เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 470: มันกำลังด่าข้าอยู่หรือ?

บทที่ 470: มันกำลังด่าข้าอยู่หรือ?

บทที่ 470: มันกำลังด่าข้าอยู่หรือ?


เจ้าส้มรีบปีนขึ้นไปบนไหล่ของมู่ไป๋ไป่และหรี่ตาจ้องเต่าสูงอายุตรงหน้า “จริงหรือ?”

“แน่นอน” หญิงสาวรู้จักนิสัยของเจ้าส้มเป็นอย่างดี เธอจึงยกมือลูบขนของมัน 2-3 ครั้งพลางกล่าวว่า “มาเถอะ กลับไปถึงห้องแล้วข้าจะสั่งให้คนไปเอาอาหารมาให้เจ้า ว่าแต่ช่วงที่ผ่านมาเจ้าไปอยู่ที่ไหน รู้หรือไม่ว่าข้ารอเจ้านานเพียงใดแล้ว”

หลังจากที่แมวตัวใหญ่รับรู้ถึงความนัยของมู่ไป๋ไป่ที่บอกว่า ‘เธอไม่ได้มีสัตว์เลี้ยงตัวอื่น’ มันก็ผ่อนคลายลง แต่ดวงตาสีทองกลมโตก็ยังคงจับจ้องไปที่เต่าเฒ่าเป็นระยะ ๆ ในขณะที่มันตอบว่า “แน่นอนว่าแมวตัวนี้ก็กินนอนอยู่บนถนน เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่ามันยากแค่ไหนที่แมวตัวน้อย ๆ อย่างข้าจะวิ่งตามพวกเจ้าทันได้?”

หญิงสาวขมวดคิ้วพร้อมเอ่ยแย้ง “เจ้าส้ม เจ้าคงไม่ลืมวันเวลาเพราะเอาแต่หาของกินและเที่ยวเล่นมากเกินไปหรอกนะ เจ้าถึงได้ตามเราไม่ทัน”

ในวันนั้นเธอสั่งให้เจ้าแมวอ้วนลงไปใต้หน้าผาเพื่อตามหาคน แต่เธอก็พาตัวหลัวเซียวเซียวออกมาแล้ว แม้กระทั่งเวลานั้นมันก็ยังไม่ปรากฏตัว

“ในระหว่างทางข้าก็เดินทางไปหยุดพักไปและรอเจ้าอย่างน้อย 5-6 วัน” มู่ไป๋ไป่กล่าวพลางยกนิ้วขึ้นมานับ “แล้วสุดท้ายข้าก็กลับมาถึงวังหลวงได้ 3 วันแล้วกว่าเจ้าจะกลับมาถึง”

เจ้าส้มที่ได้ยินดังนั้นเหมือนถูกตีเข้ากลางหัว มันส่ายหางด้วยความรู้สึกผิด พร้อมกับยืดคอส่งเสียงในลำคออย่างทะนงตน “ฮึ เจ้าคิดว่าข้าเป็นแมวที่ไม่รับรู้ถึงความร้ายแรงของสถานการณ์เลยหรืออย่างไร?”

“เส้นทางขึ้นจากใต้หน้าผานั้นคดเคี้ยวมาก ข้าเดินหลงอยู่ตั้งหลายวันโดยที่ไม่ได้กินเนื้อสักชิ้น ตอนนั้นข้าหิวโซมากเลย”

“นี่เจ้ากำลังสงสัยแมวตัวนี้อยู่หรือ… ดูเหมือนว่าข้าจะอยู่ในวังไม่ได้อีกต่อไปแล้วสินะ เช่นนั้นข้าจะไปเอง…”

ในขณะที่แมวตัวโตพูดอย่างนั้น มันก็กระโดดลงจากไหล่ของมู่ไป๋ไป่และทำท่าจะวิ่งหนีออกจากเรือน

หญิงสาวรู้ว่ามันกำลังแสดง เพราะเธอกับเจ้าส้มอยู่ด้วยกันมามากกว่า 10 ปีแล้ว เธอจะไม่รู้จักนิสัยของมันได้อย่างไร

“เอาล่ะ ๆ ถ้าเจ้ายังทำแบบนั้นต่อไป ข้าคงจะเดือดร้อนแน่ เจ้ารีบกลับมาเถอะ” มู่ไป๋ไป่พูดพลางส่ายหัวยิ้ม ๆ “เจ้ารู้หรือไม่ว่าในระหว่างที่เจ้าไม่อยู่ ข้าไม่มีคนคุยด้วยเลย”

“ฮ่า ๆๆ ถ้าเจ้ากล้าซักไซ้อีก คราวหน้าข้าจะไปจริง ๆ แล้ว” เจ้าส้มที่เดินลงบันไดไปแล้วหันกลับมาส่งเสียงในลำคอและปีนขึ้นมาบนตัวหญิงสาวอีกครั้ง ก่อนจะนอนลงบนตักของอีกฝ่าย “เอาเถอะ คราวนี้ข้าจะฝืนใจให้อภัยเจ้า”

“อ้อ อย่าลืมบอกห้องครัวให้เตรียมน่องไก่เอาไว้ให้ข้าด้วย ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!”

จากนั้น 1 คน 1 แมวก็เดินเข้าไปในห้องขณะที่พูดคุยกัน

เซียวถังถังกับอวี้หวานหว่านที่ได้ยินเสียงจึงรีบออกมาต้อนรับพวกเธอเนื่องจากทั้งคู่รู้สึกเป็นกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตำหนักตี้เฉิน

ใครจะไปคาดคิดว่ามู่ไป๋ไป่ไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง แต่เธอยังพาเจ้าส้มกลับมาด้วย

“เจ้าส้ม!” ดวงตาของอวี้หวานหว่านเป็นประกายทันทีที่นางเห็นแมวตัวอ้วนในอ้อมแขนของศิษย์พี่ใหญ่ ก่อนที่นางจะรีบวิ่งมาหามัน “เจ้าส้ม ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว ข้าคิดถึงเจ้ามาก”

“ฮึ่ย! เจ้าไปเที่ยวเล่นที่ไหนมาเจ้าแมวอ้วน” เซียวถังถังเอื้อมมือไปจิ้มพุงย้วย ๆ ของอีกฝ่ายอย่างมันเขี้ยว “ทำไมมันถึงได้กลมขนาดนี้ ถ้าเจ้าเป็นแมวตัวเมีย ข้าคงคิดว่าเจ้ากำลังตั้งท้อง”

เจ้าส้มผุดลุกขึ้นแล้วพยายามจะแขม่วท้องตัวเองให้เล็กลง ทว่ามันใหญ่มากเกินไป ไม่ว่ามันจะพยายามแขม่วมากแค่ไหน มันก็ดูไม่ต่างจากเดิม

“มู่ไป๋ไป่ ทำไมเจ้าไม่ดูแลศิษย์น้องของเจ้าเลย เจ้าเด็กนี่เรียนหมอก็ไม่เก่ง เก่งแต่พูดไม่หยุด แถมยังมาเรียกแมวตัวนี้ว่าเป็นแมวอ้วนอีก”

“ข้าไปอ้วนบนหัวนางหรืออย่างไร!”

“ไป๋ไป่ มันกำลังพูดอะไรหรืออยู่?” เซียวถังถังไม่เข้าใจว่าเจ้าส้มร้องโวยวายอะไร แต่นางก็พอจะเดาได้จากการที่มันพยายามแขม่วท้องตัวเอง “มันกำลังด่าข้าอยู่หรือ?”

“ถูกต้องแล้ว ข้ากำลังด่าเจ้าอยู่!” เจ้าแมวอ้วนพูดสวนขึ้นทันควัน

ทางด้านมู่ไป๋ไป่ฟังศิษย์น้องกับแมวของตนซึ่งโต้ตอบกันได้อย่างลื่นไหล ส่งผลให้บรรยากาศที่ตึงเครียดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว

จากนั้นเธอก็เรียกคนให้มาตั้งโต๊ะเตรียมสำรับอาหาร

เนื่องจากนางกำนัลและขันทีที่รับใช้ในตำหนักอวี๋ชิงล้วนเป็นคนใหม่ที่ไม่คุ้นเคยกับอาหารของเจ้าส้ม หญิงสาวจึงได้สั่งอาหารที่มันชื่นชอบ และเอ่ยเตือนพวกเขาถึงข้อควรระวัง

เมื่อเธอจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เจ้าส้มกับเซียวถังถังก็ดูเหมือนว่าจะทะเลาะกันจนเบื่อแล้ว ทั้งคู่จึงสุมหัวกินผลไม้อยู่ด้วยกัน

ท่าทางของทั้ง 2 ดูเข้ากันได้ดีประหนึ่งว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยทะเลาะกันมาก่อน

“ไป๋ไป่ พี่ชายข้าอยู่ที่ไหน?” เซียวถังถังกับเจ้าส้มกำลังแบ่งส้มกินกันในตอนที่นางคิดถึงพี่ชายของตัวเองขึ้นมาได้ “ทำไมเขาถึงไม่กลับมากับท่านล่ะ?”

“ตอนนี้เขายังอยู่ในคุกหลวง” มู่ไป๋ไป่ถอนหายใจเมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นที่นั่น “ราชองครักษ์ในตำหนักตี้เฉินพยายามลอบปลงพระชนม์ท่านพ่อกับท่านพี่ของข้า เรื่องนี้อยู่ในระหว่างการสืบสวนโดยมีพี่ชายของเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบ”

“ลอบปลงพระชนม์?” ถ้วยชาในมือของอวี้หวานหว่านพลันสั่นไหว นางถามขึ้นมาในขณะที่นางรู้สึกเป็นกังวลว่า “ฝ่าบาทกับ… องค์รัชทายาทได้รับบาดเจ็บหรือไม่เจ้าคะ?”

“พวกเขาย่อมไม่ได้รับบาดเจ็บหรอก!” เซียวถังถังพูดพร้อมกับทุบโต๊ะเสียงดังโดยไม่รอให้มู่ไป๋ไป่ได้ตอบอะไร

“ในเมื่อท่านพี่ของข้าอยู่ด้วย ฝ่าบาทกับองค์รัชทายาทจะได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร?”

มู่ไป๋ไป่รู้สึกขบขันกับความมั่นใจของศิษย์น้อง แต่เธอก็ต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายพูดถูก

ถ้าตอนนั้นเซียวถังอี้ไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย เธอคงไม่มีความมั่นใจมากพอที่จะควบคุมสถานการณ์ด้วยตัวเองได้

“โชคดีแล้วที่ทั้ง 2 พระองค์ไม่ได้รับบาดเจ็บ” อวี้หวานหว่านถอนหายใจด้วยความโล่งอกและยิ้มจาง ๆ “ดีแล้วที่ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน”

“แต่ทำไมจู่ ๆ ราชองครักษ์ถึงกล้าลอบปลงพระชนม์ฝ่าบาทกับองค์รัชทายาท?” เซียวถังถังถามพลางขมวดคิ้วมุ่น

แม้ว่านางจะไม่ใช่คนดีเด่นอะไร แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นเชื้อพระวงศ์ นางรู้ดีถึงสถานการณ์ในวังหลวง

คนที่สามารถเข้ามาอยู่ในฐานะราชองครักษ์ได้จะต้องเป็นบุคคลจากตระกูลขุนนาง

ถ้าจะให้พูดกันตามตรงก็คือ พวกเขาจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นทหารรักษาพระองค์ในวังหลวงได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาได้รับความไว้วางใจจากเชื้อพระวงศ์เป่ยหลงมากพอเท่านั้น

กลุ่มคนเช่นนี้จู่ ๆ จะมาก่อเหตุปลงพระชนม์อย่างกะทันหันได้อย่างไร?

มู่ไป๋ไป่ที่กำลังจะพูดเรื่องอาคม จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงดังมาจากภายนอก

“เกิดอะไรขึ้น?” หญิงสาวขมวดคิ้ว หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตำหนักตี้เฉินเมื่อสักครู่ เธอก็รู้สึกวิตกกังวลมากกว่าเดิม “เจ้าส้ม เจ้าออกไปดูหน่อย!”

แมวสีส้มตัวโตไม่อิดออดเลยสักนิด มันกระโดดลงจากโต๊ะด้วยความคล่องแคล่วและหายตัวออกไปจากเรือนในพริบตา

“ถังถัง เจ้าอยู่ดูแลหวานหว่านที่นี่” มู่ไป๋ไป่จับไหล่ของเซียวถังถังในขณะที่นางพยายามจะเดินตามเธอออกไป “ถ้าเจ้าสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติให้รีบพาหวานหว่านออกไปทันที แล้วกลับไปที่ตำหนักอ๋องเซียว”

“แต่ว่า…” เซียวถังถังไม่เห็นด้วย เดิมทีนางเป็นคนที่ชอบมีส่วนร่วมในการทำสิ่งต่าง ๆ แต่จู่ ๆ นางก็ถูกอีกฝ่ายขวางเอาไว้ซึ่งมันทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจมาก

“ศิษย์พี่ใหญ่ ให้ศิษย์พี่รองไปกับท่านด้วยเถอะ” อวี้หวานหว่านพูดขึ้นมาอย่างมีเหตุผล “ในวังหลวงมีทหารคอยรักษาการณ์เข้มงวด แถมยังมีองครักษ์เงาคอยดูแลอยู่รอบกาย ข้าไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ”

เมื่อเซียวถังถังได้ยินศิษย์น้องพูดเช่นนั้น นางก็เกือบหลุดหัวเราะออกมาเสียงดัง “หวานหว่านยังฉลาดเหมือนเดิม ไป๋ไป่ได้ยินแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นท่านต้องพาข้าไปด้วย!”

มู่ไป๋ไป่คิดถึงเรื่องนี้และรู้สึกว่าสิ่งที่อวี้หวานหว่านพูดนั้นมีเหตุผล เธอจึงพยักหน้าและเอ่ยกำชับเด็กหญิงอีก 2-3 ประโยค เสร็จแล้วเธอก็พาเซียวถังถังไปที่ห้องโถงด้านหน้าของตำหนักอวี๋ชิง

ทันทีที่เธอเดินไปถึงบริเวณห้องโถง เธอก็ได้ยินเสียงที่เย็นชาผิดปกติของซูหว่านดังมาจากที่ไกล ๆ “อันกงกง ฝากท่านกลับไปทูลฝ่าบาทว่าข้าไม่สบายจึงไปเข้าเฝ้าพระองค์ไม่ได้”

หญิงสาวชะงักฝีเท้าและกะพริบตาด้วยความประหลาดใจ ท่านพ่อเรียกท่านแม่ของเธอไปพบอีกครั้งหรือ?

จบบทที่ บทที่ 470: มันกำลังด่าข้าอยู่หรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว