เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 2 อำนาจหลวงไม่อาจยุ่ง

ตอนที่ 2 อำนาจหลวงไม่อาจยุ่ง

ตอนที่ 2 อำนาจหลวงไม่อาจยุ่ง


“ขอฝ่าบาททรงลงโทษ!”

เสียงของจ้าวเหลย องครักษ์ผู้ภักดีดังก้องอยู่ในศาลา

อ๋องเจิ้นหนาน ลู่โฉ่วอี๋ถอนหายใจ แม้จ้าวเหลยจะทำผิดพลาด แต่ต้นเหตุก็เพราะลู่เฉิน คุณชายผู้ไร้ความสามารถ หากไม่ใช่เพราะความโง่เขลาของเขาเองแล้ว เช่นนั้นจะตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายนี้ได้อย่างไร?

ลู่โฉ่วอี๋กำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงของชายหนุ่มดังขึ้นขัดเสียก่อน

“ท่านพ่อ เรื่องนี้มิใช่ความผิดของอาเหลยแม้แต่น้อย เป็นข้าที่ผิดเอง ข้าฟังคำยุยงของเสวี่ยหยูและเฉินเฟยจึงออกไปเที่ยวหอนางโลม แถมยังกลัวว่าอาเหลยจะรายงานต่อท่านพ่อและท่านแม่ จึงแอบไล่เขาไป…เรื่องนี้เป็นข้าที่ต้องรับผิดชอบ หากท่านพ่อจะลงโทษก็ควรลงโทษข้า มิใช่อาเหลย”

ลู่โฉ่วอี๋ตะลึงเมื่อได้ยินน้ำเสียงหนักแน่นของลู่เฉิน แม้แต่จ้าวเหลยที่คุกเข่าอยู่ก็ยังแอบขยับตัวมอง เขาไม่คิดว่าลู่เฉิน คุณชายที่เคยโง่งมจะกล้าเอ่ยปากรับผิดชอบเองเช่นนี้

ที่ผ่านมา ลู่เฉินนับเป็นคุณชายสำมะเลเทเมา ไร้ความสามารถ อารมณ์ร้ายกาจ ทั้งนิสัยโดยรวมก็แย่มาก เมื่อยังไม่เกิดเรื่อง ก็เอาแต่โอ้อวดพูดจาโผงผาง แต่พอเกิดเรื่องก็มักจะหลบหน้าหรือหาข้อแก้ตัวไปเรื่อย ไม่เคยรับผิดชอบสิ่งใด

นี่เป็นครั้งแรกที่เขากล้าเอ่ยปากรับผิดชอบเองเช่นนี้

จ้าวเหลยนิ่งอึ้งครู่หนึ่งก่อนรีบกล่าว “ถึงกระนั้นข้าน้อยก็มีหน้าที่คอยคุ้มกันคุณชาย แต่กลับปกป้องไม่ได้ ขอฝ่าบาททรงลงโทษ!”

“ข้าเองที่เป็นคนผิด” ลู่เฉินยืนกราน

ลู่โฉ่วอี๋รู้สึกดีขึ้นมากที่เห็นบุตรชายกล้ารับผิดเช่นนี้ พลันสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องแย่งกันรับผิดชอบ ความผิดหลักอยู่ที่เฉินเอ๋อร์ ลงโทษกักบริเวณหกเดือน ห้ามออกจากวัง ส่วนจ้าวเหลยมีความผิดฐานคุ้มกันบกพร่อง ปรับเงินเดือนสามเดือน”

“นี่มัน…” จ้าวเหลยรู้สึกว่าโทษของตนเบาเกินได้รับ จึงอยากพูดต่อ

ลู่โฉ่วอี๋โบกมือกล่าว “เอาตามนี้”

พูดจบก็เดินไปหาลู่เฉินด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เจ้าเป็นคุณชายสำมะเลเทเมา คิดก่อเรื่องเช่นนี้ช่างไม่รักชีวิต หากไม่เห็นว่าเจ้าถูกวางยาพิษ วันนี้พ่อคงต้องหักขาเจ้าทิ้งเสียแล้ว!”

ลู่เฉินก้มหน้าไม่พูดอะไรตอบ เจ้าของร่างเดิมช่างโง่เขลานัก นี่เป็นความผิดของเขาแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นความผิดของตนที่ไม่อาจอธิบายได้

จ้าวเหลยลุกขึ้นยืนพร้อมกล่าวอีกครั้ง “คุณชายยังแขนขาอ่อนแรง ท่าทีเดินลำบาก เกรงว่าจะถูกวางยาอันตรายขอรับ”

ลู่โฉ่วอี๋รับฟัง กล่าวว่า “ยื่นมือออกมา”

ลู่เฉินยื่นมือออกไปตามสั่ง ลู่โฉ่วอี๋จับชีพจรพร้อมสั่งให้ลู่เฉินแลบลิ้นออกมาสังเกต

เมื่อตรวจดูเสร็จก็ถอนหายใจ “โชคยังดี คงเป็นเพราะฤทธิ์ยาปลุกกำหนัด ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร จ้าวเหลย เจ้าจงไปเอาผงมิ่วหมู่เหมี่ยงชีที่ร้านยามาให้เขากินซะ อีกสองสามวันก็คงหาย”

จ้าวเหลยโล่งใจเมื่อได้ยินเช่นนี้ หากลู่เฉินถูกวางยาพิษจริง ๆ เขาคงไม่อาจมองหน้าอ๋องเจิ้นหนานได้

“ขอรับ” จ้าวเหลยหันหลังเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อจ้าวเหลยจากไป ศาลาก็เงียบสงัด เหลือเพียงสองพ่อลูกตระกูลลู่

ลู่เฉินอดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ท่านพ่อ ครั้งนี้ข้าตกอยู่ในอันตรายซึ่งไม่ใช่อุบัติเหตุแน่แท้ แต่เป็นการวางแผนมาก่อนหน้า! เสวี่ยหยูและเฉินเฟยที่ยุยงให้ข้าไปหงซิ่วโหลวช่างมีพิรุธ พวกเขาต้องเป็นคนวางยาปลุกกำหนัดข้าแน่ ๆ!”

“เจ้าเริ่มรู้จักคิดแล้วหรือ” ลู่โฉ่วอี๋เย้ยหยัน “พ่อบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่าคบหากับสหายพวกนั้น เจ้าเคยฟังบ้างหรือไม่? เสวี่ยผิงไห่ บิดาของเสวี่ยหยูต่างมีความแค้นต่อข้า การที่บุตรชายเขารักใคร่เจ้าเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องผิดปกติแน่นอน!”

ที่ผ่านมา ลู่เฉินช่างเป็นคนไร้ประโยชน์และเกรงกลัวบิดา ส่วนลู่โฉ่วอี๋ก็ไม่อยากต่อกรอะไรกับเขามากนัก วันนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองได้เปิดอกพูดคุยกันเช่นนี้

เมื่อลู่เฉินเห็นบิดาตนพูดตรงไปตรงมา จึงวิเคราะห์ว่า

“ท่านพ่อ ข้าคิดว่าเสวี่ยผิงไห่คงไม่กล้าทำร้ายข้าเช่นนี้ เบื้องหลัง...ต้องมีผู้อยู่เบื้องหลัง หากลองคิดดูอีกครั้ง พี่น้องทั้งหกของข้าล้วนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ! ยิ่งคิดถึงเรื่องวันนี้ยิ่งน่ากลัวไปใหญ่ เกรงว่าเบื้องหลังจะมีเงื้อมมือใหญ่บงการ ข้าสงสัยว่าฮ่องเต้กำลังเกรงกลัวอำนาจท่านพ่อ…”

ลู่เฉินมาจากต่างโลก โลกเดิมของเขาไร้ซึ่งฮ่องเต้เลยไม่ค่อยหวั่นเกรงต่อความยิ่งใหญ่ของฮ่องเต้เท่าใดนัก จึงเอ่ยปากพูดตามใจกับบิดาไปตามความคิด

ทว่า เมื่อลู่โฉ่วอี๋ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาพลันเบิกกว้างพร้อมสีหน้าโกรธจัด

“เหลวไหล!”

