- หน้าแรก
- พวกแกก็ปฏิวัติกันไปเองสิ
- บทที่ 99 [ฟรี]
บทที่ 99 [ฟรี]
บทที่ 99 [ฟรี]
“ขยับไปฝั่งนั้น! สกัดพลซุ่มยิงไว้!”
ก๊าซซซซซซซซ——!
สองปีหลังจากเหตุการณ์เอลซิดอร์
ที่แนวรบด้านตะวันออกซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดคลุ้มคลั่ง
เมื่อหนึ่งในห้าหัวคำรามขึ้น เลือดและเมือกก็สาดกระเซ็นไปทั่ว
“บ้าเอ๊ย ไอ้หัวบ้านี่มันตัวอะไรกันแน่วะ…!”
“เหมือนสัตว์ประหลาดยักษ์ห้าตัวรวมร่างกันเลย…”
“เลิกพูด! ส่งสัญญาณ!”
ผู้บังคับหมวดที่ 2 สังกัดกองร้อยสนับสนุนเพลิง กองพันที่ 3 หน่วยเวทพิเศษ
ร้อยตรีเดรนตะโกนสั่ง แล้วพลซุ่มยิงที่รออยู่ระยะไกลก็ยิงเจาะหัวสัตว์ประหลาดทันที
ผัวะ–!
“ยืนยันจุดศูนย์กลาง!”
“จับแบบไม่ให้เสียหาย เตรียมอาวุธ!”
เมื่อร้อยตรีเดรนออกคำสั่ง ทหารห้าคนในหมวดต่างยกปืนขึ้นพร้อมกัน
ฟุ่บ–!
เสียงไอน้ำพุ่งออกพร้อมกับการชาร์จพลังเวท
เมื่อสัญญาณมือของเดรนลดลง สูตรระเบิดที่ยิงจากปืนก็กระหน่ำใส่ร่างสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ทันที
“ตอนนี้แหละ!”
ร้อยตรีเดรนกระโจนขึ้น
เมื่อพลังเวทแทรกซึมเข้าสู่อุปกรณ์กลไกที่เชื่อมกับหมัดของเขา กะโหลกของสัตว์ประหลาดก็แหลกยับราวกับกระดาษ
เดรนยื่นมือไปที่สมองซึ่งปรากฏออกมาโดยไม่ลังเล
บึ้ม—!
สัตว์ประหลาดที่เสียหัวทั้งห้าล้มลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
“เฮ้อ–!”
ภารกิจสำเร็จ
ร่างกายที่ตึงเครียดด้วยความระแวดระวัง เริ่มปลดปล่อยความรู้สึกแห่งชัยชนะอย่างช้า ๆ
“สำเร็จ! เราทำได้! ทั้งที่นี่เป็นภารกิจแรกแท้ ๆ…!”
ขณะเขากำลังยิ้มดีใจพลางมองซากสัตว์ประหลาด—
ผัวะ–!
หัวอีกหัวหนึ่งฉีกทะลุออกมาจากแผ่นหลังของสัตว์ประหลาด พุ่งเข้ามาใส่หน้าเขา
เร็วเกินไป
เร็วเสียจนไม่อาจหลบได้ทัน
จบแล้วหรือ?
ขณะที่เดรนกัดฟันแน่นพลางคิดเช่นนั้น—
“ข้าไม่ได้บอกเจ้าแล้วหรือ ว่าอย่าประมาท?”
ซวืบ—!
โซ่พลังเวทที่พุ่งขึ้นจากพื้นคว้าหัวของสัตว์ประหลาดไว้ทันที
โซ่แห่งเฮลิออส
เมื่อรู้จักสูตรเวทนี้ เดรนก็รีบหันไปมองต้นทางของพลังเวทนั้นแล้วก็ต้องตะลึง
“ยูจิน… ลอเรนซ์…!”
ใช่ เขาคือคนผู้นั้น
วีรบุรุษแห่งจักรวรรดิ
ผู้ก่อตั้งหน่วยเวทพิเศษ และพาให้มันเติบโตถึงเพียงนี้
ผู้บัญชาการสูงสุดของหน่วยเวทพิเศษ ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง
ฟึ่บ—!
แสงหกสายพุ่งออกโดยไม่ต้องชักปืนที่ขาออกเลย
หัวสุดท้ายของสัตว์ประหลาด ถูกเจาะทะลุในชั่วพริบตา
สิ่งที่จอมเวทตราเวทสามเส้นห้าคนใช้เวลายี่สิบนาที
เขากลับทำลายได้ในชั่วพริบตาเดียว
นี่แหละ—ตราเวทหกเส้น
เวทมนตร์ของผู้ที่เหยียบย่างเข้าใกล้เขตแดนเหนือมนุษย์…
“เจ้านั่นน่ะ”
“…!”
แต่ความน่าทึ่งนั้นกินเวลาไม่นาน
เมื่อยูจินหันมามองเขาด้วยดวงตาว่างเปล่า หัวใจของเดรนก็เย็นเฉียบทันที
“ชื่อและยศ”
“ม-หมวดที่ 7 กองร้อยสนับสนุนเพลิง กองพันที่ 3! ร้อยตรี เดรน อไก ครับ!”
เสียงดังจนหูแทบแตก
กองพันที่สาม… ก็คือลูก ๆ ของออร์เตก้านี่?
ยูจินพึมพำเช่นนั้น แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชาตามสไตล์ของเขา
“กลับไปแล้วก็รายงานให้ดี และครั้งหน้าอย่าพลาดอีก ถ้าพลาดอีก… ไม่ใช่เจ้าที่จะตาย แต่เป็นพวกลูกน้องเจ้า เข้าใจหรือเปล่า?”
“ค-ครับ…!”
ถูกต้อง
ถ้าเขา—ผู้เป็นแกนกลางของพลังยิงหายไป—สมาชิกที่เหลือคงไม่มีทางรับมือสัตว์ประหลาดนั่นได้แน่
แค่การตัดสินใจผิดเพียงครั้งเดียว… ก็เกือบทำให้ทุกคนตาย
เมื่อเห็นเดรนกัดฟันแน่น ยูจินก็ยกมือมาตบไหล่เขาเบา ๆ
ตอนแรกก็นึกว่าแค่มือใหม่
แต่ดูท่าจะใช้งานได้ดีกว่าที่คิดไว้
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“เฮ้อ…”
หลังส่งทหารกลับฐานอากาศยาน
ฉันก็ถอนหายใจสั้น ๆ พลางมองดูเหล่าสมาชิกหน่วยเดินกลับไปพร้อมเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้ว
“ในที่สุดก็เลี้ยงจนโตได้ขนาดนี้…”
งานวิจัยสัตว์ประหลาดของเอลไครเออร์
และการปรากฏของมหารอยแยกที่ตามมา
ตลอดสองปีหลังจากเหตุการณ์สำคัญเหล่านั้น
จักรพรรดิได้ใช้ข้ออ้างในการป้องกันหายนะ เพื่อขยายหน่วยเวทพิเศษที่อยู่ภายใต้การบัญชาการของฉัน
จากหน่วยระดับกองพัน—กลายเป็นหน่วยระดับกองพล
ทั้งรถไฟหุ้มเกราะ เรือเหาะ หน่วยสนับสนุนเฉพาะทางต่าง ๆ ถูกเตรียมพร้อม
และมีการผลิตตราเวทแบบจำนวนมากจากโรงงานของจักรวรรดิ
สองปี
คือเวลาที่ใช้เปลี่ยนหน่วยเวทพิเศษจาก “แค่กองพันเดียว” ให้กลายเป็นกองกำลังมหึมา เทียบเท่ากองพลเวท
ทุกวันนี้… แม้แต่พวกกองพลเวทเองก็เริ่มย้ายมาเข้าหน่วยเวทพิเศษกันแล้ว
เรียกได้ว่า—เรากำลัง “กลืนกิน” กองพลเวทอย่างช้า ๆ ก็ว่าได้
แต่ทำไมฉันยังเป็นแค่พันโท หลังจากอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการมาสองปีแล้ว?
ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ถ้าจะเดา… ก็คงเป็นผลสะท้อนจากการเลื่อนขั้นเร็วเกินไปที่ผ่านมานั่นแหละ
แม้แต่ไคเรนก็คงคิดว่า การมอบดาวให้เด็กอายุ 18 มันมากเกินไปจริง ๆ
‘ก็สมเหตุสมผลดีนะ ถ้าให้พูดตามตรง’
ตอนนี้ หน่วยเวทพิเศษมีภารกิจหลักอยู่สองอย่าง
อย่างแรกคือ ‘โครงการชำระล้างจักรวรรดิ’ เพื่อกำจัดสัตว์ประหลาดที่กระจายอยู่ทั่วเขตของจักรพรรดิในช่วงสงบศึกกับสาธารณรัฐ
และอย่างที่สองคือ หน้าที่ตำรวจลับในการไล่ล่าและจับกุมพวกกบฏที่แฝงตัวอยู่ทั่วจักรวรรดิ
โดยเฉพาะภารกิจอย่างหลัง—เป็นงานร่วมระหว่างราชสำนักกับขุนนางเวท
ภายนอกดูเหมือนการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด
แต่ภายใต้ฉากหลัง… มันคือ “สงครามชิงอำนาจ” ระหว่างกองอัศวินกับหน่วยเวทพิเศษอย่างดุเดือด
[ยูจิน]
ในขณะกำลังครุ่นคิด เสียงสื่อสารก็ดังมาจากกีแยล์
[ยืนยันฐานลับของพวกกบฏในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเกฮิลด์ เราจับตัวหัวหน้ามาได้ และเขากำลังให้การอยู่]
[อ๊ากกกกกก! ฐานของพวกเรา อยู่ทางใต้…!]
“รับทราบ ไม่ผิดจากที่คิดไว้เลย‘หุ้นส่วน’ ของเราก็ทำงานได้ดีเหมือนเคย”
ได้ยินเสียงที่ดูเคร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อน… แปลว่าเจ้าหมอนั่นก็คงลำบากพอตัวเหมือนกัน
ฉันคิดพลางหยิบบุหรี่ในกระเป๋าเสื้อออกมาคาบไว้ แล้วจุดไฟ
“ฮ่าห์…”
กองทัพปฏิวัติที่อยู่ภายใต้การควบคุมของแรนดัล
ยังคงหาโอกาสล้มล้างจักรพรรดิอยู่เสมอ
และความคิดเดียวกันนี้—ก็คือสิ่งที่ “ศัตรูตัวจริง” ของพวกเราอย่างขุนนางเวท ยึดถือเช่นกัน
เมื่อมีศัตรูร่วม
แรนดัลและพวกขุนนางเวทจึงจับมือกัน
แล้วเริ่มดำเนินการวินาศกรรมตามเขตของจักรพรรดิ
พร้อมกับเปิดฉาก “ก่อการร้าย” ใส่สมาชิกหน่วยเวทพิเศษอย่างตรงไปตรงมา
ฆ่าฉันไม่ได้ ก็เล่นงานหน่วยเวทพิเศษแทน
[ตำรวจลับที่จักรพรรดิสร้างขึ้นเพื่อกดขี่ประชาชนและสกัดกองทัพปฏิวัติ! นั่นคือโฉมหน้าที่แท้จริงของ ‘หน่วยเวทพิเศษ’!]
[อย่าหลงเชื่อคำว่า ‘วีรบุรุษ’! พวกเขาคือหน่วยรบที่ใช้ทรัพยากรและงบประมาณมากกว่ายุคสงคราม แม้ในยามสงบ! พวกเขาก็เหมือนกับขุนนางเวท ที่ดูดเลือดประชาชน!]
[แค่คนจูงต่างกัน พวกเขาก็ไม่ได้อยู่ข้างประชาชน! ชาวจักรวรรดิ จงตื่นเถิด…!]
อ่านบทบรรณาธิการจากหนังสือพิมพ์ฝ่ายปฏิวัติแล้ว… ฉันก็ได้แต่ถอนหายใจ
เพราะมันใส่ร้ายกันเกินไป? เปล่าเลย
ตรงกันข้าม—มัน “ตรงประเด็น” เกินไปต่างหาก
การสอดแนมผิดกฎหมาย
การควบคุมตัวโดยไม่มีหมาย
ลักพาตัวและทรมานเมื่อจำเป็น
หน่วยเวทพิเศษก็คือตำรวจลับที่ทำทุกสิ่งสกปรกที่พวกเขากล่าวหานั่นแหละ
‘ตอนที่เราระเบิดบ้านพลเรือนทั้งหลังแค่เพื่อล่อตัวสายลับฝ่ายปฏิวัติ… นั่นแหละ…’
ตอนนั้นฉันกระทืบหน้าออร์เตก้าไปไม่รู้กี่รอบ
คิดแล้วก็ของขึ้นอีกแล้วสิ
น่าจะซัดมันเพิ่มอีกสักสามหมัด
‘แต่ถึงอย่างนั้น…’
ฉันบดบุหรี่ลงกับพื้น พลางคิดในใจ
‘พวกแกไม่ใช่ฝ่ายเดียวหรอก ที่มี “ศัตรูร่วม”’
โคลด เดอ ลาสคอล
“วีรบุรุษ” ที่ปรารถนาจะปฏิวัติอย่างแท้จริง
ในฐานะ “ประชาชนของจักรวรรดิ”
…ไม่ใช่หุ่นเชิดของสาธารณรัฐ
ข้อมูลที่เขาเอามา
คือการไล่ล่าและรวบตัวหุ่นเชิดของสาธารณรัฐที่แฝงตัวอยู่ในกองทัพปฏิวัติของพวกแกอย่างไม่หยุดยั้ง
และเจ้าหมอนั่น—โคลด—ก็กำลังก่อตั้งกองกำลังของตนเอง เพื่อสร้าง “กองทัพปฏิวัติที่แท้จริง” โดยไม่พึ่งสาธารณรัฐ
ปฏิวัติแท้จริงบ้านแกเถอะ
สุดท้ายมันก็แค่ศึกแย่งเขตอิทธิพลกันในกลุ่มเล็ก ๆ ที่เรียกว่ากองทัพปฏิวัติเท่านั้น
“ผู้บัญชาการ! ทางนี้ครับ!”
ระหว่างที่ฉันกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ
ต้นหญ้า… ไม่สิ ผู้ช่วยของฉัน—ลีโอโพลด์—ก็มาถึงพร้อมรถจักรยานยนต์ทหาร แล้วโบกมือเรียก
‘โลกนี้มันเปลี่ยนไปจากอนาคตที่ฉันรู้จริง ๆ’
คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีรถมอเตอร์ไซค์ในจักรวาลนี้
สิ่งแบบนี้ไม่เคยมีในเกมต้นฉบับเลยสักนิด
รู้สึกแปลกอยู่เหมือนกัน ขณะขึ้นไปนั่งบนรถพ่วง
ทิวทัศน์ของสนามบินที่กำลังถอนกำลังกลับก็ปรากฏตรงหน้า
เรือเหาะขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับปฏิบัติการทางอากาศ หนึ่งลำต่อหนึ่งกองร้อย
รถไฟหุ้มเกราะที่ประทับตราหน่วยเวทพิเศษ
และแม้กระทั่งอาวุธแบบใหม่ที่สมาชิกในหน่วยพกพา
อาวุธเหล่านี้ ล้วนเกิดจากบทเรียนในสงครามกับสาธารณรัฐ และประสบการณ์จริงในสนามรบทั้งสิ้น
‘ใช้อาวุธพวกนี้ปราบปรามพวกกบฏ และกำจัดสัตว์ประหลาดในเขตจักรพรรดิที่กองอัศวินเมินเฉย’
ล่าล้างสัตว์ประหลาด พร้อมเก็บแกนพลังเวท
ได้ทดสอบอาวุธใหม่ แถมยังฝึกจริงในสนาม
นี่แหละ ฆ่านกสองตัวด้วยก้อนหินก้อนเดียวแท้ ๆ
“แค่นี้ เขตจักรพรรดิที่เคยมีสัตว์ประหลาดเพ่นพ่านก็เกือบสะอาดแล้ว”
“ใช่ ตอนนี้กองทัพจักรวรรดิธรรมดาก็สามารถจัดการได้แล้ว”
ฉันพูดพลางมองดูรถทหารที่กำลังแล่นเข้าสู่ชานเมือง
“เส้นทางภาคพื้นดินที่เคยถูกสัตว์ประหลาดปิดตาย เริ่มเปิดใช้งานอีกครั้ง ผู้คนสามารถเดินทางโดยไม่ต้องพึ่งรถไฟหุ้มเกราะได้โดยตรง”
“แต่ก็แค่ในเขตจักรพรรดิ แถมถ้าไม่มีทหารคุ้มกันก็ยังอันตรายอยู่ดี”
“ก็ยังดีกว่าใช้รถไฟหุ้มเกราะที่สิ้นเปลืองนะ แค่ค่าขนส่งก็ประหยัดลงไปครึ่งหนึ่งแล้วมั้ง?”
“พูดอย่างนี้ก็มีเหตุผล”
ต่างจากเขตของขุนนางเวทที่กระจัดกระจาย เขตของจักรพรรดินั้นกระจุกตัวอยู่รอบศูนย์กลางของจักรวรรดิ
เมื่อโครงการชำระล้างสัตว์ประหลาดใกล้จบลง เขตเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน กลายเป็น “โซนเศรษฐกิจ” ขนาดใหญ่ โดยมีเมืองหลวงเป็นศูนย์กลาง
ในเชิงอารยธรรม นี่หมายถึง “เส้นทางการค้า” สู่เมืองต่าง ๆ ได้ถูกเชื่อมต่อกันเสียที
“ห้าปีเป็นอย่างน้อย”
ฉันมองเมืองที่เริ่มคึกคัก แล้วกล่าวว่า
“ถ้าให้เวลาแค่นั้น เขตตรงนี้จะพัฒนาได้ถึงขั้นกลายเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของจักรวรรดิ ซึ่งหมายความว่า… มีศักยภาพพอจะ ‘ล้มขุนนางเวทด้วยเงิน’ ได้”
“แบบนั้นแผนกจัดสรรเสบียงของกองทัพก็คงไม่ตามจิกหน่วยเวทพิเศษทุกวันอีกสินะ?”
ไม่หรอก
พวกนั้นมันแค่ขี้เหนียวต่างหาก
‘แต่พอพูดถึงเรื่องนั้น ก็เริ่มรู้สึกแปลกใจขึ้นมาแล้ว’
ฉันมองทิวทัศน์ที่เข้าใกล้ลานบินมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วคิด
โครงการกำจัดสัตว์ประหลาดที่ทำให้เขตจักรพรรดิเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ดีกว่าขุนนางเวทแน่นอน
แต่ถึงอย่างนั้น พวกขุนนางเวทก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไรเลย
แม้แต่การใช้กองทัพปฏิวัติเข้าโจมตี ก็แทบไม่มีในเดือนที่ผ่านมา
เช่นนั้น…
“…ก็คงใกล้จะเริ่มแล้วสินะ”
“หมายถึงอะไรครับ?”
“เรื่องใหญ่มาก และน่ากลัวมาก”
สองปีที่ผ่านมา มีสัญญาณให้เห็นหลายครั้ง
การควบคุมของกองอัศวินที่ค่อย ๆ บรรเทาลง
กองทัพปฏิวัติที่ไร้ปฏิกิริยา
สิ่งเหล่านี้ ล้วนชี้ไปที่ข้อเท็จจริงเดียว—
ขุนนางเวทและกองทัพปฏิวัติที่เป็นพันธมิตรกัน กำลังเตรียมการ “บางอย่าง” อยู่
‘นั่นแหละเหตุผลที่ฉันทุ่มเททุกอย่างในการเตรียมพร้อมจนถึงขั้นหมกมุ่น’
ฉันยึดติดกับการขยายกำลังอย่างบ้าคลั่ง ถึงขั้นนำเทคโนโลยีที่ยังไม่ผ่านการทดสอบลงสู่สนามจริงเพื่อใช้งานและยืนยันผล
สิ่งที่เหลืออยู่… มีเพียงแค่ “ช่วงสุดท้าย”
หากแค่ผ่านพ้นมันไปได้—
“อ้อ จริงสิ ท่านผู้บัญชาการ นี่ครับ”
ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ ลีโอโพลด์ยื่นของบางอย่างให้
ซองจดหมาย
แต่สิ่งที่อยู่ข้างในกลับคล้ายใบรับรองหรือเอกสารยืนยันอะไรสักอย่าง
“อะไรเนี่ย?”
“ของคุณหนูแมรี่ครับ เธอบอกว่าไม่ต้องอ่านหรอก แค่เซ็นก็พอ”
“อะไรของเธอ…”
นี่ยัยนั่นคิดว่าคู่หมั้นของตัวเองเป็นตู้ ATM หรือไง?
สั่งให้เซ็นก็เซ็น?
