล่อยข่าวลืออีกด้วยว่าเซียนผู้จุติจากตระกูลหยินได้ทำนายไว้ว่าลู่เฉินคือผู้ที่สามารถดึงกระบี่เซียนออกมาได้ ดังนั้น ตลอดการเดินทางจึงมีเซียนมากมายที่รู้ว่าลู่เฉินจะไปดึงกระบี่เซียน
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
เพราะกระบี่เซียนคือหัวใจของแดนสวรรค์กระบี่เซียน สิ่งที่แดนสวรรค์กระบี่เซียนกังวลมากที่สุดคือการมีคนมาดึงกระบี่เซียนออกไป ตอนนี้ข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่ว ซึ่งมันได้สร้างปัญหาให้กับการเดินทางไปยังแดนสวรรค์กระบี่เซียนของลู่เฉินอย่างแน่นอน
ลั่วซานไม่ได้หวั่นเกรงลู่เฉินเลยแม้แต่น้อย เขากลับยิ้มและถามว่า “สหายเต๋าลู่เฉิน ทางสำนักของพวกเราไม่ทำอะไรโดยไร้จุดประสงค์ การที่ท่านเดินทางไปยังแดนสวรรค์กระบี่เซียนครั้งนี้ ไม่ได้คิดจะไปดึงกระบี่เซียนอย่างนั้นหรือ?”
“ไอ้สารเลว!” กัวเสี่ยวไห่เข้าใจแล้วว่าองครักษ์ผู้นี้เป็นคนของสำนักมารตลาดมืด เขาจึงตะโกนด่า “พี่ลู่ของข้าจะดึงกระบี่หรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องของเจ้า!”
“อย่าเพิ่งพูดเช่นนั้น” ลั่วซานไม่กลัวกัวเสี่ยวไห่เลยแม้แต่น้อย เขากล่าวอย่างใจเย็น “สหายเต๋าลู่เฉิน หากทางสำนักของพวกเราไม่ได้ขายข้อมูลลับให้ท่าน ไม่ทำให้ท่านรู้ความลับของตระกูลหยิน ท่านจะสามารถเอาชนะเซียนแท้จริงได้ง่ายดายเช่นนี้หรือ?”
ลู่เฉินขมวดคิ้วและกล่าวเสียงต่ำ “ต่อให้ข้าไม่ได้รับข้อมูลนั้น ข้าก็สามารถเอาชนะได้ ยิ่งไปกว่านั้น การค้าขายระหว่างข้ากับสำนักมารตลาดมืดเป็นอันสิ้นสุดแล้ว พวกเราต่างก็ได้ในสิ่งที่ต้องการ เหตุใดพวกเจ้าถึงยังทำเช่นนี้อีก?”
ลั่วซานยิ้มเล็กน้อย ประสานมือคารวะและกล่าวว่า “สหายเต๋าลู่เฉิน ไม่มีใครต้องการให้ท่านดึงกระบี่เซียนได้สำเร็จมากไปกว่าสำนักมารตลาดมืดของพวกเราอีกแล้ว! พวกเราไม่มีเจตนาร้ายใด โปรดวางใจ แดนสวรรค์กระบี่เซียนจะไม่มีทางขัดขวางท่านอย่างแน่นอน!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เฉินก็เบาใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่สำนักมารตลาดมืดย่อมมีจุดประสงค์แอบแฝง พวกเขาต้องการทำอะไรกันแน่?
ลั่วซานเสริม “หากสหายเต๋าลู่เฉินสามารถดึงกระบี่ได้สำเร็จจริง ๆ เจ้าสำนักของพวกเราจะมาพบและร่วมมือกับท่านด้วยตนเอง”