- หน้าแรก
- พวกแกก็ปฏิวัติกันไปเองสิ
- บทที่ 45 [ฟรี]
บทที่ 45 [ฟรี]
บทที่ 45 [ฟรี]
เวลาผ่านไปมากพอสมควรนับตั้งแต่เข้ามาในสถาบันการทหาร
ภาคเรียนแรกจบลงพร้อมกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนคือการตายของผู้อำนวยการ และตอนนี้ถึงเวลาที่จะประกาศผลการประเมินปลายภาคเรียนที่สองแล้ว
“แค่ก…! แค่กแค่ก…!”
“……”
หลังจากพยายามอย่างสิ้นหวังมาตลอดหนึ่งปี ผลการเรียนของฉันก็ยังไต่ขึ้นมาจนถึงอันดับหนึ่งของชั้นได้
แต่พอเห็นใบหน้าเจ้าเล่ห์ของไคล์ที่อยู่ข้างๆ อารมณ์ของฉันก็เริ่มบิดเบี้ยวขึ้นมาเอง
“เห็นมั้ย ยูจิน! เราได้ที่หนึ่งร่วมกัน! ข้ายังชนะเจ้าในวิชาคณิตศาสตร์อีกนะ!”
“อ๊าาาาาาาา–!”
ฉันได้ขึ้นเป็นที่หนึ่งก็จริง
มันเป็นไปได้เพราะฉันได้ที่หนึ่งในการทดสอบภาคปฏิบัติทั้งหมดที่มีอัตราคะแนนที่สูง
แต่ฉันกลับไม่สามารถรู้สึกโล่งใจได้เลย เพราะดันได้ที่หนึ่งร่วมกับเจ้าขุนนางหนุ่มดวงซวยนั่น
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้านั่นรักษาเกรดไว้ได้อย่างมั่นคง ส่วนของฉันกลับตกลงจนกลายเป็นคะแนนเสมอกัน!
ไอ้วิชาคณิตศาสตร์บ้าบอนั่นคอยเล่นงานฉันจนถึงตอนสุดท้าย และฉันก็เลยโดนลากลงไปแบบนี้
ไม่สิ มากกว่านั้น—ฉันเป็นพวกชอบแข่งขันขนาดนี้เลยเหรอ?
ทั้งที่ได้ที่หนึ่งร่วมก็ยังถือว่าเป็นที่หนึ่งอยู่ดี แต่ทำไมถึงรู้สึกหงุดหงิดขนาดนี้กันนะ?
“อะไรนะ? ไคล์กับยูจินได้ที่หนึ่งร่วมกันเหรอ? งี้หมายความว่าไคล์จะขึ้นแซงตั้งแต่ปีสองเลยสินะ?”
“คุฮาฮ่า! ยูจิน เจ้าต้องเหงื่อตกแล้วสิ?”
“นี่คือจุดจบของยูจิน ความหวังของพวกสามัญชนแล้วหรือ?”
“ฮิฮิ ท่านชายไคล์! ข้าเชื่อเสมอว่าท่านจะชนะเจ้าขี้โม้นั่นได้!”
“พูดว่าอะไรนะ ไอ้ขุนนางบ้านั่นเหรอ?!”
“อยากสู้กันอีกมั้ย ไอ้พวกต่ำศักดิ์?!”
ฉันกับไคล์ได้ที่หนึ่งร่วมกัน แต่พวกเจ้านี่จะทะเลาะกันทำไมกันเล่า พวกบ้าชัดๆ
คิดอย่างนั้น ฉันก็มองดูเด็กๆ ที่กำลังเอะอะวุ่นวายอยู่รอบตัว
มีผู้ติดตามคนหนึ่งเกาะติดไคล์อยู่ และนักเรียนสามัญชนอีกสามคนกำลังขู่ใส่ผู้ติดตามคนนั้น
รวมไคล์แล้ว ทั้งห้าคนนี้คือเพื่อนที่ฉันได้สร้างสัมพันธ์ด้วยมาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
“รอดูเถอะ ยูจิน ลอเรนซ์! สักวันท่านลอร์ดไคล์ของเราจะเป่าหัวเจ้าทิ้ง!”
“จูเลียน? ฉันไม่เคยพูดอะไรแบบนั้นนะ…”
“ใครพูดอะไรเพ้อเจ้อแบบนั้นกันเล่า!”
ไม่สิ ยกเลิกสิ่งที่ฉันพูดไปเมื่อกี้
ฉันไม่ได้มีเพื่อนห้าคน—มีแค่สี่
ยกเว้นเจ้านั่นไป ไอ้บ้าโรคจิตจูเลียนนั่น
‘ถึงอย่างนั้น เมื่อเทียบกับตอนที่เข้ามาครั้งแรก นี่ก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าใหญ่หลวงแล้ว’
กีแยล์, ออร์เตกา, แม็ต
สามคนนี้ ซึ่งวิ่งมาหาฉันทันทีหลังจากพิธีศพของผู้อำนวยการ และได้ขอท้าดวลกับฉันแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
‘สู้กับข้าที!’
‘ข้าด้วย!’
‘ข้าขอด้วย!’
พวกเขาบอกว่า ฉันอาจเก่งกว่าครูฝึกด้วยซ้ำ เพราะฉันไม่แพ้แม้แต่ตอนสู้กับสมาชิกกองทัพปฏิวัติ
‘น่าจะไม่เป็นไร เพราะพวกเขาอายุเท่ากันอยู่แล้ว’
สิ่งที่เริ่มต้นจากการยอมรับการดวลแบบสบายๆ ก็พาเรามาถึงตอนนี้ และฉันก็ได้ข้อสรุป
ความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะกลับมาท้าดวลแม้จะโดนซ้อมแทบตายทุกครั้ง และการเติบโตของพลังเวทอย่างก้าวกระโดดของพวกเขา
สามคนนี้มีคุณสมบัติที่จัดอยู่ในระดับท็อปของนักเรียนปีหนึ่ง
ใครจะไปคิดว่าการหยุดยั้งการรุกรานของกองทัพปฏิวัติจะกลายเป็นโอกาสให้ได้พบกับบุคคลที่มีพรสวรรค์แบบนี้
ฉันทำได้แค่ขอบคุณโคลดที่บุกโรงเรียนมาในจังหวะเหมาะพอดี
ขณะที่ฉันกำลังมองดูทั้งสามทะเลาะกับจูเลียน
ปี๊บ–!
“นักเรียนปีหนึ่งทั้งหมดรวมตัวที่ลานฝึก!”
“ซ้อมพิธีอำลา! ใส่เครื่องแบบแล้วมาเข้าแถวภายใน 10 นาที!”
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของครูฝึก สีหน้าของทั้งสี่คนที่ก่อนหน้านี้ยังคำรามใส่กันอยู่ก็หม่นหมองลงพร้อมกัน
เราจะได้หยุดพักเหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไปหลังการประเมินปลายภาคมั้ยนะ?
แน่นอนว่าไม่
นี่คือสถาบันการทหารแห่งจักรวรรดิ ที่ภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และธรรมเนียมของตน
สิ่งที่รอพวกเรานักเรียนปีหนึ่งที่กำลังจะขึ้นปีสองอยู่ คือการเตรียมตัวสำหรับพิธีอำลารุ่นพี่ที่จะออกไปแนวหน้า
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“เคารพ!”
แชะ!
จัดขบวน จัดขบวน จัดขบวน
เดินสวนสนาม เดินสวนสนาม เดินสวนสนาม
หลังจากทำแบบนี้ทุกวันเป็นเวลา 1 เดือน บางคนก็เริ่มเข้าองศากันได้แม้หลับตา
ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่การทำให้นักเรียนจำนวนมากเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ย่อมมีบางคนที่ขยับไม่ตรงกันอยู่แล้ว
“ทุกคน– ก้มหัว!”
“ย-แย่แล้ว……”
อา เวรเอ้ย
ท่ามกลางเสียงสบถมากมายที่ได้ยินมาจากทั่วทุกสารทิศ เสียงตะโกนด้วยความโกรธของครูฝึกก็ทำให้ลานฝึกร้อนระอุ
“ทุกคนหมอบลงพื้น–!”
แค่คิดว่าวันนี้อาจจะง่ายหน่อย มันก็กลายเป็นแบบนี้ซะแล้ว
ขณะนอนราบไปกับพื้น ฉันก็มองดูนักเรียนผู้โชคร้ายที่กลายเป็นกบฏไปในพริบตา
“อู อู………”
ร่างกายที่ผอมเกินกว่าจะเป็นนักเรียนของสถาบันการทหาร, แว่นตาอันใหญ่, และใบหน้าขาดความมั่นใจนั่น
ขณะที่ฉันกำลังสังเกตลักษณะเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง ไคล์ที่นอนอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นมาเบาๆ
“ถ้าเจ้าสงสัยว่าเขาเป็นใคร เขาคือรุ่นพี่ปีสองที่ตกในเทอมนี้”
“ตก?”
เมื่อฉันย้อนถามกลับไป ไคล์ก็พยักหน้า
“ได้ยินมาว่ามีอยู่คนหนึ่งในรุ่นพี่ปีสองที่ตก เขาสอบผ่านข้อเขียนแต่สอบตกหมดในการประเมินภาคปฏิบัติ”
หลังได้ยินคำพูดของไคล์ ฉันก็จ้องมองไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่มที่แดงด้วยความอับอาย
ตกเพราะขาดความแข็งแกร่งทางร่างกาย และตอนนี้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องเข้าร่วมพิธีต้อนรับเพื่อนร่วมรุ่นของตัวเอง
แถมยังทำท่าพลาดในการสวนสนามจนโดนรุ่นน้องด่าซ้ำอีก ทำให้เขาไม่สามารถแม้แต่จะเงยหน้าได้
“เจ้ารู้ชื่อเขาด้วยเหรอ?”
“เอริค ไอส์มานน์ เขามาจากตระกูลขุนนางธรรมดา ไม่ใช่ขุนนางเวท”
เมื่อฉันถาม ไคล์ก็ตอบชื่อของเด็กหนุ่มคนนั้นออกมาอย่างไม่ลังเล
“เขาเกิดมามีพรสวรรค์ด้านพลังเวทในครอบครัวที่ยังไม่ตื่นพลัง และน่าจะเข้าสถาบันการทหารเพื่อความสำเร็จหรือการฟื้นฟูของครอบครัว แต่ด้วยพลังเวทที่ต่ำ และไม่มีทางให้ขุนนางธรรมดาได้ครอบครองตราเวท… เขากลายเป็นภาระที่เลวร้ายยิ่งกว่าคนปกติเสียอีก”
“อา…”
อะไรกันเนี่ย?
ทำไมเขารู้เยอะขนาดนี้?
เมื่อฉันมองไปหาเขาด้วยสายตาสงสัย ไคล์ก็ยิ้มและเสริมคำอธิบาย
“ยูจิน ข้าน่ะ เป็นทายาทของตระกูลไรคาร์ดนะ ข้าสืบข้อมูลของรุ่นพี่รุ่นน้องทุกคนที่จะต้องกินข้าวร่วมกันมาเรียบร้อยแล้ว”
“อ่า อย่างนั้นเอง…”
การกินข้าวร่วมกันมันเกี่ยวอะไรกับการสืบประวัติรุ่นพี่รุ่นน้องกันนะ?
แม้ฉันจะพยายามรักษาทัศนคติที่พร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ แต่ฉันก็ไม่อาจตามความคิดแบบหม่นหมองของขุนนางได้เลย
“ว่าแต่ อยู่ดีๆ เจ้าอยากรู้ชื่อเขาทำไม? เจ้ารู้จักเขาเหรอ?”
“…อะไรประมาณนั้น”
ฉันมองดูเด็กหนุ่มที่กำลังกลิ้งไปมาบนพื้นตามคำสั่งของครูฝึก
เอริค ไอส์มานน์
ตอนมองจากระยะไกล ฉันแทบจำเขาไม่ได้เลย แต่ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอเขาที่นี่
‘หลังจากบอสใหญ่ ตอนนี้ก็ถึงสหายเก่าแล้วสินะ’
เอริค ไอส์มานน์
เขาเป็นหนึ่งในสหายร่วมทางที่อยู่กับพระเอกจากตอนเริ่มต้น ร่วมกับโคลดและแรนดัล
แผนการโค่นจักรวรรดิส่วนใหญ่ล้วนมาจากมันสมองของชายผู้นี้
ยิ่งไปกว่านั้น ต่างจากคนอื่นที่ทรยศพระเอกในตอนท้าย เรื่องราวของเขา..
‘ข้าจะถ่วงพวกมันไว้ที่นี่ รีบไปเร็ว!’
‘มีเพียงเจ้ากับกองทัพปฏิวัติเท่านั้นที่มองเห็นพรสวรรค์ของข้า หากข้าสามารถตายเพื่อคนเช่นนั้นได้… มันคือเกียรติสูงสุดสำหรับข้า’
‘ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ยูจิน’
‘เพื่อการปฏิวัติ’
เขาสละตัวเองแทนตัวเอกที่ตกอยู่ในวิกฤต
เพราะเขาคือหนึ่งในไม่กี่คนที่เรียกได้ว่า ‘สหายแท้’
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผั่ก–!
นักเรียนบางคนที่โกรธจัดลากใครบางคนไปด้านหลังอาคารหอพัก
เมื่อนักเรียนตรงกลางเหวี่ยงหมัดออกไป ร่างของอีริคก็พุ่งชนกำแพง
“ไอ้โง่เอ๊ย แกรู้มั้ยว่าพวกเราลำบากกันแค่ไหนเพราะแก?!”
“ข-ขอโทษ……”
“ขอโทษแล้วมันจบหรือไง?!”
ผั่ก! แผละ! ผั่ก!
นักเรียนปีหนึ่งที่โดนทำโทษเพราะอีริคเริ่มรุมประชาทัณฑ์เขา
เตะ เหยียบ กระทืบ
มันคือความรุนแรงเกินกว่าเหตุสำหรับแค่การพลาดตอนฝึกแถว
‘พวกเขาคงระบายความคับแค้นที่เจอจากรุ่นพี่นั่นล่ะ’
คนที่ลากอีริคมาในตรอกด้านหลังคือนักเรียนสามัญชน
พวกที่ต้องเป็นของเล่นให้พวกรุ่นพี่ขุนนางตั้งแต่เข้ามาใหม่
แล้วต่อหน้าพวกเขามีขุนนางซ้ำชั้นที่ยังมาทำพลาดตอนฝึกอีกเนี่ยนะ?
ไม่มีทางที่พวกปีหนึ่งที่เต็มไปด้วยความแค้นพวกนี้จะปล่อยโอกาสไปแน่
‘จะทำยังไงดี’
อีริค ผู้ที่ปรากฏใน [Revolution Empire] ไม่เหมาะจะเป็นสหายในสายต่อสู้
คุณค่าที่แท้จริงของเขาอยู่ในสกิล [สนับสนุนการรบ]
หลังจากเพิ่มอีริคเข้าในปาร์ตี้แล้วอัปเลเวล ผลของสกิลคือการเพิ่มจำนวนสมาชิกกองทัพปฏิวัติที่เข้าร่วมในแต่ละบทแบบทวีคูณ
‘ตามที่ระบุไว้ในเนื้อเรื่อง บทบาทของอีริคคือการวางแผนยุทธศาสตร์และเสบียงให้กองทัพปฏิวัติ แผนโค่นจักรวรรดิส่วนใหญ่ล้วนมาจากสมองของเขา’
ในความเป็นจริงแทนที่จะเป็นแค่เกม ความสามารถนั้นจะยิ่งมีคุณค่ายิ่งกว่าเดิม
นั่นทำให้ฉันตกอยู่ในห้วงความคิด
ควรจะชวนเขาไปร่วมทีม? หรือปล่อยเขาไว้ดี?
ไม่ หากปล่อยไว้แล้วเขาไปเข้าร่วมกองทัพปฏิวัติ ใครจะรู้ว่าเขาจะกลายเป็นภัยคุกคามแบบไหน
‘บางทีฉันควรกำจัดเขาก่อนที่เขาจะเข้าร่วมกองทัพปฏิวัติแล้วกลายเป็นปัญหาในอนาคต……’
“เฮ้”
ขณะที่ฉันยังครุ่นคิด เสียงของฉันก็ดังออกไปเอง
พอรู้สึกตัวอีกที ฉันก็ยืนอยู่ระหว่างนักเรียนเหล่านั้นแล้วปกป้องอีริคไว้
“อึ่ก อือ?”
“อะไรนะ? ไอ้เวรหน้าไหน… เฮือก?!”
เสียงขู่คำรามที่ไม่พอใจที่การระบายถูกขัดก็หยุดลงในทันที
เมื่อพวกนั้นเห็นหน้าฉัน พวกมันก็สะดุ้งถอยหลังไปในทันใด
“ย-ยูจิน……”
“อะไรของหมอนั่น อยู่ๆ โผล่มาทำไมวะ…!”
ยกเว้นเพื่อนทั้งสี่คนกับผู้ป่วยหนึ่งคน คนอื่นในรุ่นเดียวกันมองฉันแบบนี้ทั้งนั้น
เหมือนสัตว์ร้ายที่ไม่อาจเข้าใกล้
ฉันเมินสายตาเหล่านั้นที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสับสน แล้วเดินเข้าไปใกล้หัวหน้าของการรุมทำร้ายนี้ ก่อนจะเอาแขนพาดไหล่เขา
“ข้ามีเรื่องพิเศษต้องคุยกับรุ่นพี่คนนี้ รบกวนช่วยหลีกให้หน่อยจะได้ไหม?”
“เ-เรื่องจะคุย……”
หัวหน้าที่ฉันจับไว้หันมองรอบๆ ด้วยสีหน้าซีดเผือด
นักเรียนที่ร่วมมือรุมอีริคกับเขาต่างพากันหนีไปหมดแล้ว
เขาทำได้แค่พยักหน้าตอบรับ
“ลุกขึ้นเถอะ รุ่นพี่ ตรวจดูดีๆ ว่ามีอะไรหักมั้ย”
หลังจากแน่ใจว่านักเรียนปีหนึ่งหายไปหมด ฉันก็ยื่นมือไปหาอีริค
เมื่อเห็นมือที่ยื่นมา อีริคที่ตาลอยๆ ก็คว้ามันด้วยนิ้วที่สั่นเทา
“ข-ขอบคุณที่ช่วยข้า ข้ารอดเพราะเจ้าเลย แต่… จ-เจ้า……”
“ข้าชื่อยูจิน ลอเรนซ์”
หลังจากพูดแบบนั้น ฉันก็ดึงอีริคที่ยังนั่งอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้น
“ฝากตัวด้วยนะ รุ่นพี่”
ไปเลย มอนสเตอร์บอล
ตอนนี้นายเป็นของฉันแล้ว
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตึก– ตึก–
เสียงฝีเท้าดังสะท้อนผ่านเรือนจำใต้ดินอันมืดมิด
เจ้าหน้าที่กองทัพจักรวรรดิที่สวมเครื่องแบบและพกปืนพก
เขาเดินช้าๆ และหยุดลงหน้าห้องขังพิเศษซึ่งอยู่ลึกที่สุดของคุก
แกร๊ก– แกร๊ก–
พร้อมเสียงโลหะ กลอนถูกปลดออก เผยให้เห็นภายในคุกที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นอับและอากาศเก่าค้างคืน
ชายที่ใส่พันธนาการ แขนขาถูกตัดเส้นเอ็น
“วาร์ค”
เมื่อเจ้าหน้าที่กองทัพจักรวรรดิเอ่ยชื่อขึ้น รองผู้บัญชาการของกองทัพปฏิวัติ วาร์ค เออร์กอน ก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
ใบหน้าระเกะระกะเต็มไปด้วยหนวดเคราและคราบสกปรก
ในขณะที่สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันรุนแรงในแววตานั้น เจ้าหน้าที่คนนั้นก็เดินเข้าไปใกล้ช้าๆ
“วันประหารของเจ้าได้กำหนดแล้ว มิถุนานี้ พวกเขาว่าจะจัดขึ้นต่อหน้าขุนนางระดับสูงทั้งจากกองทัพจักรวรรดิและกองพลเวท”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น วาร์คก็ขมวดคิ้ว
ภาษาสุภาพงั้นหรือ? มันเกิดขึ้นได้
มันก็แค่พวกขุนนางน่ารำคาญที่พูดกันแบบนั้น
แต่จะมาแจ้งตารางประหารนักโทษ โดยเฉพาะนักโทษระดับ 1 อย่างเขาเนี่ยนะ?
ขณะกำลังคิดแบบนั้น เจ้าหน้าที่กองทัพจักรวรรดิที่กำลังเดินเข้าใกล้วาร์คก็ค่อยๆ เผยใบหน้าของตนออก
“แรนดัล? ทำไม……”
“ชู่”
แววตาของวาร์คเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าของเจ้าหน้าที่คนนั้น
เสนาธิการกองทัพปฏิวัติ แรนดัล ดีน คลาร์ก
เขามาหาเขาแล้ว
“โคลดช่วยเราไว้ได้มาก เพราะความโกลาหลนั้น ข้าถึงสร้างตัวตนปลอมขึ้นมาได้”
ขณะพูด แรนดัลก็เขย่าแผ่นป้ายชื่อทหารที่ห้อยอยู่บนคอ
เจ้าหน้าที่กองทัพจักรวรรดิที่ตายในเหตุการณ์บุกสถาบันการทหาร
แรนดัลซ่อนศพนั้นไว้ แล้วปลอมตัวแฝงตัวเข้าไปในกองทัพจักรวรรดิ
หลังจากอธิบายคร่าวๆ เสร็จ แรนดัลก็ค่อยๆ เอื้อมมือไปแตะร่างของวาร์ค
“คึ่ก คึ่ก……”
กร๊อบ– กร๊อบ–
พร้อมกับความรู้สึกน่าขนลุกของกระดูกที่บิดตัว เส้นเอ็นที่ถูกตัดก็ถูกฟื้นฟูกลับมา
แต่เป็นไปได้ยังไง?
เขาเคยได้ยินว่าแม้แต่ฮีลเลอร์ระดับ 1 ก็ไม่สามารถรักษาบาดแผลรุนแรงขนาดนี้ได้…!
ขณะกำลังคิดแบบนั้น แรนดัลก็หยิบเม็ดขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้วาร์ค
“นี่คือกระสุนเวทที่ย่อขนาดให้เล็กที่สุด เมื่อได้รับสัญญาณให้จุดระเบิด มันจะฟื้นฟูพลังเวทที่หายไปของเจ้าเป็นการชั่วคราว”
วาร์คพยักหน้า
มองดูวาร์คที่พยักหน้าเงียบๆ แรนดัลก็เดินออกจากคุกไปพร้อมสีหน้าพึงพอใจ
การประหารที่กำลังจะเกิดขึ้น
หากเป็นการประหารรองผู้บัญชาการของกองทัพปฏิวัติ ไคเรนที่อยู่แนวหน้าจะต้องมาเข้าร่วมแน่นอน
หากใช้วีรบุรุษคนนั้นให้ดีล่ะก็ พวกเขาอาจสร้างความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาให้แก่จักรวรรดิได้