- หน้าแรก
- ทุ่งสมุนไพร ฟาร์มนี้ขอครอง
- บทที่ 599 ตอนนี้แหละ!
บทที่ 599 ตอนนี้แหละ!
บทที่ 599 ตอนนี้แหละ!
บทที่ 599 ตอนนี้แหละ!
เรื่องใหญ่ขนาดนี้ พอหลี่ซื่อรู้เข้า ไม่นานก็เก็บอาการไม่อยู่ ไม่ได้การละ นางต้องรีบเล่าเรื่องนี้ให้พี่สะใภ้รองฟังเสียหน่อย
จะได้ไม่ถูกหลอกอีกต่อไป
หลี่ซื่อหาเหตุผลให้ตัวเองเรียบร้อย ดื่มน้ำไปหนึ่งถ้วย ก็เดินออกจากบ้านอีกครั้ง ไม่นานก็ไปถึงเรือนหลักของบ้านใหม่
"พี่สะใภ้รอง ข้ามีเรื่องจะเล่าให้ฟัง!" นางรีบเอาเรื่องที่เพิ่งแอบฟังมา เล่าทั้งใส่สีตีไข่และพูดเจื้อยแจ้วอย่างตื่นเต้นเต็มที่
สุดท้ายสรุปว่า "แค่เพื่อให้ต้าหลางได้เรียนหนังสือ กลับทำเรื่องใจร้ายกับหลานสาวตัวเอง พี่ชายก็หนี ต้าหลางก็ออกจากบ้านไปแล้ว ย่าหลานก็เป็นแบบนี้ แล้วนางได้อะไรขึ้นมา"
สิงซื่อถอนหายใจ ไม่พูดอะไร
เย่เจินสีหน้าเรียบเฉย ได้แต่คิดว่าทำกรรมย่อมได้กรรม เกรงว่าแม้แต่ท่านป้าใหญ่เอง ก็คงไม่เคยคิดว่าหลานสาวของตัวเองจะมีใจคดได้ถึงเพียงนี้
เรื่องพวกนี้ เย่เจินแค่ฟังผ่าน ๆ แล้วก็ลืมไปในพริบตา
ที่ตำบลเมืองเหมยเสียน
ในห้องหนังสือของบ้านแห่งหนึ่ง
"นายท่าน ทางเจียงหนานเต๋าส่งข่าวมาแล้ว" มู่หมิงพูดพลางส่งกระบอกไม้ไผ่เล็กให้คุณชายที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ
มู่ชิงเฟิงรับกระบอกไม้ไผ่มา เปิดออกอ่านข้อความด้านในอย่างละเอียด มุมปากเผลอยกขึ้นเล็กน้อย
มู่หมิงเห็นท่าทางเขา จึงถามยิ้ม ๆ ว่า "นายท่าน มีข่าวดีหรือขอรับ? วิธีทำปุ๋ยหมักได้ผลแล้วใช่หรือไม่?"
"อืม ปีที่แล้วทดสอบปลูกโดยใช้ปุ๋ยหมัก ปีนี้ผลผลิตมากกว่าปีก่อนถึงสี่ส่วนสิบ" หนุ่มน้อยตอบด้วยอารมณ์ดีอย่างหาได้ยาก
มู่หมิงกระพริบตาปริบ ๆ สี่ส่วนสิบเลยหรือนี่? แม่หญิงเย่น้อยผู้นั้นช่างฉลาดล้ำจริง
คนอื่นอาจไม่รู้ที่มาของวิธีการนี้ แต่พวกเขารู้ดี
"มากขนาดนั้นเชียวหรือ? นายท่านจะให้ข้าแจ้งข่าวนี้ไปยังแม่หญิงเย่น้อยหรือไม่ขอรับ?"
มู่ชิงเฟิงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า "ไม่ต้อง ข่าวนี้คิดว่าราชสำนักคงรู้มาหลายวันแล้ว คำนวณตามเวลา เจียซั่งคงใกล้มาถึงแล้ว"
พูดจบ เขาก็ไม่กล่าวเรื่องนี้ต่อ สีหน้ากลับเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย "เรื่องที่ข้าให้เจ้าทำไป เป็นอย่างไรบ้าง?"