แม้จะคิดแบบนั้น แต่ฉันก็ไม่กล้าขัดอยู่ดี
เพราะฉันก็ใช้ท่านพ่อตาของตัวเองเป็น ATM เดินได้อยู่เหมือนกัน
เงินที่ทำให้หน่วยเวทพิเศษมาถึงจุดนี้
ถ้านับดูดี ๆ เกือบทั้งหมดก็มาจากกระเป๋าของไคเรนนั่นแหละ
ไม่มีสิทธิ์พูดอะไรจริง ๆ
เจ้านายผู้ควักเงิน… คำสั่งของเขาก็เหมือนคำสั่งสวรรค์
“…”
คิดได้ดังนั้น ฉันก็เปิดซองดู
เพียงแค่กวาดตาไปไม่กี่บรรทัด—
“…หา? เธอไปทำเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
สิ่งที่เขียนไว้ในจดหมายนั้นทำให้ฉันเบิกตาเล็กน้อย
‘จะว่าไป พรุ่งนี้ก็ต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาทสินะ’
มองดูนาฬิกาแล้ว ฉันก็ยิ้มนิด ๆ
เริ่มกังวลแล้วสิ
รอบนี้จะซื้อของอะไรไปง้อดี ถึงจะไม่โดนด่า…
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“ขอโทษนะ แต่ข้าไม่สนใจ”
“ม-ไม่ใช่นะครับ ท่านแมรี่ ข้าไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น…”
“ข้าพูดชัดเจนแล้วว่าไม่สนใจ”
น้ำเสียงเย็นเฉียบของเธอทำให้ชายหนุ่มเบื้องหน้าทรุดไหล่ลงอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะเดินจากไปอย่างอับอาย
…เป็นภาพที่เห็นบ่อยจนชินเสียแล้ว
แมรี่ที่ดูเหมือนจะหมดแรง ล้มตัวลงนั่งบนม้านั่งพลางพ่นลมหายใจยาว
บรรดาเพื่อน ๆ ที่คอยดูอยู่ก็รีบกรูกันเข้ามา
“แมรี่ นี่มันครั้งที่สามแล้วใช่ไหมเดือนนี้? พวกลูกขุนนางนี่มันหน้าด้านจริง ๆ เลย”
“ค-คราวนี้ก็แค่รุ่นพี่ แต่ครั้งก่อนนั่นสิ ผู้ชายแต่งงานแล้วแท้ ๆ…”
“แล้วภรรยาเขายังพูดอีกนะว่า ‘รู้แล้ว ไม่เป็นไร’ คือแบบ… บ้าไปแล้ว”
ได้ยินเสียงเพื่อน ๆ พูดอย่างเอือมระอา แมรี่ก็ลุกขึ้นยืนพร้อมรอยยิ้มจืดจาง
“พวกขุนนางที่มีงานล้นมือ วัน ๆ ก็มีชู้กันเป็นเรื่องปกติแล้ว จะมีแค่คนเดียวก็ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ”
ว่าแล้วก็อดคิดไม่ได้… หรือว่า “ท่านพ่อ” กับตัวข้านี่แหละแปลกกว่าคนอื่น
พอเธอพูดแบบนั้น เพื่อน ๆ ที่อยู่รอบข้างก็หัวเราะคิกคัก
“แหม คู่หมั้นของเธอน่ะ ดังสุดในจักรวรรดิเลยนี่นา~”
“พวกหน่อไม้ไฟในมหาวิทยาลัยจะไปเทียบอะไรได้ล่ะ?”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก”
ถึงจะเรียกว่า “คู่หมั้น” ก็แค่แลกจดหมายกันเดือนละครั้ง
เจอหน้ากันครึ่งปีครั้งยังนับว่าบ่อย
แต่เดิมก็เป็นการหมั้นหมายทางการเมืองตั้งแต่ต้น และเขาก็เป็นผู้บัญชาการของหน่วยเวทพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อน จะให้เจอกันบ่อยก็คงลำบากจริง ๆ แต่…
ว่าแต่…
ถึง “ท่านพ่อ” ที่งานยุ่งขนาดไหนก็ยังกลับบ้านเดือนละครั้ง
แล้วเจ้าบ่าวบ้านั่นล่ะ? ทำไมถึงไม่โผล่หัวมาเลย?
ขณะเธอบ่นพึมพำในใจ
สายตาของเพื่อน ๆ ก็หยุดลงที่บางสิ่ง
“ว้าว… คนนั้นสวยจัง”
“ใครเนี่ย? นักแสดง? หรือว่านักร้องโอเปร่า?”
มองอะไรกันอีกแล้วล่ะ…
คิดพลางหันตามสายตา พอเห็นภาพตรงหน้า แมรี่ก็ถึงกับเบิกตากว้าง
“…ไอรีน?”
“อ๊ะ เจอแมรี่แล้ว~! หวัดดี~!”
ใช่แน่
ผมดำ ดวงตาสีม่วงอเมทิสต์
แม้แต่สีหน้าไร้เดียงสาแบบนั้นก็ใช่เลย
…ถ้าเธออยู่นี่ นั่นก็แปลว่า…
คิดได้ดังนั้น แมรี่ก็รีบหันกลับ
“โอ้…”
ชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารผู้มีใบหน้าเรียบนิ่งกำลังโบกมือให้เธอ
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
ยูจิน ลอเรนซ์
คู่หมั้นที่ไม่เคยแม้แต่จะโผล่หน้ามาเลย
ยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมช่อดอกไม้ในมือ