เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 247: ข้าอยากไปหุบเขาหมอเทวดากับพระองค์

บทที่ 247: ข้าอยากไปหุบเขาหมอเทวดากับพระองค์

บทที่ 247: ข้าอยากไปหุบเขาหมอเทวดากับพระองค์


ยามนี้ทั่วทั้งอุทยานตกอยู่ในความเงียบงัน เหล่าพระสนมไม่มีใครกล้าแสดงความรู้สึกใด ๆ ในขณะที่ไม่มีใครคาดคิดว่าหลังจากที่มู่ไป๋ไป่จัดการราชครูกับลี่เฟยเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่นางทูลขอจากฝ่าบาทก็คือการออกจากวังหลวงไปเพื่อศึกษาเล่าเรียน

ซึ่งสถานที่ที่นางอยากจะไปก็คือหุบเขาหมอเทวดาที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อมาก่อน

มันช่างเป็นเรื่องที่เหนือคาดหมายของทุกคนจริง ๆ

“ไป๋ไป่ ถ้าเจ้าอยากร่ำเรียนวิชาแพทย์ ในวังหลวงก็มีหมอหลวงที่มีความสามารถอยู่มากมาย” ไทเฮาอดไม่ได้ที่จะตรัสขึ้นมา “เจ้าสามารถเลือกกราบหมอหลวงคนไหนเป็นอาจารย์ของเจ้าก็ได้ ทำไมเจ้าถึงคิดอยากจะไปร่ำเรียนห่างไกลถึงหุบเขาหมอเทวดาล่ะ?”

“ตัวเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหุบเขาหมอเทวดาตั้งอยู่ที่ใด”

“เจ้าคิดว่าเรากับฝ่าบาทจะสามารถวางใจปล่อยเจ้าไปได้หรือ…”

“ท่านย่าไทเฮาเพคะ หุบเขาหมอเทวดานั้นเป็นสถานที่ที่มีหมอที่เก่งกาจยิ่งนัก” มู่ไป๋ไป่สูดจมูกเบา ๆ พลางกล่าวว่า “ไป๋ไป่จะสามารถเรียนรู้ทักษะการรักษาคนที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากในวังหลวงที่หุบเขาหมอเทวดา”

“นี่…” เมื่อไทเฮาเห็นว่าพวกตนไม่อาจโน้มน้าวเด็กหญิงได้ พระนางจึงเลือกที่จะหันหน้าไปตรัสกับซูหว่าน “หว่านผิน เจ้ารีบพูดกับไป๋ไป่เร็วเข้า ตอนนี้ไม่สำคัญว่านางคิดอยากจะเรียนวิชาอะไรทั้งนั้น”

“ขอเพียงแค่นางเอ่ยปาก เราก็จะสรรหาอาจารย์ที่เก่งกาจให้นางทันที…”

“ท่านย่าไทเฮา ไป๋ไป่ตัดสินใจแล้วเพคะ” ใจจริงมู่ไป๋ไป่ไม่อยากแยกจากผู้เป็นย่า แต่เธอได้ตัดสินใจแล้ว หลังจากเกิดเรื่องราชครูขึ้น ความตั้งใจในการออกจากวังหลวงแห่งนี้ก็ยิ่งมีมากขึ้น

คำพูดของหลานสาวทำให้ดวงตาของไทเฮาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ แต่ทั้งมู่เทียนฉงกับซูหว่านกลับไม่ได้พูดอะไร

ท้ายที่สุดพระนางก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องลุกเดินออกไปด้วยความโกรธ

“ถังอี้” จู่ ๆ มู่เทียนฉงที่นิ่งเงียบมานานก็พูดขึ้นมาว่า “เจ้ารู้เรื่องหุบเขาหมอเทวดามากเพียงใด?”

เมื่อเซียวถังอี้ถูกเรียก เขาก็ค่อย ๆ วางจอกสุราลงแล้วยืนขึ้น

“เสด็จพี่ หัวหน้าหุบเขาหมอเทวดาเป็นที่รู้จักในนาม ‘หัตถาเทวาและหมอผู้มีเมตตา’ ในยุทธภพ”

“ในหุบเขาหมอเทวดามีลูกศิษย์ไม่มากนัก แต่ลูกศิษย์ทุกคนก็มีอุดมการณ์เดียวกันคือ ร่ำเรียนวิชาแพทย์เพื่อช่วยเหลือผู้คนในใต้หล้า”

“ท่านพ่อ…” มู่ไป๋ไป่พูดขึ้นมาทันทีหลังจากเซียวถังอี้พูดจบ “ไป๋ไป่เป็นผู้หญิง ไป๋ไป่ไม่มีความสามารถมากนักจึงไม่สามารถช่วยแบ่งเบาความกังวลของท่านพ่อได้”

“แต่การร่ำเรียนวิชาแพทย์จะเป็นหนทางที่ไป๋ไป่จะช่วยทำบางสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ชาวประชาได้”

“ไป๋ไป่จึงทูลขอให้ท่านพ่อได้โปรดเมตตาไป๋ไป่ด้วย”

เมื่อกล่าวจบมู่ไป๋ไป่ก็ก้มหัวคำนับให้คนเป็นพ่อ

มู่เทียนฉงมองร่างเล็ก ๆ ของลูกสาวที่แทบจะแนบอยู่กับพื้นและพยายามสูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ เป็นเวลานาน จนกระทั่งในที่สุดเขาก็เอ่ยปากว่า “เป็นเรื่องที่ดีที่องค์หญิงหกมีใจที่จะช่วยเหลือราษฎรด้วยการเป็นหมอรักษาโรคภัย”

“เราจะปฏิเสธได้อย่างไร”

“หลังจากฉลองปีใหม่ เราจะจัดพิธีฝากตัวเป็นศิษย์ให้แก่เจ้า”

“ให้เจ้าฝากตัวเป็นศิษย์ของหุบเขาหมอเทวดาต่อหน้าทุกคนในใต้หล้า”

หลังจากมู่ไป๋ไป่ได้ยินสิ่งที่ผู้เป็นพ่อพูด ในที่สุดเธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและรีบกล่าวขอบคุณเขา

“นอกจากนี้ หว่านผินยังสั่งสอนบุตรีได้เป็นอย่างดี” ฮ่องเต้หนุ่มหันไปมองซูหว่านที่กำลังซับน้ำตาเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “เราขอแต่งตั้งให้หว่านผินเป็นหว่านกุ้ยเฟย”

เด็กหญิงรู้สึกประหลาดใจมากกับการกระทำของมู่เทียนฉง

ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกกังวลอยู่ไม่น้อยว่าจะทำเช่นไรหากมีคนมารังแกซูหว่านในตอนที่เธอออกจากวังหลวง

แต่ตอนนี้ท่านพ่อได้เลื่อนยศให้ท่านแม่เป็นกุ้ยเฟย โดยที่นางมีมีหน้ามีตาเทียบเทียมกับหรงเฟยและคนอื่น ๆ ในวังหลัง

นอกจากไทเฮากับมู่เทียนฉงแล้ว ซูหว่านก็ไม่จำเป็นจะต้องก้มหัวให้ใครเลย

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก

การได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกุ้ยเฟยของซูหว่านอาจกล่าวได้ว่าเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่มู่ไป๋ไป่ได้รับในวันเกิดของตัวเอง

คืนนี้เด็กหญิงรู้สึกมีความสุขมาก

จากนั้นมู่เทียนฉงก็ไม่ได้รั้งอยู่ที่อุทยานนานมากนัก ก่อนที่เขาจะขอตัวออกไปเนื่องจากมีงานที่รัดตัว

ทันทีที่ฝ่าบาทเสด็จกลับตำหนัก พระสนมที่เคยมีเรื่องกับตำหนักอิ๋งชุนก็พากันแยกย้ายไปคนละทาง เหลือเพียงมู่ไป๋ไป่กับเหล่าสหายของเธอเพียงเท่านั้น

และนี่เป็นสิ่งที่คนตัวเล็กต้องการมากที่สุด

“องค์หญิง ข้าสามารถเดินทางไปที่หุบเขาหมอเทวดากับพระองค์ได้หรือไม่?” ทันทีที่เซียวถังอี้คลายจุดให้กับเซียวถังถัง นางก็รีบพุ่งเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างกระตือรือร้น

“เจ้าเองก็อยากไปร่ำเรียนที่หุบเขาหมอเทวดาหรือ?” มู่ไป๋ไป่รู้สึกงุนงงที่จู่ ๆ เด็กหญิงคนนี้ก็เอ่ยปากถามเช่นนี้ “ทำไมล่ะ? เจ้าเองก็อยากเรียนวิชาแพทย์เหมือนกันหรือ หรือเจ้าก็เป็นเหมือนข้าที่ไม่อยากอยู่ในวังหลวง?”

“เอ๊ะ ช้าก่อน… ไม่สิ ดูเหมือนว่าเจ้าไม่ได้อาศัยอยู่ในวังหลวงตลอดเวลานี่นา”

เธอไปบังเอิญรู้มาในขณะที่สนทนากับเซียวถังอี้ว่าเซียวถังถังถูกเลี้ยงดูอยู่นอกวังหลวงมาโดยตลอด

นางจึงได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กธรรมดาทั่วไป

“เป็นเพราะข้าอยากอยู่กับองค์หญิงหกต่างหาก!” เซียวถังถังคว้าแขนของมู่ไป๋ไป่แล้วกะพริบตาที่ถอดแบบมาจากเซียวถังอี้ปริบ ๆ “องค์หญิงหก พระองค์พูดเองไม่ใช่หรือว่าเราเป็นสหายกัน”

“ถ้าเราเป็นสหายกัน ข้าก็ควรจะตามไปทุกที่ที่พระองค์อยู่ใช่หรือไม่?”

“เอ่อ…” มู่ไป๋ไป่รู้สึกสับสนพร้อมกับความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าควรร้องไห้หรือหัวเราะออกมาดี ในขณะที่เธอกำลังคิดอยู่ว่าจะตอบว่าอย่างไร เด็กตรงหน้าก็ถูกมือใหญ่ของใครบางคนลากตัวไป

“เจ้าคิดจะไปร่ำเรียนที่หุบเขาหมอเทวดาหรือ?” เซียวถังอี้เหลือบมองน้องสาวของตัวเองด้วยท่าทางเหยียดหยาม “เจ้ากลับไปท่องจำอักษรให้ครบก่อนเถอะ”

“ถ้าข้าอ่านอักษรไม่ออก ข้าจะไม่สามารถไปร่ำเรียนที่หุบเขาหมอเทวดาได้หรือ?” เซียวถังถังเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ถ้าเช่นนั้นข้าไม่ไปเป็นลูกศิษย์ของที่นั่นก็ได้ ข้าจะทำงานเป็นสาวใช้ขององค์หญิงหก”

“เช่นนี้ก็ไม่มีปัญหาใช่หรือไม่?”

เด็กหญิงรู้สึกว่าความคิดของนางยอดเยี่ยมมาก และนางก็แสดงท่าทางภาคภูมิใจ

“ท่านหญิง…” หลัวเซียวเซียวพูดขึ้นมาเบา ๆ “ให้หม่อมฉันดูแลองค์หญิงเถิดเพคะ…”

องค์หญิงหกของนางนั้นเก่งกาจมากจนทำให้ท่านหญิงผู้นี้ยังพยายามแย่งชิงตำแหน่งคนรับใช้ของนาง

“ถ้าอย่างนั้นข้าก็สามารถช่วยเจ้าได้” เซียวถังถังพูดขึ้นมาอย่างเป็นกังวล “องค์หญิงหกเป็นถึงองค์หญิง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่จะต้องมีคนรับใช้อยู่ข้างกายมากกว่าคนอื่นเพื่อเป็นการบ่งบอกสถานะที่ยิ่งใหญ่ของนาง”

“ยังมีข้าด้วย” จื่อเฟิงที่กำลังเคี้ยวขาหมูที่เขาไปหยิบมาจากที่ไหนสักแห่งจนทำให้ปากของเขาเปื้อนน้ำมัน “องค์หญิงหกมีข้ากับหลัวเซียวเซียวอยู่ข้างกายนาง”

เซียวถังถังหันไปมองหลัวเซียวเซียว จากนั้นก็มองจื่อเฟิงด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ข้า… ข้าไม่สนใจ อย่างไรเสียข้าก็จะต้องไปที่หุบเขาหมอเทวดาพร้อมกับองค์หญิง”

“ถ้าพระองค์ไม่พาข้าไปด้วย ข้าก็จะแอบเข้าไปเอง”

“ไม่มีใครสามารถขวางข้าได้หรอก!”

“เซียวถังถัง!!” เซียวถังอี้ขมวดคิ้วพร้อมกับเอ่ยเตือน “อย่าได้พูดจาไร้สาระอีก”

“ฮืออออ! ท่านพี่ ท่านใจร้ายกับข้าจริง ๆ” เซียวถังถังเบะปากทำหน้าบึ้งตึง ในขณะที่ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ “ไหนบอกว่าท่านจะไม่ทำข้าเจ็บอีก! ท่านไม่เคยตะโกนใส่ข้าเช่นนี้มาก่อน”

“ฮือ ๆๆๆ! ท่านไม่รักน้องสาวคนนี้แล้ว โฮฮฮฮ!!!”

“...” คนเป็นพี่ชายถึงกับพูดอะไรไม่ออก

ภาพเช่นนี้เป็นภาพที่หาได้ยากมาก มู่ไป๋ไป่ที่ยืนมองอยู่ด้านข้างรู้สึกว่ามันแปลกมาก

แต่ในไม่ช้าเธอก็ต้องตกใจกับเสียงร้องไห้ของเซียวถังถัง

ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่าทำไมเซียวถังอี้ถึงกับทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้ยินเสียงนางร้องไห้

ที่แท้เขากลัวเซียวถังถังนี่เอง

เพราะเสียงร้องไห้ของนางสามารถอธิบายได้เพียงคำว่า ‘ฟ้าดินสั่นสะเทือน’

เมื่อมู่ไป๋ไป่เห็นว่าเซียวถังถังร้องไห้หนักมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอก็เข้าไปปลอบโยนนางโดยบอกว่าถ้านางได้รับอนุญาตจากเจียงเหยา เธอก็จะพานางเดินทางไปยังหุบเขาหมอเทวดากับเธอ

“จริงหรือ?” เด็กหญิงมองอีกฝ่ายทั้งที่ยังสะอื้นไห้ “องค์หญิงหก พระองค์ไม่ได้โกหกข้าใช่หรือไม่?”

“ข้าไม่ได้โกหกเจ้า” คนตัวเล็กแอบขอโทษว่าที่อาจารย์ของตัวเองในใจ “เจ้าเช็ดหน้าเช็ดตาสักหน่อย แล้วข้าจะบอกเรื่องว่าที่อาจารย์ของข้าให้เจ้าฟัง”

“เพียงเท่านี้ เจ้าก็จะสามารถไปขออนุญาตจากนางได้”

“ตกลง!” เซียวถังถังรีบผละออกจากมือพี่ชายและเดินไปพร้อมกับมู่ไป๋ไป่

ทางด้านเซียวถังอี้ได้แต่มองเด็กแสบ 2 คนเดินจากไปด้วยสีหน้าซับซ้อนอยู่ชั่วขณะ

ในเวลาเดียวกัน ชิงหานที่ติดตามผู้เป็นนายมาโดยตลอดอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาว่า “องค์หญิงหกเป็นคนที่น่าทึ่งมาก คุณหนูไม่เคยหยุดร้องไห้เร็วขนาดนี้มาก่อนเลยขอรับ”

จบบทที่ บทที่ 247: ข้าอยากไปหุบเขาหมอเทวดากับพระองค์

คัดลอกลิงก์แล้ว