เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 245: เปิดโปง

บทที่ 245: เปิดโปง

บทที่ 245: เปิดโปง


“ท่านพี่! ท่านสนิทกับองค์หญิงหกไม่ใช่หรือ? ท่านช่วยพูดแทนนางสิ!” เซียวถังถังที่อยู่ด้านข้างรู้สึกเป็นกังวลมากจึงกระตุกแขนเสื้อเซียวถังอี้ที่กำลังดื่มอย่างสบายใจอยู่ “ท่านไม่เห็นราชครูคนนั้นหรือ ดูเหมือนว่าเขาจงใจหาเรื่องกันชัด ๆ”

“แล้วยังมีลี่เฟยกับหรงเฟยอีก”

“ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินคนพูดกันมากมายเกี่ยวกับเรื่องในวังหลัง พวกนางมีความแค้นกับองค์หญิงหก ดังนั้นพวกนางจึงช่วยหนุนหลังราชครู”

“แต่องค์หญิงคงไม่สามารถห้าม…”

“ท่านพี่! เลิกดื่มได้แล้ว!”

เซียวถังถังเห็นว่าพี่ชายของตนไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย นางจึงคว้าจอกสุราจากมือของเขาออกมา

ทว่านางคว้าได้เพียงอากาศเพราะอีกฝ่ายเบี่ยงหลบทัน

“นั่งดี ๆ” เซียวถังอี้ผลักน้องสาวตัวยุ่งให้กลับไปนั่งที่ของตัวเอง “แล้วคอยดูต่อไปเงียบ ๆ เถอะ”

“ท่านจะให้ข้าทนอยู่เฉย ๆ ได้อย่างไร!” เด็กหญิงรู้สึกไม่พอใจและพยายามขัดขืน แต่ไม่ว่านางจะดิ้นรนมากเพียงใด คนเป็นพี่ชายก็ยังสามารถปรามนางไว้ได้ด้วยฝ่ามือใหญ่ “ไม่จำเป็นจะต้องคิดให้เยอะข้าก็รู้ว่าคนที่ราชครูพูดถึงคือองค์หญิงหก”

“แล้วจากนั้นฝ่าบาทก็จะทรงมีคำสั่งให้ทำพิธีบูชายัญองค์หญิงหกหรืออะไรทำนองนั้น”

“พวกเราเป็นสหายขององค์หญิง เราจะทนอยู่เฉยปล่อยให้นางถูกคนใส่ร้ายได้อย่างไร”

ทางด้านเซียวถังอี้ที่ไม่รู้จะจัดการกับน้องสาวได้อย่างไร สุดท้ายเขาจึงทำการสกัดจุดให้นางอยู่นิ่ง ๆ

“เจ้าลองคิดดูนะ เจ้าคิดว่าองค์หญิงหกจะคิดเรื่องนี้ไม่ได้หรืออย่างไร?” จากนั้นเด็กหนุ่มก็หันหัวเล็ก ๆ ของอีกฝ่ายไปด้านข้างแล้วพูดว่า “ดูสิ องค์หญิงหกของเจ้ามีแผนของนางเอง”

เมื่อพี่ชายกล่าวเช่นนี้ เซียวถังถังก็เพิ่งเข้าใจว่าตนเป็นกังวลมากไปเอง

ในเวลาเดียวกัน ท่าทางของมู่เทียนฉงกลับอ่อนลงเนื่องจากคำพูดของมู่ไป๋ไป่ แต่ดวงตาของเขายังคงแสดงออกถึงความไม่พอใจเมื่อเขามองไปที่ราชครู “ท่านราชครู เราหวังว่าท่านจะจดจำเอาไว้”

“เราแต่งตั้งให้ท่านเป็นราชครูได้ เราก็สามารถทำลายท่านได้เช่นกัน”

ยามที่ราชครูสบตากับบิดาของแผ่นดินเขาก็ตัวสั่นสะท้าน แต่เมื่อเขาขึ้นบนหลังเสือแล้ว เขาจึงทำได้เพียงกัดฟันพูดว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา ทุกสิ่งที่กระหม่อมทำก็เพื่อแคว้นเป่ยหลง กระหม่อมระลึกพระคุณของพระองค์ไว้ขึ้นใจพ่ะย่ะค่ะ”

“เมื่อไม่กี่วันก่อน กระหม่อมมองดูท้องฟ้าแล้วสรุปได้ว่าเป่ยหลงกำลังจะพบกับหายนะ”

“ความแห้งแล้งและสงครามก่อนหน้านี้เป็นสัญญาณจากสวรรค์ที่ส่งมาถึงเรา”

“มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ!” หรงเฟยอุทานเสียงดัง และจ้องไปที่มู่ไป๋ไป่ด้วยดวงตาเป็นประกาย “ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามท่านราชครูได้หรือไม่ว่า เราจะผ่านพ้นภัยพิบัตินี้ไปได้อย่างไร?”

“ก่อนหน้านี้ข้ากับไทเฮาได้ไปที่วัดฮู่กั๋วเพื่อสวดมนต์ขอพรให้กับแคว้นเป่ยหลง มันไม่ได้ผลอะไรเลยหรือ?”

“ถ้าเป็นภัยพิบัติธรรมดา การสวดมนต์ขอพรนั้นย่อมมีประโยชน์” ราชครูพยักหน้าและแสร้งพูดขึ้นมาว่า “แต่ภัยพิบัติในครั้งนี้เกิดจากคนคนเดียว”

“ดังนั้นหากบุคคลนั้นยังไม่ถูกกำจัดออกไป แคว้นเป่ยหลงคงไม่อาจหลีกเลี่ยงภัยพิบัติในครั้งนี้ไปได้”

“ทุกครั้งที่เกิดขึ้น จะมีชีวิตสูญสิ้น ผู้คนนับหมื่นต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก…”

“มีเพียงต้องกำจัดบุคคลนี้เพียงเท่านั้น!” หรงเฟยตอบอย่างกระตือรือร้นทันที “ท่านราชครูพูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าท่านรู้แล้วว่าบุคคลนั้นเป็นใคร เช่นนั้นก็ขอให้ท่านราชครูรีบบอกฝ่าบาท ให้พระองค์ได้ขจัดภัยร้ายนี้ออกไปในเร็ววัน”

ขณะนี้มู่ไป๋ไป่ก้มหน้าลงต่ำฟังบทสนทนาที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยของราชครูกับหรงเฟย และแอบเยาะเย้ยอยู่ในใจ

ก่อนหน้านี้เธอเคยคิดว่าราชครูกับลี่เฟยสมรู้ร่วมคิดที่จะส่งเธอให้เข้าไปอยู่ในตำหนักเย็น

ทว่าปัจจุบันดูเหมือนว่าพวกเขาหมายจะเอาชีวิตเธอมากกว่า

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อย่าได้โทษที่เธอไม่ปรานีก็แล้วกัน!

“บุคคลที่เป็นต้นเหตุของภัยพิบัติคือองค์หญิงหก” เมื่อราชครูเห็นว่าแผนการใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็พูดด้วยสีหน้าเศร้าใจว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมทราบว่าพระองค์ทรงโปรดปรานองค์หญิงหกมาก”

“แต่องค์หญิงหกเกี่ยวข้องกับชะตากรรมของแว่นแคว้น กระหม่อมหวังว่าฝ่าบาทจะละทิ้งความรู้สึกส่วนพระองค์ และคิดถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ”

“เป็นไปไม่ได้!” ซูหว่านผุดลุกขึ้นตะโกนเสียงดัง “ไป๋ไป่ไม่ใช่ภัยพิบัติของแคว้น!”

“หว่านผิน ในฐานะมารดา กระหม่อมเข้าใจความรู้สึกของพระสนมที่พยายามปกป้องคนในสายเลือดของตัวเอง” ราชครูกล่าวพลางถอนหายใจ “แต่กระหม่อมขอถามพระสนมหน่อยว่า ก่อนที่นางจะอายุ 4 ขวบ นางแตกต่างจากคนทั่วไปหรือไม่?”

แน่นอนว่าซูหว่านรู้สึกอึดอัดกับคำถามนี้

ทุกคนในวังหลวงรู้ดีว่ามู่ไป๋ไป่เคยมีปัญหาเรื่องสติปัญญามาก่อน ดังนั้นในจุดนี้จึงทำให้ทุกคนหันไปมองมู่ไป๋ไป่กันเป็นตาเดียว

“นั่นเป็นเพราะองค์หญิงหกไม่มี 3 จิต 7 วิญญาณครบสมบูรณ์จึงทำให้นางสติไม่ดี” ราชครูลูบเคราตัวเองขณะพูดเรื่องไร้สาระด้วยท่าทางจริงจัง “ตอนนี้พระองค์กลับมาเป็นปกติแล้ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะมันแลกมาด้วยชะตากรรมของแคว้นเป่ยหลง”

มู่ไป๋ไป่ที่ได้ยินดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น เพราะคิดว่าสิ่งที่ชายชราพูดนั้นค่อนข้างจะคุ้นหู

“สิ่งที่ราชครูหมายถึงก็คือโชคลาภของแคว้นเป่ยหลงของเราได้กลายเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงองค์หญิงหกอย่างนั้นหรือ?” หรงเฟยยกมือขึ้นปิดปากพร้อมกับทำตาโต “และหากองค์หญิงหกเติบโตขึ้น โชคชะตาของแคว้นก็จะถูกกลืนกินไปมากขึ้นเรื่อย ๆ?”

“พ่ะย่ะค่ะ” ราชครูพยักหน้ารับเบา ๆ “หรงเฟยเข้าใจถูกต้องแล้ว นี่คือเหตุผลที่กระหม่อมจำเป็นต้องทูลเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน”

“ขอฝ่าบาททรงตัดสินด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

มู่เทียนฉงเลิกคิ้วแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ใบหน้าหล่อเหลาอันแสนเย็นชาของเขาแสดงอารมณ์เพียงเล็กน้อยซึ่งมันทำให้ผู้คนไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าชายผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่

“ไป๋ไป่ เจ้ามีอะไรจะพูดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาของราชครูหรือไม่?” ฮ่องเต้หนุ่มที่เงียบไปนานจู่ ๆ ก็หันไปถามลูกสาว

มู่ไป๋ไป่รีบยืดตัวตรงแล้วตอบว่า “ทูลท่านพ่อ ไม่มีเพคะ”

ขณะเดียวกัน ซูหว่านกับเซียวถังถังต่างมีสีหน้ากังวลขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำพูดขององค์หญิงหก

“แต่หม่อมฉันมีบางอย่างจะกราบทูลเกี่ยวกับตัวตนของท่านราชครู” คนตัวเล็กหยุดไปสักครู่แล้วพูดต่อว่า “นับตั้งแต่ที่หม่อมฉันได้ยินว่าราชครูคนใหม่มีความสามารถในการควบคุมลมฝนได้ หม่อมฉันก็รู้สึกสงสัยในตัวของท่านราชครู”

“ด้วยความเลื่อมใส หม่อมฉันจึงได้ส่งคนไปยังบ้านเกิดของท่านราชครูเพื่อสร้างอนุสาวรีย์และอารามเพื่อเป็นการตอบแทน”

“แต่ไม่คาดคิดว่าหม่อมฉันจะได้ยินเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับท่านราชครูเข้าโดยบังเอิญ”

คำกล่าวนั้นทำให้สีหน้าของราชครูเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“หืม?” มู่เทียนฉงเลิกคิ้ว “เจ้าลองเล่าให้เราฟังสิ”

“หม่อมฉันเห็นว่าทั้งผมและเคราของท่านราชครูเปลี่ยนเป็นสีขาว หม่อมฉันก็คิดว่าท่านราชครูมีอายุมากแล้ว…”

“องค์หญิงหกจะไปเข้าใจอะไร” หรงเฟยจงใจพูดขัดจังหวะ “ท่านราชครูอยู่ทัดเทียมสวรรค์ เขาอาจจะอายุมากกว่าที่องค์หญิงคิด”

“จริงหรือเพคะ?” มู่ไป๋ไป่ยิ้มให้หรงเฟย ก่อนจะเอ่ยถามว่า “แล้วเหตุใดคนที่บ้านเกิดของท่านราชครูถึงบอกว่าเขามีอายุเพียง 30 ปีเศษเท่านั้นล่ะเพคะ?”

คำถามของเด็กหญิงส่งผลให้รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวชะงักค้างไปทันที ในขณะที่ทุกคนอุทานออกมาพร้อมเพรียงกัน

“เป็นไปได้อย่างไร?”

“ภายนอกของราชครูดูแก่กว่าปู่ทวดของข้าอีก เขาจะอายุเพียงแค่ 30 ปีเศษได้อย่างไรกัน?”

“ใช่ ๆ … เป็นไปไม่ได้…”

ในระหว่างการสนทนาของผู้คน ลี่เฟยก็หันไปมองราชครูด้วยสายตาประหลาดใจ พร้อมกับที่สีหน้าของนางค่อย ๆ เปลี่ยนไป

“พวกท่านไม่เชื่อหรือ? ไป๋ไป่เองก็ไม่เชื่อเช่นกัน” มู่ไป๋ไป่ยกมือขึ้นแล้วพูดเสียงหวาน “แต่นั่นคือสิ่งที่คนในบ้านเกิดของท่านราชครูพูด”

“หนึ่งในนั้นเป็นเพื่อนบ้านของท่านราชครูด้วย เขาบอกว่าเขาเฝ้าดูท่านราชครูเติบโตมาด้วยตาของเขาเอง”

“เขาพูดว่าตอนเด็ก ๆ ท่านราชครูร่างกายอ่อนแอ ทำให้เขาหมกมุ่นอยู่กับการฝึกตน จนทำให้เขาแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปี”

“หลังจากนั้น ท่านราชครูก็มักจะเก็บตัวบำเพ็ญเพียร”

“ครั้งสุดท้ายที่เพื่อนบ้านเห็นท่านราชครู ผมของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีขาว หลังค่อมเหมือนคนอายุ 100 ปีเสียแล้ว”

“ไร้สาระ!” ใบหน้าของราชครูเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม “กระหม่อมเป็นนักพรตที่กักตัวฝึกฝนบนภูเขามานาน กระหม่อมมีเพียงพืชผักอยู่เป็นเพื่อน กระหม่อมไม่มีเพื่อนบ้านอย่างที่พระองค์พูด ไม่จำเป็นต้องพูดถึงบ้านเกิดของกระหม่อมด้วยซ้ำ!”

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: โดนเจ้าตัวเล็กสวนกลับเข้าให้แล้ว ราชครูจะแก้เกมยังไงล่ะทีนี้

จบบทที่ บทที่ 245: เปิดโปง

คัดลอกลิงก์แล้ว