- หน้าแรก
- ทุ่งสมุนไพร ฟาร์มนี้ขอครอง
- บทที่ 80 ข้าจะทำเรื่องไม่ดี
บทที่ 80 ข้าจะทำเรื่องไม่ดี
บทที่ 80 ข้าจะทำเรื่องไม่ดี
บทที่ 80 ข้าจะทำเรื่องไม่ดี
"บ้านเราตอนนี้สภาพเป็นยังไงบ้าง ก็จนแทบไม่มีจะกินอยู่แล้ว! เจ้ายังจะคิดถึงเรื่องพรรค์นั้นอีกหรือ? มีอะไรกินได้ก็บุญแล้ว!"
"ไข่นั่นข้าน่ะเก็บไว้จะเอาไปขาย เอาเงินมาช่วยจุนเจือบ้าน เจ้าเอาไปให้ใครกินได้ยังไง!"
"ก็ไม่ใช่คนมีค่ามีราคาหรอก จะรักษาโรคก็ต้องเสียเงินไปตั้งมากมาย เงินพวกนั้นยังไม่รู้เลยว่าจะไปหาที่ไหนมาใช้คืน! เจ้าคิดจะให้ทั้งบ้านต้องอด ๆ อยาก ๆ เพื่อดูแลเขาคนเดียวหรือไง?"
เสียงจ้าวซื่อเพิ่งเงียบลง ม่าซื่อที่นั่งร่วมโต๊ะก็รีบเสริมขึ้นทันทีว่า "เจ้าเย่เจินเอ๋ย ไม่ใช่ว่าป้าสะใภ้จะว่าหรอกนะ แต่พ่อของเจ้าตอนที่ไปดูอาการที่เมืองก็น่าจะเสียเงินไปไม่น้อย"
"เงินพวกนั้นยังไม่รู้จะเอาจากที่ไหนมาใช้คืน เจ้าเป็นเด็กที่รู้ความ ก็ควรจะไม่พูดถึงเรื่องแบบนี้อีก"
เย่หานเยว่ก็เอ่ยปากขึ้นว่า "ฮึ ใครจะรู้ว่าเงินพวกนั้นเอาไปใช้รักษาจริงรึเปล่า พวกเขาอยู่ที่เมืองตั้งสองวัน แค่กินข้าวก็ต้องเสียเงินไปไม่น้อยแล้ว"
ช่วงวันนี้ข้าวปลาอาหารที่บ้านแทบไม่มีน้ำมันเลย ข้าเคยบอกย่าว่าอยากกินไข่ตุ๋นสักถ้วย ยังไม่ยอมให้เลย
ก็เพราะเรื่องที่พ่อไปก่อเอาไว้ ทำให้ข้าไม่ได้กินซาลาเปาเนื้อกับขนมจากในเมืองมานานแล้ว
ยังมีเกี๊ยวน้ำไก่ฉีกอร่อย ๆ นั่นอีก แค่คิดถึงกลิ่นก็ทำให้ข้าเผลอกลืนน้ำลาย
ทำไมเย่เจินพวกนั้นถึงได้กินของในเมืองกันเล่า?
แววตาเย่เจินฉายแววเย็นชา กำลังจะเอ่ยปากตอบโต้ แต่กลับได้ยินเสียงเย่ฟางจากโต๊ะข้าง ๆ หันไปพูดกับจ้าวซื่อว่า "ไป เอาไข่ให้เจ้าเย่เจินสักหน่อย ครั้งนี้เจ้าเย่เจิ้งหมิงบาดเจ็บไม่น้อย ควรจะได้กินของดี ๆ บำรุงร่างกาย"
จ้าวซื่อตะลึงงันไปชั่วครู่ ก่อนจะตบต้นขาร่ำไห้เสียงดังว่า "ชีวิตข้านี่มันลำบากจริง ๆ ไข่พวกนั้นข้าเป็นแม่เองยังไม่เคยได้กินสักฟอง แล้วจะให้เขากินได้ยังไง?"
"ก็แค่ขาหักเองไม่ใช่หรือ? ใครใช้ให้เขาไม่ระวังตัวล่ะ? ยังต้องพักรักษาตัวอีกหลายวัน"
"ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง แต่บ้านเราต้องเลี้ยงดู ต้องให้อาหารเขาอีก ชาติปางก่อนข้าคงทำกรรมไว้มากกระมัง"
เย่เจินฟังเสียงย่าบ่นเหมือนเล่นละครแล้วก็อยากหัวเราะเสียจริง นี่แหละคือย่าของนาง
ให้เงินลูกชายคนโตกับคนน้องเท่าไหร่ก็ไม่ว่า แต่กับพวกนางทั้งบ้าน แค่จะเสียเงินสักเหวินเดียว ยังจะร้องไห้คร่ำครวญเป็นวัน
เย่ฟางอกสะท้านสองสามครั้ง หันไปหน้าตึงสั่งหลี่ซื่อว่า "สะใภ้สาม ไป เอาไข่สิบฟองให้เจ้าเย่เจิน!"
จ้าวซื่อเด้งตัวลุกจากเก้าอี้ ปาดน้ำตา ถลึงตาใส่พลางว่า "จะต้องถึงสิบฟองเลยหรือ? มากสุดก็หกฟอง ไม่สิ ห้าฟองพอ!"
พูดไม่ทันขาดคำ ก็ไม่รอให้หลี่ซื่อลุกขึ้น นางก็หันหลังไปเอาไข่ด้วยตนเอง
นางเข้าใจแล้วว่าคราวนี้สามีเอาจริง ไม่ปล่อยให้นางด่าว่าโวยวายได้เหมือนเคย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นางก็ต้องไปเอง อย่างน้อยยังพอประหยัดไข่ได้บ้าง
เย่เจินที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ใจรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย นี่ปู่ของนางกลายเป็นคนดีขึ้นมากะทันหันเชียวหรือ? ถึงได้เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง?
ก่อนหน้านี้ไม่ว่าเรื่องจะใหญ่แค่ไหน ถ้าไม่เกิดขึ้นต่อหน้าปู่ เขาก็มักจะไม่สนใจเลย แล้วครั้งนี้เกิดอะไรขึ้น?
หรือเพราะสงสารพ่อจริง ๆ ?
"เอาไป เอาไว้ให้ดีล่ะ! ฮึ พวกเจ้ามันพวกหนี้เวรพวกดูดเลือดข้า เอาแต่อยากกินของจากข้า เฮ้อ ชีวิตข้ามันช่างน่าสงสารอะไรเช่นนี้..."
เห็นจ้าวซื่อกุมอก เหมือนจะมีทีท่าจะวูบล้มอีก เย่เจินและคนอื่น ๆ จึงรีบลุกออกจากเรือนหลักอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากเย่เจิ้งหมิงยังลุกจากเตียงไม่ได้ มื้อตอนเย็นจึงมีเพียงพวกเด็ก ๆ ที่ไปกิน ส่วนสิงซื่ออยู่เฝ้าดูแลสามีในห้อง
อาหารเย็นถูกยกมาจากห้องครัวตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว
เพราะตามคำสั่งของจ้าวซื่อที่ว่า สิงซื่อไม่ได้ทำงานอะไร ดังนั้นมื้อเย็นนี้จึงไม่จำเป็นต้องให้กิน เย่เจินย่อมไม่ยอม จึงกับพี่ชายช่วยกันยกอาหารของบิดามารดากลับมาที่เรือน
เมื่อกลับเข้ามาในห้อง เย่เจินเห็นเย่เจิ้งหมิงยังตื่นอยู่ จึงรีบก้าวเข้าไปหา
กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านพ่อ ข้าเพิ่งไปขอไข่ไก่มาจากย่า ได้มาหลายฟองเลย เดี๋ยวข้าจะตุ๋นให้ท่านพ่อกินบำรุงร่างกายนะเจ้าคะ”
เย่เจิ้งหมิงนึกถึงเสียงพูดที่เล็ดลอดมาเบา ๆ จากเรือนหลักเมื่อครู่นี้ อีกทั้งเห็นสีหน้าลูกสาวที่เต็มไปด้วยความเบิกบาน ใจพลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
เขายกมือขึ้นเช็ดหน้าทีหนึ่ง แล้วเรียกลูกทั้งสี่เข้ามาใกล้ จับมือลูกชายลูกสาวไว้แน่น “เป็นพ่อเองที่ทำให้พวกเจ้าเดือดร้อน”