ปัง! ลู่โฉ่วอี๋ตบโต๊ะ ตะโกนว่า “ใครบอกเจ้า?”

ลู่เฉินตกใจที่จู่ ๆ บิดาตนก็โกรธขึ้นกะทันหัน แต่เขาก็มานึกขึ้นได้ว่านี่คือโลกที่คล้ายกับยุคโบราณ อำนาจของฮ่องเต้ใหญ่หลวงกว่าสิ่งใด หากฮ่องเต้อยากให้ขุนนางตาย ขุนนางก็ต้องตาย!

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่เพียงคำพูดลอย ๆ คอยขู่

บุตรชายหกคนของลู่โฉ่วอี๋ต่างเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ เขาจะไม่ลองคิดถึงความเป็นไปได้นี้เลยเชียวหรือ? เหตุใดเด็กหนุ่มเช่นเขาถึงต้องมาเตือนเรื่องที่เห็นได้ชัดเช่นนี้ด้วย?

เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่เฉินจึงก้มหน้ากล่าว

“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้ไปยินมาจากใครทั้งนั้น ข้าตื่นขึ้นมาท่ามกลางกองเพลิง ทันใดนั้นก็ฉุกคิดขึ้นเองได้ เมื่อตำแหน่งของท่านพ่อมิมั่นคง ทายาทตระกูลลู่ก็มิอาจอยู่รอดปลอดภัย!”

ลู่โฉ่วอี๋รู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้ยินเช่นนี้ ตอนแรกเขาคิดว่ามีคนยุยงลู่เฉิน แต่ดูเหมือนว่าลู่เฉินจะคิดแบบนี้ได้เองจริง ๆ

แม้ดวงตาจะลดความเกรี้ยวโกรธ แต่ก็ยังตำหนิติสอนว่า

“ไม่ว่าเจ้าจะคิดเองหรือฟังคนอื่นยุยงมาก็ตาม พ่อไม่อนุญาตให้เจ้าพูดจาไม่ภักดีเช่นนี้! ใครในโลกจะทำร้ายข้าก็ได้ แต่ฝ่าบาทไม่! ตระกูลลู่สืบทอดจิตวิญญาณความภักดีมาช้านาน หากฝ่าบาทอยากให้ข้าตาย แค่รับสั่งเดียวก็เพียงพอ! จากนี้ไปอย่าได้ลบหลู่พระราชอำนาจอีกเด็ดขาด! ฝนตกฟ้าร้องล้วนเป็นสิ่งสวรรค์ประทาน! เจ้าเข้าใจหรือไม่?”

มองลู่โฉ่วอี๋ที่แสดงความภักดี ลู่เฉินพลางคิดในใจ คนโบราณก็รู้จักแต่ความภักดีโง่งม ดูเหมือนว่าหากยังอยากมีชีวิตรอด ก็คงต้องพึ่งพาตนเองเอาเท่านั้น

“ข้าเข้าใจ ข้าผิดไปแล้ว!” ลู่เฉินก้มหน้ายอมรับผิดทันที

ในเมื่อบิดาเป็นผู้ภักดีเช่นนี้ ลู่เฉินก็ไม่อยากพูดมาก ลู่โฉ่วอี๋มีบุตรชายซึ่งตายไปหกคนยังไม่คิดก่อกบฏ แล้วจะก่อกบฏเพื่อบุตรชายไร้ประโยชน์อย่างเขาได้อย่างไร?