พอพูดถึงเรื่องสำคัญ มู่หมิงก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง ตอบด้วยท่าทีเคารพ "ข้าได้ซื้อข้าวมาแล้วหนึ่งแสนฉือจากเมืองรอบข้าง ทั้งหมดจัดเก็บอย่างปลอดภัยเรียบร้อย"
คิ้วของมู่ชิงเฟิงขมวดเล็กน้อย "แค่แสนฉือหรือ?"
มู่หมิงรู้สึกละอาย รีบคุกเข่าลง "เป็นข้าทำหน้าที่ได้ไม่ดี ขอให้นายท่านลงโทษ"
มู่ชิงเฟิงโบกมือเบา ๆ แล้วนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "ในเมื่อทางเจียงหนานเต๋าเก็บเกี่ยวได้ดี เจ้าส่งข่าวกลับไปให้พวกเขาซื้อข้าวเพิ่มแล้วรีบส่งมาที่นี่ให้เร็วที่สุด!"
ช่วงนี้ เริ่มมีราษฎรอพยพหนีภัยหลั่งไหลเข้ามาในเขตเมืองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกรงว่าอีกไม่นานจะระเบิดเป็นคลื่นใหญ่
ส่วนราชสำนัก... ช่างเถอะ อย่าไปพูดถึงเลย อย่างน้อยตราบใดที่เขายังอยู่ จะไม่ยอมให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอีกแน่!
"รับทราบ!" มู่หมิงรับคำแล้วรีบก้าวออกจากห้องทันที
ในพริบตา เวลาก็ผ่านไปอีกหลายวัน
คนที่มาแวะซื้อข้าวที่บ้านเย่เจินก็ยิ่งมีมากขึ้นทุกที
เมื่อคนมาก เรื่องก็ตามมา
ชายหลายคนที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ยืนอยู่บริเวณเฉียงตรงข้ามกับเรือนใหม่ พวกเขามองไปยังความคึกคักภายในบ้านหลังนั้น ดวงตาเคลื่อนไหวไม่หยุด
หนึ่งในนั้นก้าวขึ้นมาหลายก้าว ไปยืนข้างชายร่างผอมในวัยสามสิบกว่า พลางกระซิบเสียงต่ำว่า "พี่ใหญ่ พวกเราก็สังเกตมาหลายวันแล้วนะ"
"บ้านนี้น่ะชัด ๆ เลยว่าเป็นแกะอ้วน ทั้งแค่ไม่กี่วันนี้ ขายข้าวออกไปไม่รู้กี่เกวียนแล้ว ถ้าเรายังไม่ลงมือ เดี๋ยวพวกเขาขายข้าวหมด เราก็เสียเที่ยวกันพอดี!"
ทันทีที่เขาพูดจบ ชายอีกคนก็เสริมขึ้นทันทีว่า "ใช่แล้ว พี่ใหญ่ ท่านยังลังเลอะไรอีก?"
"เฮ้ย ข้าดูนังสองคนนั้นในบ้าน หน้าตาดีใช่เล่นนะ พวกเราจัดการพวกแก่ให้เรียบร้อย"
"ข้าวของเงินทองขนกลับให้หมด ตัวเล็ก ๆ ก็จับไปด้วย ไม่ว่าจะขายที่ไหน ก็ล้วนแต่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ!" ชายอีกคนหัวเราะอย่างต่ำช้า
คำพูดนี้ได้รับเสียงสนับสนุนทันทีจากคนอื่น ๆ "ถูก ถูก แต่ไอ้แก่นั่น ถึงจะแก่หน่อย แต่ก็ดูไม่เลวเลยนะ"
"จะฆ่าทิ้งก็เสียดาย แทนที่จะทำอย่างนั้น เอาไว้ให้พวกเราลองก่อนดีกว่า ค่อยขายให้พวกตลาดมืด ยังได้เงินอีกหลายตำลึง!"
"ใช่ ใช่ พี่ใหญ่ รีบตัดสินใจเถอะ ถ้ายังไม่ลงมือ ข้ากลัวว่าเงินกับข้าวของของเราจะหมดก่อน!"