“ท่านพ่อพูดเช่นนี้ได้อย่างไร พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ย่อมต้องพึ่งพาและดูแลกันเป็นธรรมดาอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
เย่เจินกะพริบตา กล่าวด้วยท่าทางเป็นธรรมดาราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่
เย่ซิ่งที่อยู่ข้าง ๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของพี่สาว “ท่านพ่อ ท่านต้องรีบหายดีนะเจ้าคะ ข้ากับซานหลางยังรอให้ท่านพาไปเที่ยวตลาดในเมืองอยู่นะ”
“ลูกข้า... ลูกข้าทั้งนั้น ล้วนเป็นเด็กดี”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เย่เจิ้งหมิงได้คิดและเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น แม้คำพูดที่ได้ยินในคืนนี้จะทำให้เขาเจ็บช้ำใจอย่างยิ่ง
แต่คำพูดของลูก ๆ เหล่านี้ กลับเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ ทำให้หัวใจของเขาโน้มเอียงไปทางสิงซื่อมากขึ้นอีกหลายส่วน
เสียงไก่ขันดังก้อง ปลุกให้เย่เจินตื่นจากนิทรา นางลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากจากความง่วงงุน
ใต้แสงสลัวในห้อง เห็นสิงซื่อกำลังลุกขึ้นจากเตียง ค่อย ๆ สวมเสื้อผ้าอยู่
นางขยี้ตา หาวเบา ๆ แล้วลุกจากเตียงตามแม่ออกไปจากห้อง
ทันทีที่ออกจากห้อง เย่เจินเห็นเย่หมิงก็เพิ่งเดินออกมาจากอีกฟากของห้อง
เรือนของบ้านรองที่พักอยู่ในตอนนี้ แม้จะบอกว่ามีสองห้อง แต่แท้จริงก็เหมือนห้องใหญ่ห้องเดียว
เมื่อครั้งก่อสร้างมาถึงตอนท้าย เงินทองไม่พอ จึงไม่ได้ก่อผนังแบ่งห้องกลาง และแน่นอนว่าไม่มีประตูแยกด้วย
เมื่อพี่ชายโตขึ้น บิดาจึงทำผนังไม้กั้นขึ้นมาอย่างง่าย ๆ เพื่อแบ่งพื้นที่เป็นห้องเล็กอีกห้องหนึ่ง แต่เพราะมีแค่ประตูเดียว การเข้าออกจึงต้องผ่านห้องใหญ่เสมอ
“ทำแบบนี้จะไม่เป็นไรหรือ?” เย่หมิงกล่าวขึ้นอย่างลังเลขณะยืนอยู่หน้าประตู
เย่เจินหาวอีกครั้งแล้วโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “ไม่ต้องห่วงหรอก ขอแค่เราทำให้ไวหน่อย ต่อให้ย่ารู้เข้าก็สายเกินไปแล้ว”
เย่หมิงมองน้องสาวอย่างอยากจะพูดอะไร แต่ก็ไม่กล้า
บิดาเจ็บขาจนลุกไม่ได้ ตอนนี้บ้านขาดคนทำงานหนัก ย่ายิ่งไม่พอใจเข้าไปใหญ่
ช่วงเวลาแบบนี้ไม่ควรอยู่เงียบ ๆ รึ? ทำไมดูเหมือนว่าน้องสาวเขากลับอยากให้ย่าโกรธเข้าไปอีก?
เห็นแววตาของพี่ชาย เย่เจินก็เหลียวซ้ายแลขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้
จากนั้นจึงโน้มตัวไปกระซิบเบา ๆ ข้างหู “พี่ อยากแยกบ้านไหม?”
เย่หมิงขมวดคิ้วเหมือนเข้าใจบางอย่าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความลังเล
“อยากสิ แต่ตอนนี้ยังไม่เหมาะเท่าไร”
“ท่านพ่อขาบาดเจ็บ หากถูกแยกออกไปในเวลานี้ พวกเราคงไม่มีข้าวกินกันแน่ ฤดูหนาวนี้คงผ่านยาก”
เย่เจินพยักหน้ารับ ก็จริง คนทั่วไปคงคิดเช่นนี้ หากนางไม่มีห้วงมิติเก็บของ ป่านนี้ก็คงกังวลไม่ต่างกัน
แต่เพราะนางมีพื้นที่ลับในมือ เรื่องทุกอย่างจึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป