เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 452: ท่านพ่อสามารถถอนคำสั่งได้หรือไม่?

บทที่ 452: ท่านพ่อสามารถถอนคำสั่งได้หรือไม่?

บทที่ 452: ท่านพ่อสามารถถอนคำสั่งได้หรือไม่?


หลังจากมู่ไป๋ไป่ถามอันกงกงด้วยคำถามสำคัญ 2-3 ข้อแล้ว เธอก็หันหลังวิ่งไล่ตามซูหว่านไปทันที

สงครามเมื่อ 12 ปีก่อนทำให้เธอคิดได้ว่าคนที่ถูกแมลงกู่ควบคุมจะกลายร่างเป็นเหมือนคนตาย

จนกระทั่งเธอได้รู้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับแมลงกู่จากอาเค่อ

ต่อมา เธอจึงตระหนักได้ว่าแมลงกู่สามารถเป็นทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีได้ในเวลาเดียวกัน

จากคำตอบที่อันกงกงบอกเล่ามา มีความเป็นไปได้สูงมากที่ท่านพ่อของเธอจะถูกแมลงกู่ควบคุม

อย่างไรก็ตาม แมลงกู่นั้นก็มีการพัฒนาที่ก้าวหน้ามาก มันสามารถควบคุมผู้คนได้โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

แม้แต่อันกงกงที่รับใช้อยู่ข้างกายมู่เทียนฉงมานานก็ยังเพิ่งสังเกตเห็นเมื่อไม่นานมานี้ว่าฝ่าบาทอารมณ์ร้ายขึ้น

มู่ไป๋ไป่ไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นไรหากเธอไม่กลับมาในครั้งนี้

ทันใดนั้นเสียงของแตกก็รบกวนความคิดของหญิงสาว

เธอรีบหันไปมองที่ประตูตำหนักตี้เฉิน ซึ่งเสียงนั้นดังมาจากด้านใน ก่อนจะมีเสียงซูหว่านแทรกเข้ามาแผ่วเบา

หญิงสาวเร่งรุดเข้าไปโดยที่ไม่ต้องคิดให้มากความอีก

ขณะที่เธอกำลังไปถึงหน้าประตู เธอก็ถูกขันทีผู้น้อย 2 คนซึ่งดูไม่คุ้นตาเข้ามาขวางเอาไว้

“องค์หญิงหก พระองค์เข้าไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีทั้ง 2 ยังดูอ่อนเยาว์และมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกัน เมื่อมองดูใกล้ ๆ ก็จะรู้ว่าพวกเขาเป็นฝาแฝด

มู่ไป๋ไป่รู้สึกเป็นห่วงท่านแม่ที่อยู่ด้านในมาก เธอจึงไม่ทันสังเกตเห็นความแปลกประหลาดของขันทีแฝดคู่นี้ เธอทำเพียงแค่ตวาดใส่อีกฝ่ายอย่างร้อนใจ “หลีกไป!”

ครั้งหนึ่งท่านพ่อเคยออกคำสั่งเอาไว้ว่าเธอสามารถเข้าออกตำหนักใดในวังหลวงก็ได้ตามต้องการ

รวมถึงตำหนักตี้เฉินด้วย

“องค์หญิงหก พระองค์อย่าทำให้พวกข้าน้อยต้องลำบากใจเลยพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีแฝดคนซ้ายพูดขึ้นพร้อมกับเหยียดยิ้มมุมปาก “ฝ่าบาททรงมีรับสั่งว่าไม่พบหน้าใคร หากองค์หญิงหกฝืนเข้าไปตอนนี้ มันจะเป็นการขัดขืนคำสั่งของฝ่าบาท”

“หลบไป!” มู่ไป๋ไป่แทบจะกลั้นคำผรุสวาทเอาไว้ไม่อยู่ จากนั้นเธอก็หยิบป้ายทองที่มู่เทียนฉงมอบให้ในปีนั้นออกมาแสดงพร้อมกับพูดว่า “พวกเจ้าเห็นหรือไม่ว่านี่คืออะไร ถ้าพวกเจ้าไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร ก็จงกลับไปถามหัวหน้าขันทีผู้นั้น”

หญิงสาวกล่าวจบแล้วก็ฝ่าเข้าไปข้างในทันที

อย่างไรก็ตาม มู่ไป๋ไป่ไม่เคยคาดคิดว่าขันที 2 คนนี้จะมีวรยุทธ และฝีมือของพวกเขาไม่ได้ต่ำเลยด้วย

เพียงพริบตา เธอก็ประมือกับฝ่ายตรงข้ามอยู่หลายกระบวนท่า ก่อนจะถูกบังคับให้ถอยออกจากประตูตำหนักตี้เฉินไปไกลกว่าเดิม

“บังอาจ!” องครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่เงียบ ๆ ปรากฏตัวขึ้นทันทีที่เห็นว่าขันทีทั้ง 2 กำลังโจมตีองค์หญิงหก จากนั้นพวกเขาก็มายืนล้อมเป็นรูปครึ่งวงกลมเพื่อปกป้องมู่ไป๋ไป่เอาไว้ตรงกลาง

“พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ทำร้ายองค์หญิง!”

“ฮ่า ๆๆ พวกเรามิกล้าถึงเพียงนั้น” ขันทีหนุ่มอีกคนที่เงียบอยู่นานพูดขึ้น เสียงของเขาแหบแห้งแตกต่างจากรูปลักษณ์ของเขาซึ่งเผยให้เห็นถึงความผิดปกติ

“องค์หญิงหก ในวังหลวงมีกฎเกณฑ์ นอกจากทหารรักษาพระองค์แล้ว คนที่จะเข้าไปในตำหนักจะต้องปลดอาวุธออกทุกคน”

“ขณะนี้องค์หญิงหกกำลังพากลุ่มคนที่ไม่ทราบที่มาบุกเข้ามาในตำหนักของฝ่าบาท ข้าน้อยเองก็ไม่รู้ว่าองค์หญิงหกมีเจตนาเช่นไร”

“เหลวไหล!” หลังจากมู่ไป๋ไป่ได้ยินคำพูดบิดเบือนกลับดำเป็นขาวของฝ่ายนั้น เธอก็เริ่มจ้องมองใบหน้าของเขาให้เต็มตา

“พวกเจ้าเป็นใคร คนที่คอยรับใช้เสด็จพ่อมาตลอดคืออันกงกง พวกเจ้าเป็นใครกันแน่?”

“ฮ่า ๆๆ องค์หญิงหกไม่ได้อยู่ในวังมานานแล้ว ดังนั้นพระองค์จึงจำพวกเราไม่ได้” ขันทีที่พูดกับหญิงสาวตอนแรกยิ้มและกล่าวพร้อมกับดวงตาที่ฉายแววเคียดแค้น “พวกเราคือคนที่ลี่เฟยพาออกจากตำหนักเย็น”

“เราเป็นคนที่ฝ่าบาทสามารถไว้วางใจได้”

ลี่เฟย?

ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง

จากนั้นก็มีแสงเย็นแล่นผ่านดวงตาของมู่ไป๋ไป่ “ลี่เฟยใช่หรือไม่? ข้าไม่แปลกใจเลย เจ้านายเป็นเช่นไร คนรับใช้ก็เป็นเช่นนั้น”

“เหล่าองครักษ์เงา ฟังคำสั่งข้า จับตัวพวกมันมาให้ข้า อย่าฆ่าพวกมันเด็ดขาด!”

“เอาไว้ข้าจะจัดการกับพวกมันทีหลัง”

องครักษ์เงาที่อยู่รอบตัวมู่ไป๋ไป่ทั้งหมดตามคำสั่งทันที ในขณะที่พวกเขากำลังจะพุ่งไปข้างหน้า เสียงของซูหว่านก็ดังออกมาจากตำหนักตี้เฉิน

“ไป๋ไป่ เลิกวุ่นวายแล้วกลับไปก่อนเถอะ”

“ท่านแม่!” หญิงสาวแทบเสียสติเมื่อได้ยินเสียงของผู้เป็นแม่ เธอก้าวออกไปหานางอย่างรวดเร็วพร้อมกับเอ่ยถามว่า “ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง แล้วตอนนี้ท่านพ่ออยู่ที่ไหน?”

ปัจจุบันภายในตำหนักตี้เฉินเงียบลงชั่วขณะ ก่อนที่เสียงแหบพร่าของมู่เทียนฉงจะดังขึ้น “เราอยู่นี่ เรามีเรื่องสำคัญที่ต้องหารือกับแม่เจ้า ไป๋ไป่ เจ้ากลับไปที่ตำหนักอวี๋ชิงก่อนเถอะ”

มู่ไป๋ไป่ยังคงไม่ไว้วางใจ เธอกัดฟันแล้วทำตัวเอาแต่ใจเหมือนเด็ก ๆ “ท่านพ่อ ให้หม่อมฉันเข้าไปข้างในด้วยเถิดเพคะ”

“วันนี้หม่อมฉันออกไปเที่ยวเล่นเพลินเกินไปจนทำให้ท่านแม่ที่ออกไปด้วยกันต้องทำให้ท่านพ่อเข้าใจผิดและเป็นกังวล”

“ท่านพ่อ ถ้าท่านต้องการจะลงโทษ ก็ให้ลงโทษหม่อมฉันเถิดเพคะ”

คนที่อยู่ในตำหนักตี้เฉินไม่ได้ตอบ แต่ถ้าเงี่ยหูฟังให้ดี ๆ ทุกคนก็จะได้ยินเสียงครวญครางเบา ๆ ดังมาจากด้านใน

มู่ไป๋ไป่ไม่รู้ว่าภายในตำหนักเกิดอะไรขึ้น แต่เสียงที่เธอได้ยินทำให้เธอรู้สึกวิตกกังวลขึ้นมามากกว่าเดิม

“ท่านพ่อ! ถ้าวันนี้ท่านพ่อไม่อนุญาตให้หม่อมฉันเข้าไป หม่อมฉันก็จะคุกเข่าอยู่ที่นี่จนกว่าท่านจะอนุญาต!” หญิงสาวตัดสินใจทันทีแล้วคุกเข่าลงบนพื้นเย็น ๆ

ตั้งแต่เธออายุได้ 4 ขวบ มู่เทียนฉงก็ไม่เคยยอมให้เธอคุกเข่าต่อหน้าเขาอีก

มู่ไป๋ไป่เป็นลูกสาวที่ฝ่าบาททรงโปรดปรานที่สุด เขาจึงหวังว่านางจะปฏิบัติกับเขาโดยที่ไม่แบ่งแยกระหว่างกษัตริย์กับขุนนาง

แต่บัดนี้หญิงสาวได้คุกเข่าลงตรงหน้าประตูตำหนักจริง ๆ

ภายในประตูตำหนักตี้เฉิน มู่เทียนฉงเหมือนฟื้นคืนสติกับอาการมึนงงชั่วขณะ เมื่อมองไปยังซูหว่านที่กำลังตัวสั่นเทิ้มอยู่ใต้ร่างเขาพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า แล้วเขาก็รู้สึกเสียศูนย์

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

เขาจำได้ว่าซูหว่านเข้ามาขอความเมตตาแทนคนในตำหนักอวี๋ชิง…

ผู้เป็นฮ่องเต้ขมวดคิ้วทันทีที่นึกขึ้นได้ ในเวลาเดียวกัน หว่านเฟยก็รีบผลักเขาออกไปในจังหวะนั้น พร้อมกับรวบคอเสื้อที่ถูกกระชากจนฉีกขาด และไปซ่อนตัวอยู่ด้านข้าง

ยามนี้บนใบหน้าขาวเนียนของนางมีรอยนิ้วสีแดงช้ำปรากฏอยู่ซึ่งเกิดจากการที่นางถูกบีบขากรรไกรเต็มแรง

มู่เทียนฉงที่เห็นภาพดังกล่าวก็ขมวดคิ้วแน่นและอยากจะเดินเข้าไปตรวจสอบดู แต่ซูหว่านกลับถอยรุดหนีไปเหมือนกระต่ายที่ตกใจกลัว จนกระทั่งนางไม่มีที่ให้ถอย นางจึงพยายามเบียดตัวเข้ากับเสาที่อยู่ด้านหลัง

ท่าทางหลบเลี่ยงของนางส่งผลให้มู่เทียนฉงรู้สึกขัดเคืองตา แล้วอารมณ์รุนแรงที่เพิ่งถูกระงับเอาไว้ก็กลับมาครอบงำอีกครั้ง

ขณะที่เขากำลังจะโมโห เสียงที่ดังฟังชัดของมู่ไป๋ไป่ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้เขากลับมามีสติได้เพียงเล็กน้อย

ไม่นานมู่เทียนฉงก็ตัดสินใจกัดลิ้นตัวเองเต็มแรง ก่อนจะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซูหว่าน จากนั้นก็เดินออกจากประตูตำหนักไป

ทันทีที่มู่ไป๋ไป่ได้ยินเสียงฝีเท้า เธอก็เงยหน้าขึ้นมอง แต่เธอไม่เห็นแม้แต่เงาของท่านแม่ พร้อมกับที่ประตูตำหนักสีแดงชาดถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว

“ทำไมเจ้าถึงคุกเข่าอยู่ตรงนั้น ลุกขึ้น!” แม้ว่ามู่เทียนฉงจะสงบสติอารมณ์ลงแล้ว แต่ขณะนี้รอบกายเขาก็ยังมีรังสีสังหารอันน่าสะพรึงกลัวหลงเหลืออยู่

มู่ไป๋ไป่มองพิจารณาอีกฝ่ายอย่างจริงจังก่อนจะส่ายหัวเงียบ ๆ

“ทำไม? เจ้าก็คิดที่จะต่อต้านเราเหมือนกันหรือ?” คนเป็นพ่อโมโหมากที่ลูกสาวดื้อรั้น “พวกเจ้าไม่มีตาหรืออย่างไร เข้าไปช่วยพยุงองค์หญิงหกลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!”

ขันทีฝาแฝดทั้ง 2 ที่คิดว่าจะได้ยืนชมการแสดงอยู่เฉย ๆ ตกใจกับเสียงตะโกนของฝ่าบาท ก่อนจะรีบเข้าไปช่วยพยุงหญิงสาว

“ไป๋ไป่ไม่ต้องการให้ใครมาช่วย” มู่ไป๋ไป่เบี่ยงตัวหลบมือของพวกเขาแล้วพูดเสียงกดต่ำ “ไป๋ไป่มาที่นี่เพื่อขอประทานอภัยโทษจากท่านพ่อ”

มู่เทียนฉงรู้จักนิสัยลูกสาวเป็นอย่างดี เมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ยอมลุกขึ้น เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้อีก เขาทำได้เพียงถอนหายใจในขณะที่เขาพูดเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “ถ้าเจ้ามีอะไรจะพูดก็ลุกขึ้นมาพูดดี ๆ เราไม่โทษเจ้า”

เขาจะกล้าโทษมู่ไป๋ไป่ได้อย่างไร?

“จริงหรือเพคะ?” หญิงสาวเม้มปากแน่น “ถ้าอย่างนั้นท่านพ่อ ท่านอย่าได้ฆ่าคนในตำหนักอวี๋ชิงเลย ท่านพ่อสามารถถอนคำสั่งได้หรือไม่เพคะ?”

จบบทที่ บทที่ 452: ท่านพ่อสามารถถอนคำสั่งได้หรือไม่?

คัดลอกลิงก์แล้ว