ลู่เฉินไม่อยากโต้แย้งกับบิดาให้สาวความยืด อย่างไรเสียเขายังมีระบบอยู่ ดังนั้นการพึ่งตัวเองคือคำตอบ!

ลู่โฉ่วอี๋เมื่อเห็นเขาก้มหน้ายอมรับผิดน้ำเสียงก็อ่อนลง เอื้อมมือตบบ่าลู่เฉินก่อนกล่าวว่า “เฉินเอ๋อร์ ครั้งก่อนสาวใช้สองคนที่ส่งไปปรนนิบัติเจ้างามนักไม่ใช่หรือ? พ่อจะจัดการเรื่องตบแต่งให้เอง ส่วนเรื่องฝ่าบาท เจ้าอย่าได้คิดถึงเรื่องนี้อีก”

ลู่เฉินรู้ว่าบิดาไม่อยากให้เขามีความคิดเป็นของตนเอง อยากให้เขากิน ดื่ม เที่ยว เล่น ใช้ชีวิตอย่างสำมะเลเทเมาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ มากกว่า เพราะยิ่งไร้ประโยชน์ก็จะยิ่งปลอดภัย

“ท่านพ่อ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับท่าน” ลู่เฉินรู้ความคิดของบิดาจึงแสร้งทำเป็นดีใจ

ลู่โฉ่วอี๋เห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็พอใจ กล่าวว่า “เช่นนั้นพ่อจะให้คนพาเจ้ากลับไปพักผ่อน…อีกอย่าง อย่าบอกเรื่องวันนี้กับแม่เจ้าเสียเล่า เดี๋ยวจะเป็นเรื่องใหญ่เปล่า ๆ”

“ขอรับ”

สักพัก สาวใช้สองคนจากเรือนคุณชาย นามว่าชุนฮวาและชิวเยว่ก็เข้ามาพยุงลู่เฉินเพื่อกลับไปยังเรือนของตน

เมื่อลู่เฉินจากไป ศาลาก็พลันตกอยู่ในความเงียบสงัด ลู่โฉ่วอี๋มองฝ่าความมืดภายนอก ทุกสิ่งนิ่งไม่ไหวติง สักพักดวงตาก็ฉายแววคมกล้า

“ฝ่าบาท หากท่านเกรงกลัวข้าถึงขั้นฆ่าบุตรข้าไปหกคนจนบัดนี้เหลือเพียงต้นอ่อนเดียวที่ข้าพยายามปลุกปั้นเขาให้กลายเป็นคนไร้ค่าแต่ท่านกลับยังเป็นกังวลอีกหรือ…ท่านไม่คิดว่าทำเกินไปหน่อยหรืออย่างไร?”

ตอนแรก เขาคิดว่าเขากำลังพูดอยู่เพียงลำพัง แต่ความมืดจากเบื้องหลังกลับปรากฏเงาคนหนึ่งเดินออกมา

เงานั้นคือบัณฑิตวัยกลางคนผู้ไว้หนวดเคราแพะ

เขายิ้มแล้วกล่าวว่า “คุณชายของท่านจะไร้ค่าได้อย่างไรกัน? ข้าคิดว่าคุณชายเจ็ดดูเหมือนจะรู้ความแล้ว ขอยินดีกับท่านอ๋องด้วย”

ลู่โฉ่วอี๋สีหน้าผ่อนคลายลงมากเมื่อคิดว่าลู่เฉินสำนึกได้ แต่ก็กลับมายิ้มอย่างขมขื่นอีกคราก่อนกล่าวว่า

“เพิ่งมาคิดได้ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว! เมื่อเขาไร้ความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ ต่อให้เขาเข้าใจความยากลำบากของอ๋องเจิ้นหนานแล้วจะมีประโยชน์อันใด? ข้ากลับหวังให้เขาจะโง่งมเช่นเดิมต่อไปจะดีกว่า!”

จบบทที่ ตอนที่ 2 อำนาจหลวงไม่อาจยุ่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว