- หน้าแรก
- ทุ่งสมุนไพร ฟาร์มนี้ขอครอง
- บทที่ 265 ออดอ้อน
บทที่ 265 ออดอ้อน
บทที่ 265 ออดอ้อน
บทที่ 265 ออดอ้อน
เย่เจินครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วปรายตามองมารดาซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบนเตียงอุ่นก่อนเอ่ยว่า “ข้าเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้ไม่ได้หรอก เจ้าลองถามท่านแม่ดูสิ”
นางกับพี่ชายถือเป็นคนสุขุมรอบคอบ หากไปเมืองเค่อกันแค่สองคนก็ยังพอดูแลกันได้ ไม่ต้องกังวลมากนัก
แต่หากพาน้องสาวไปด้วย เรื่องราวก็จะไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว ประการแรกก็คือมารดาคงไม่อนุญาตแน่
จริงดังคิด สิงซื่อได้ยินคำพูดนั้นก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที “พี่สาวกับพี่ชายของเจ้าไปเมืองเค่อเพราะมีธุระสำคัญ เจ้าอย่าไปเป็นตัวถ่วงพวกเขาเลย!”
เย่ซิ่งเบะปากเล็กน้อยก่อนจะเบียดตัวไปนั่งข้างมารดาแล้วอ้อนวอน “ท่านแม่~ ลูกอยากไปดูโคมไฟนัก ให้ลูกไปเถอะนะ ได้หรือไม่~!”
โดนลูกสาวออดอ้อนเช่นนี้ ใจของสิงซื่อก็เริ่มอ่อนยวบ แต่เมื่อเห็นพี่ชายพี่สาวที่อายุยังไม่มาก แล้วหันไปมองน้องสาวตัวเล็กที่ยังอ่อนวัย ใจที่อ่อนก็กลับแข็งขึ้นมาอีกครั้ง
นางฝืนใจปฏิเสธว่า “ไม่ได้ พี่สาวกับพี่ชายของเจ้าต้องดูแลตัวเอง แล้วยังต้องดูแลเหล้าอีก หากต้องดูแลเจ้าอีกคน จะไหวกันหรือ!”
“ท่านแม่~ ท่านแม่~ ให้ลูกไปเถอะนะ ลูกอยากไปดูโคมไฟจริง ๆ หากครั้งนี้ไม่ได้ไป ต่อไปก็ไม่มีโอกาสอีกแล้วไม่ใช่หรือ~?” เย่ซิ่งไม่ยอมแพ้ ยังคงเขย่าแขนมารดาแล้วออดอ้อนอย่างต่อเนื่อง
เย่เจินปรายตามองน้องชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แม้เขาจะพยายามปกปิด แต่แววตาแห่งความปรารถนาก็ไม่อาจซ่อนได้
นางจึงเอ่ยถามเสียงแผ่วว่า “ซานหลาง เจ้าเองก็อยากไปใช่หรือไม่?”
เย่เหวินจวินลังเลเล็กน้อยก่อนส่ายหน้า “ข้าไม่ไปดีกว่า พี่ชายกับพี่สาวไปส่งเหล้า หากข้าไปด้วยก็ต้องคอยดูแลข้าอีกคน
เย่เจินเข้าใจทันที ดูท่าผู้น้องก็อยากไปเช่นกัน
นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนหันไปพูดกับมารดาว่า “ท่านแม่ เช่นนั้นวันนั้นท่านพาเย่ซิ่งกับซานหลางไปกับพวกเราด้วยดีหรือไม่?”
“เป็นเทศกาลหยวนเซียว ทั้งคู่ยังไม่เคยเห็นโคมไฟเลย พวกเราพากันไปเปิดหูเปิดตาหน่อยเถิด”
สิงซื่อขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองสามีที่นั่งอยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ยว่า “โคมไฟต้องดูตอนกลางคืน หากพวกเราไปกันหมด ก็ต้องพักค้างคืน แล้วใครจะอยู่ดูแลพ่อเจ้าล่ะ?”
ความคิดที่ว่าตนเองกลายเป็นภาระให้ลูกเมียทำให้เย่ฟางรู้สึกไม่สบายใจนัก
เขาจึงรีบกล่าวขึ้นว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก หากอยากไปก็ไปเถอะ ในบ้านยังมีถั่วต้มนี่ไม่ใช่หรือ ข้าค่อยนึ่งกินรองท้องก็ได้”
สิงซื่อยังคงไม่คลายความกังวล “จะได้ยังไงกัน หากพวกเราไปหมด แล้วบ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้นล่ะจะทำอย่างไร?”
“จะเกิดอะไรขึ้นได้ นี่ยังมีน้องสามข้าอยู่ไม่ใช่หรือ หากมีอะไรเกิดขึ้น ข้าก็เรียกเขามาช่วยได้” เย่ฟางกล่าว
เย่ซิ่งที่นั่งฟังอยู่รีบเขย่าแขนมารดาอีกครั้ง พลางออดอ้อนด้วยเสียงใส “ท่านแม่ ไปเถอะนะ ไปเถอะ ลูกอยากดูโคมไฟมากจริง ๆ หากครั้งนี้พลาดไป วันหลังจะยิ่งไม่มีโอกาสอีกนะ!”
หากพี่ชายกับน้องชายเข้าเรียนในโรงเรียนแล้ว นางก็ยิ่งไม่มีโอกาสไปเที่ยวเช่นนี้ได้อีก อีกไม่กี่ปีก็คงต้องออกเรือนไปแต่งงาน โอกาสเช่นนี้ก็คงริบหรี่ลงทุกที
บางที นี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวในชีวิตของนางก็ได้
โอกาสเดียวในชีวิตหรือ? เป็นไปได้อย่างไร?
เย่เจินแม้จะประหลาดใจกับคำพูดของน้องสาว แต่ก็ไม่ได้เอ่ยโต้แย้ง เพียงหันไปพูดกับมารดาว่า “ท่านแม่ ท่านก็เหน็ดเหนื่อยมาครึ่งชีวิตแล้ว เช่นนั้นวันนั้นไปดูโคมไฟกับพวกเราด้วยเถอะนะ?”
นางสงสัยว่ามารดาที่มีชีวิตอยู่มานานเช่นนี้ อาจจะยังไม่เคยเห็นโคมไฟเลยก็เป็นได้
ไม่สิ นี่อาจไม่ใช่แค่ความสงสัย แต่อาจเป็นความจริง เพราะสำหรับผู้คนในยุคนี้ รัศมีของชีวิตพวกเขาก็มีเพียงไม่กี่สิบลี้เท่านั้น
สิงซื่อมองดูลูกชายคนเล็กที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง แล้วมองไปยังลูกสาวตัวเล็กที่มีแววตามุ่งหวังเต็มเปี่ยม สุดท้ายก็พยักหน้า “ก็ได้ พวกเราจะไปกัน”
“ดีใจที่สุดเลย! ได้ไปดูโคมไฟที่เมืองเค่อแล้ว เย่ซิ่งตะโกนด้วยความยินดีแล้วกระโดดโลดเต้นอยู่บนเตียงอุ่น
ในขณะที่ครอบครัวของเย่เจินกำลังพูดคุยเรื่องนี้อยู่ ที่หน้าคฤหาสน์แห่งหนึ่งไม่ไกลจากตัวเมือง ชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งก็หยุดม้าไว้ที่หน้าประตูด้วยท่าทางรีบร้อน
ชายหนุ่มผู้หนึ่งกระโดดลงจากหลังม้าอย่างคล่องแคล่วแล้วเดินเข้าไปด้านในด้วยฝีเท้าหนักแน่น
เมื่อเดินเข้ามาในลานบ้าน เขาก็หยุดกะทันหัน “ลั่วยางอยู่ที่ใด?”
“กระหม่อมจะรีบให้คนไปสืบข่าวให้ขอรับ!” มู่หมิงที่ติดตามอยู่ด้านหลังรีบก้มศีรษะรับคำทันที
“อืม ส่งมู่อี่กับมู่ชีไปเฝ้าแถวบ้านสกุลเย่ด้วย” ชายหนุ่มสั่งเสียงเรียบ
มู่หมิงเผยแววสงสัยในแววตา “นายท่านกังวลว่าท่านลั่วจะไปหาหรือ?”
“อืม เขาต้องไปแน่” ชายหนุ่มกล่าวสั้น ๆ แล้วก้าวเดินต่อ
มู่หมิงกระพริบตาด้วยความงุนงง นายท่านรู้ได้อย่างไร?
เย็นวันถัดมา ม้าศึกสองตัวลากรถม้าคันหนึ่งซึ่งดูธรรมดาไร้พิรุธ มุ่งหน้ามายังหมู่บ้านเถาฮวาฮู่
ทว่า ยังไม่ทันเข้าเขตหมู่บ้าน รถม้าก็ถูกขวางไว้ที่ปากทาง
ลั่วยางเปิดผ้าม่านรถม้าขึ้น มองคนสองคนที่อยู่ด้านนอกอย่างจนใจ “เฮ้อ โดนนายเจ้าจับได้จนได้น่ะหรือ ข้าน่าจะรีบมากว่านี้!”
พลางพูดก็พลางก้าวลงจากรถ
“ขอร้องท่านลั่วอย่าไปรบกวนคุณหนูเย่เลยขอรับ” มู่อี่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“จะเรียกว่ารบกวนได้อย่างไร ข้าแค่มาซื้อเหล้ากินเท่านั้น คิดว่าคุณหนูเย่น่าจะยินดีต้อนรับข้าอยู่หรอก” ลั่วยางยิ้มบาง ๆ พลางกล่าว
มู่ชีมองเขาแวบหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความจนใจ หากเขาเข้าไปหาคุณหนูเช่นนั้นจริง ภายหลังก็คงวุ่นวายไม่น้อย
“ขอร้องท่านลั่วอย่าไปรบกวนคุณหนูเย่” นางกล่าวซ้ำด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ลั่วยางถอนหายใจเบา ๆ “เห้อ ในเมื่อพี่ชายชิงเฟิงส่งพวกเจ้าออกมาเช่นนี้ ข้าก็คงต้องกลับเสียแล้ว”
พูดยังไม่ทันขาดคำ ร่างเขาก็พลันไหววูบ เหยียบเท้าทะยานพุ่งผ่านคนทั้งสองอย่างว่องไว
“ท่านลั่ว?”
มู่อี่และมู่ชีตอบสนองไวเช่นกัน รีบไล่ตามไปติด ๆ ไม่กี่อึดใจต่อมาก็ขวางหน้าเขาไว้ได้อีกครั้ง
มู่ชีมองเขาด้วยสายตาไม่พอใจ “ขอร้องท่านลั่วอย่าทำให้พวกเราลำบากเลยเถอะ!”
โดนจับได้คาหนังคาเขา ลั่วยางจึงถอนหายใจอย่างอ่อนใจ “เฮ้อ ไม่เสียแรงที่เป็นพี่ชายชิงเฟิงจริง ๆ ถึงกับส่งคนที่ถนัดเรื่องความเร็วสองคนมาดักทางข้า”
“เอาเถิด ข้ากลับก็ได้” เขาพูดพลางหันหลังกลับอย่างไม่รีรอ มุ่งหน้ากลับขึ้นรถม้า
มู่อี่กับมู่ชีสบตากัน ก่อนเดินตามติดอย่างไม่ละสายตา จนกระทั่งเห็นรถม้าเคลื่อนห่างออกไป จึงค่อยโล่งใจ
รุ่งเช้า เย่เจินก็ถูกมารดาปลุกจากเตียงอุ่น ลุกขึ้นล้างหน้าแปรงฟันอย่างเร่งรีบ กินข้าวเช้าเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดก็แบกตะกร้าหลังบรรจุเหล้าแล้วออกจากบ้าน
“พี่จ๋า เย็นนี้พวกเราจะพักที่โรงเตี๊ยมใช่ไหม?” ระหว่างเดินไปยังปากหมู่บ้าน เย่ซิ่งถามอย่างตื่นเต้น ดวงตาเปล่งประกาย
“อืม น่าจะใช่นะ” เย่เจินพยักหน้า ตอบพลางคิดในใจ ถ้าเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ก่อเรื่องอะไรขึ้นมาก็คงเป็นเช่นนั้น
พวกเขาเดินถึงหน้าหมู่บ้าน แล้วขึ้นเกวียนวัวมุ่งหน้าไปยังตัวเมือง
บนเกวียน เย่เจินช่วยจัดหมวกปิดหูให้น้องชาย แล้วถามยิ้ม ๆ “หนาวไหม?”
“ไม่หนาว!” เย่เหวินจวินส่ายหน้าพลางยิ้ม
หลังจากมีบทเรียนจากคราวก่อน เย่เจินกลับมาวาดแบบแล้วอธิบายสิ่งที่ตนต้องการให้มารดาฟังอย่างละเอียด ก่อนออกเดินทางครั้งนี้จึงได้ทำถุงมือกับหมวกปิดหูออกมา