ชายร่างผอมที่ยืนอยู่หน้า กลางเสียงเร่งเร้าของพรรคพวก แววตาก็แสดงความโหดเหี้ยมออกมา เขากัดฟันแน่นแล้วกล่าวว่า "คืนนี้แหละ ลงมือ!"
"จะโทษก็โทษโลกยุคนี้ที่มันบีบให้พวกเราต้องดิ้นรน!"
ระหว่างที่พวกเขากำลังวางแผนกันอยู่ ภายในเรือนใหม่ เย่เจินโบกมือเรียกน้องสาวมาแล้วถามว่า "ซิ่งเอ๋อร์ เจ้าพึ่งไปข้างนอกมา คนพวกนั้นยังอยู่หรือเปล่า?"
เย่ซิ่งพยักหน้าอย่างซื่อ ๆ "ยังอยู่พี่ พวกเขามองข้ามาอย่างกับจะกินเข้าไปเลย พี่ว่า...พวกเขาจะมีแผนร้ายหรือเปล่า?"
เย่เจินขมวดคิ้ว นางก็จับตาดูคนพวกนั้นมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว ตอนแรกคิดว่าพวกเขาจ้องเล่นงานคนที่มาซื้อข้าวจากบ้านตน
แต่ตอนนี้ดูท่า จะเปลี่ยนเป้าหมายมาที่บ้านของนางเองเสียแล้ว แบบนี้รอไม่ได้!
อีกฝ่ายมีตั้งหกคน ในเมื่อพี่ชายไม่อยู่บ้าน น้องชายกับน้องสาวก็ยังเด็ก นางแม้จะฝึกฝนอยู่ทุกวัน
แต่หนึ่งยังเด็ก สองยังไม่เก่งพอ จะรับมือได้สักหนึ่งสองคนก็ถือว่าดีแล้ว ถ้ามากกว่านั้น เกรงว่าจะดูแลไม่ทั่วถึง
หากพวกน้องได้รับบาดเจ็บขึ้นมา นางคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
คิดได้ดังนั้น นางก็สั่งการบางอย่างกับน้องสาว
ยามกลางคืนของยามไห่ (ประมาณสี่ทุ่ม) ทั้งหมู่บ้านเถาฮวาฮู่ก็เงียบสงบลง ทุกคนต่างขึ้นเตียงพักผ่อน บ้างก็ทำกิจกรรมสร้างทายาทกันอย่างขยันขันแข็ง
เรือนใหม่ก็มืดสนิทเช่นกัน นอกกำแพงเรือน เงาร่างหลายคนลอบมาถึงใต้กำแพง
เสียงกระซิบดังขึ้นเบา ๆ "พี่ใหญ่ เราจะลงมือเลยไหม?"
"ยัง อย่าเพิ่ง รอให้พวกเขาหลับลึกกว่านี้ก่อน ค่อยลงมือ!"
มีคนหนึ่งนึกอะไรขึ้นได้ รีบพูดเสียงเบา "พี่ใหญ่ ข้าได้ยินเสียงหมาเห่าจากในนั้นด้วย พวกเราต้องจัดการมันก่อนนะ ไม่อย่างนั้นเสียงจะดังจนคนอื่นรู้ตัวหมด!"
"เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ? ดูนี่สิ...นี่คืออะไร?" แสงจันทร์สลัวส่องให้เห็นชายร่างผอมล้วงเอากระบอกไม้ไผ่กับห่อกระดาษออกมาด้วยสีหน้าภาคภูมิ
พวกพ้องต่างทำหน้าฉงนไปตามกัน นี่มันอะไร?
"พวกเจ้าดูไม่ออกเหรอ? โง่จริง ๆ ช่างเถอะ อีกเดี๋ยวก็ทำตามที่ข้าบอกก็แล้วกัน!"
เขาไม่พอใจที่ไม่มีใครยกย่อง จึงเอ็ดพวกนั้นอย่างหงุดหงิด
คนอื่น ๆ พอเข้าใจก็รีบพยักหน้า "ได้!"
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ชายร่างผมโบกมือเบา ๆ พูดเสียงต่ำว่า "ได้เวลาแล้ว ปีนกำแพง!"