- หน้าแรก
- ทุ่งสมุนไพร ฟาร์มนี้ขอครอง
- บทที่ 310 ทีละคน
บทที่ 310 ทีละคน
บทที่ 310 ทีละคน
บทที่ 310 ทีละคน
เช้าวันถัดมา เย่เจิ้งซิงก็ทำตามคำสั่งจริง ๆ เดินตามบิดาลงไปยังไร่นา สีหน้าดูอ่อนน้อมถ่อมตนและตั้งใจเรียนรู้ แม้จะเหนื่อยจนแทบหมดแรง แต่ก็ยังพยายามกัดฟันเดินตามจังหวะของเย่ฟางอย่างไม่ยอมแพ้
ท่าทางเช่นนี้ เมื่อตกอยู่ในสายตาของคนอื่น ก็ทำให้แต่ละคนมีสีหน้าเปลี่ยนไปแตกต่างกัน
เย่หานเยว่ซึ่งรู้สึกว่าตนต้องรับเคราะห์แทนผู้อื่น บ่นกับมารดาอย่างไม่พอใจว่า
"ท่านแม่ ก็เพราะท่านอาสี่แท้ ๆ ไม่อย่างนั้นข้าจะต้องลงไปลุยดินทำไมกัน! ท่านแม่ ดินในนานี่ทั้งเปรอะทั้งสกปรก ข้าอยากกลับบ้าน!"
พึ่งจะลงมาได้ไม่เท่าไร เสื้อผ้าและรองเท้าของนางก็เปรอะเปื้อนไปหมดแล้ว นางเกลียดที่นี่ เกลียดมาก!
"ลูกเยว่อดทนหน่อยนะ ฮึ! แม่ก็ดูออกแล้วล่ะว่าท่านอาสี่ของเจ้าคนนี้น่ะ ใจคอไม่ใช่เล็ก ๆ เลย แม่ไม่เชื่อ
หรอกว่าเขาจะยอมทนได้นานนัก! แม่จะคอยดูว่าเขาจะทนได้นานแค่ไหน!"
ม่าซื่อเหลือบมองเด็กหนุ่มที่ไม่ไกลนัก แล้วหันมากระซิบปลอบใจลูกสาว
แม้ว่าเย่หานเยว่จะไม่เต็มใจ แต่สุดท้ายก็จำต้องอดทน เพราะเมื่อวานนี้ปู่โกรธมาก แม้แต่ลูกชายที่ย่ารักนักรักหนาอย่างท่านอาสี่ยังต้องลงไปลุยดินเช่นกัน นางจะอยากกลับก็ต้องให้ปู่อนุญาตก่อนเท่านั้น!
พอใกล้ค่ำ เหตุก็เกิดขึ้น
ได้ยินเสียงร้อง "โอ๊ย!" ดังลั่น เย่เจิ้งซิงกุมเท้าล้มลงกับพื้น หน้าซีดเผือดเพราะความเจ็บปวด
"เกิดอะไรขึ้น? เป็นอะไรไป?" ม่าซื่อได้ยินเสียงก็รีบวางเครื่องมือในมือแล้ววิ่งเข้ามาหาเขา
ท่าทางดูห่วงใย แต่จริง ๆ แล้วแฝงไว้ด้วยความสงสัย "ท่านอาสี่เผลอไปกระแทกเท้าเข้ารึ? เมื่อครู่ยังดูดีอยู่เลยนี่? ทำไมถึงซุ่มซ่ามเช่นนี้?"
เย่เจิ้งซิงฝืนยืนหยัดตอบด้วยสีหน้าเจ็บปวด "เมื่อครู่ข้าเผลอวอกแวกไปนิด ไม่ได้จับของให้มั่น ไม่เป็นไร ข้ายังพอทนไหว!"
พูดพลางก็พยายามฝืนลุกขึ้นยืนเหมือนจะเดินต่อ แต่พอขยับเท้าเพียงก้าวเดียวก็ล้มลงไปอีกครั้ง พร้อมกับร้องครวญด้วยความเจ็บปวด "อ๊า!"
เหงื่อเย็นผุดเต็มใบหน้า ท่าทางทรมานจนแม้แต่ม่าซื่อก็เริ่มลังเลว่าจะใช่แกล้งหรือไม่
ทำได้เพียงแสดงความห่วงใยอย่างจริงจัง "ท่านอาสี่อย่าฝืนเลย ตอนนี้ก็เย็นแล้ว พวกเรากลับบ้านกันเถอะ!"
พูดจบก็รีบตะโกนเรียก "ท่านพ่อ! ท่านอาสาม!"
ทั้งวันนั้น แม้ว่าเย่เจิ้งซิงจะดูตั้งใจ แต่ความคืบหน้าก็ไม่ได้ต่างจากต้าหลางและม่าซื่อเท่าไรนัก ทำให้พวกเขาอยู่กันไม่ห่าง
แต่เย่ฟางและเย่เจิ้งลี่นั้นไม่เหมือนกัน ความเร็วของพวกเขาเร็วกว่า จึงทิ้งระยะไปไกลมากแล้ว
"เกิดอะไรขึ้น? นี่มันอะไรกัน?"
หลี่ซื่อซึ่งอยู่ไม่ไกลนักพอได้ยินเสียงก็รีบเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก เดินเข้ามาหาก่อนเป็นคนแรก
ม่าซื่อชี้ไปที่เย่เจิ้งซิงที่นอนอยู่กับพื้น "ท่านอาสี่เผลอทำของตกใส่เท้า ตอนนี้เดินไม่ไหวแล้ว!"
พูดยังไม่ทันจบ เย่ฟางและเย่เจิ้งลี่ก็เดินมาถึง พอเห็นบุตรชายคนเล็กนอนอยู่ก็ขมวดคิ้วทันที
เย่เจิ้งซิงกล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด "ท่านพ่อ เป็นลูกที่ไร้ความสามารถ ทำให้ท่านเดือดร้อนแล้ว!"
ความสงสัยที่มีอยู่ในใจของเย่ฟางลดลงไปเล็กน้อย เขาหันไปสั่งลูกชายคนที่สามว่า
"อาสาม เจ้าแบกอาสี่กลับบ้านก่อน!"
พูดจบก็หันหลังเดินกลับไป
ยังไม่ทันถึงบ้าน เย่ฟางก็ให้ม่าซื่อไปตามหมอหลี่มา พอกลับถึงบ้านได้ไม่นาน หมอก็มาถึง
ข้างเตียงในห้องโถงหลัก หมอหลี่ตรวจดูอาการแล้วรายงานว่า
"ไม่ได้กระดูกหัก แต่อีกสองสามวันจะมีอาการบวม ใช้น้ำอุ่นประคบแล้วนวดด้วยน้ำมันสมุนไพรบรรเทาอาการก็เพียงพอครับ"
พอได้ยินเช่นนั้น จ้าวซื่อที่อยู่ข้าง ๆ ก็ถอนหายใจโล่งอกทันที แต่พอหมอออกไป นางก็หันไปต่อว่าสามีทันทีว่า
"ข้าก็บอกแล้วว่าอย่าให้เขาไปทำนา อย่าให้เขาไป! ทีนี้ล่ะ ดีใจแล้วใช่ไหม? ลูกข้าคนที่สี่น่าสงสารต้องทนทุกข์ขนาดนี้ ดูซิ! ขาของเขาบวมปูดขนาดนี้ อย่าว่าแต่จะไปทำนา ต่อไปจะไปเรียนได้ทันไหมก็ยังไม่รู้!"
เย่ฟางที่ถูกต่อว่าแทบพูดไม่ออก เดิมเขาคิดว่าลูกชายแกล้งทำเป็นเจ็บ แต่ไม่คาดคิดว่าขาจะบาดเจ็บจริง
เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "เจ้าสี่ไม่ต้องไปทำนาในอีกสองสามวันนี้แล้ว อยู่พักผ่อนที่บ้านไปเถอะ"
"ฮึ! ก็ใช่น่ะสิ ต้องพักรักษาอย่างดี ขานี้ยังไม่รู้เลยว่าจะหายเมื่อไหร่!" จ้าวซื่อฮึดฮัดพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
เย่เจิ้งลี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ใจพลันห่อเหี่ยวขึ้นมา
ตอนที่เขาเคยล้มตอนขายถังหูลู่ อาการหนักยิ่งกว่านี้อีก แต่มารดากลับไม่ได้แสดงความเป็นห่วงแบบนี้สักนิด
หรือว่าลูกชายของมารดามีแค่น้องสี่คนเดียวหรือ?
มื้อเย็นของคืนนั้น ทุกคนในบ้านต่างก็มีความคิดของตัวเอง ม่าซื่อมองไปรอบ ๆ ดวงตาเป็นประกาย ราวกับกำลังคิดแผนการบางอย่าง
เย่เจิ้งลี่กับหลี่ซื่อต่างก็นั่งเงียบ ก้มหน้ากินข้าว เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องไม่สบายใจ
เช้าวันถัดมา จ้าวซื่อเพิ่งทำกับข้าวเสร็จในห้องครัว
ม่าซื่อก็รีบร้อนวิ่งมาด้วยสีหน้าร้อนรน "แม่! แย่แล้ว! แย่แล้ว! ต้าหลางป่วย! ตอนนี้ลุกจากเตียงยังไม่ได้เลย! รีบไปเรียกหมอมาก่อนเถอะ!"
จ้าวซื่อขมวดคิ้ว "เมื่อคืนยังดี ๆ อยู่ไม่ใช่หรือ? ทำไมเช้านี้ถึงป่วยได้?"
"แม่ ต้าหลางเพิ่งลงนาเป็นครั้งแรก ต้องทำงานหนักต่อเนื่องหลายวัน กลางวันก็ไม่มีเวลาพัก ร่างกายเขาคงทนไม่ไหว!"
"เมื่อคืนข้าก็เห็นเขาดูอ่อนแรง แต่ไม่ได้ใส่ใจ พอตอนเช้าไปปลุก ก็พบว่าเขาตัวร้อนจี๋เลยแม่!" ม่าซื่อพูดอย่างร้อนใจ
"เรียก ๆ ๆ เจ้าเอาแต่เรียกหมอ บ้านเรามีเงินหรือไง? แค่ตัวร้อนเอง เจ้าไปต้มข้าวต้มใส่น้ำตาลให้เขากินหน่อย ให้นอนพักอยู่บ้านก็หายแล้ว!"
ถึงจะเป็นหลานชายคนโตของตัวเอง แม้จะไม่อยากเสียเงินเรียกหมอ แต่ก็ยังให้กินน้ำตาลต้ม ซึ่งเมื่อเทียบกับตอนเย่เจินป่วย ถือว่าฟ้ากับเหว
ม่าซื่อแววตาวูบไหว สีหน้าจริงจังมากขึ้น "แม่ เรียกหมอเถอะ หากต้าหลางป่วยหนักขึ้นมาจะทำอย่างไร?"
จ้าวซื่อเริ่มหงุดหงิด "ถ้าอย่างนั้นก็ไว้รอดูก่อน ให้เขาพักสักสองวัน ถ้ายังไม่หาย ค่อยว่ากันเรื่องหมออีกที!"
"ก็ได้ค่ะ..." ม่าซื่อตอบอย่างเสียไม่ได้
ถึงเวลาอาหารเช้า เย่ฟางก็สังเกตว่ามีคนหายไปสองคน
"ต้าหลางกับยวี่เอ๋อร์ไปไหน?"
"พ่อ ต้าหลางตัวร้อนมากค่ะ ยวี่เอ๋อร์อยู่ดูแลเขาในห้อง" ม่าซื่อตอบทันควัน
เย่ฟางขมวดคิ้วทันที ทำไมมันบังเอิญแบบนี้นะ? เมื่อวานเหล่าซี่เพิ่งเจ็บขา วันนี้ต้าหลางก็มาป่วยอีก?
"เรียกหมอมาหรือยัง?"
คำถามนี้ยังไม่ทันสิ้นเสียง จ้าวซื่อก็วางตะเกียบดังปังทันที
"จะเรียกทำไม? เรียกหมอต้องเสียเงินนะ! นึกว่าบ้านเรามีเงินถุงเงินถังหรืออย่างไร? ต้าหลางแค่เหนื่อย ให้เขานอนพักสักสองวันก็หายแล้ว!"
"เจ้า..." เย่ฟางชี้นิ้วไปที่นางด้วยความโกรธ แต่พูดไม่ออกอยู่พักใหญ่
เขาคิดเช่นนั้นหรือ? แล้วทำไมภรรยาของเขาไม่ลองคิดดูบ้างว่าต้าหลางป่วยตอนนี้มันบังเอิญเกินไปหน่อย จะเป็นแกล้งหรือไม่? ถ้าให้หมอมาดู ก็คงรู้ได้ไม่ใช่หรือ?