เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 216: หม่อมฉันอยากอยู่ที่นี่

บทที่ 216: หม่อมฉันอยากอยู่ที่นี่

บทที่ 216: หม่อมฉันอยากอยู่ที่นี่


“เหตุใดเจ้าถึงทำท่าทางเช่นนั้น?” ฮ่องเต้หนานซวนมองมู่ไป๋ไป่และถามออกมาด้วยความรู้สึกสับสนเมื่อเห็นว่านางดูจะไม่พอใจ

เด็กหญิงตอบออกไปตามตรงว่า “หม่อมฉันไม่อยากกลับไปเพคะ”

คราวนี้ผู้เป็นฮ่องเต้ยิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้น การที่จู่ ๆ เด็กคนหนึ่งไม่อยากกลับบ้าน ประกอบกับทุกสิ่งที่นางพูดมันทำให้เขาแปลกใจมาก

มู่ไป๋ไป่เห็นท่าทางไม่เข้าใจของฝ่ายตรงข้าม แต่เธอก็ไม่ตั้งใจที่จะอธิบายอะไรให้เขาฟัง แล้วเธอก็พูดต่อว่า “หม่อมฉันเพียงแค่ไม่อยากกลับไป”

ฮ่องเต้หนานซวนไม่คาดคิดว่าองค์หญิงจะตอบเช่นนี้ เขาจึงมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นสักพักก่อนจะพูดว่า “ถ้าเจ้าไม่กลับไปตอนนี้ก็จะไม่มีโอกาสให้กลับไปอีกแล้วนะ”

ถึงกระนั้นมู่ไป๋ไป่ก็ยังแสดงท่าทีสงบนิ่ง “ถึงพระองค์ไม่อนุญาต หม่อมฉันก็ไม่ได้คิดที่จะกลับไปเพคะ”

ตอนนี้ดูเหมือนคนตัวเล็กจะไม่สนใจเกี่ยวกับเรื่องที่จะกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองเลย นั่นทำให้ฮ่องเต้หนานซวนประหลาดใจยิ่งขึ้นไปอีก เดิมทีเขารู้สึกแปลก ๆ ที่องค์หญิงหกไม่ยินยอมที่จะกลับไป

แม้ว่านางจะเป็นเด็กที่ไม่มีใครในแคว้นเป่ยหลงรัก แต่นางก็ต้องยอมรับสิ่งหนึ่งว่าสถานะของนางในแคว้นเป่ยหลงนั้นทรงอำนาจมาก

หลังจากที่นางกลับไปยังบ้านเกิด นางก็ยังจะได้รับการปรนนิบัติในฐานะองค์หญิงซึ่งมันทำให้นางไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ

“หม่อมฉันแค่ไม่อยากไปไหน” มู่ไป๋ไป่ย้ำเป็นครั้งที่ 3 แล้วเด็กหนุ่มก็ส่งสายตาเคลือบแคลงสงสัยมองเธออีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน เธอก็พูดออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หม่อมฉันไม่อาจทนทิ้งพระองค์ไปได้”

เดิมทีฮ่องเต้อยากจะได้ยินคำตอบอื่นจากองค์หญิง แต่จู่ ๆ เขาก็ได้ยินคำพูดเช่นนี้จากปากของนาง มันทำให้สีหน้าของเขามืดมนลง และดวงตาที่มองเด็กตรงหน้าก็เรียบนิ่งอยู่เป็นเวลานาน

“หม่อมฉันไม่อยากกลับไป…” มู่ไป๋ไป่พึมพำเสียงเบาลงเรื่อย ๆ ในขณะที่เธอก้าวเข้าไปคว้าชายเสื้อของฮ่องเต้หนานซวนเอาไว้แน่น

แม้ว่าการกระทำนี้จะอุกอาจมาก แต่เธอก็ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เด็กหนุ่มที่คอยมองจับผิดเธออยู่ตลอดเวลาไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นใด

แล้วเขาก็เปิดปากถามคนตัวเล็กกว่า “ที่แคว้นเป่ยหลงไม่มีใครที่เจ้าห่วงหาเลยหรือ?”

เด็กหญิงไม่คิดว่าฮ่องเต้หนานซวนจะถามคำถามนี้กับเธอ แต่เพื่อให้ทั้ง 2 สนิทสนมกันมากขึ้น เธอจึงพยักหน้าตอบว่า “...เพคะ ทุกคนพูดกันไปเองว่าหม่อมฉันได้รับความโปรดปรานมากที่สุด”

มู่ไป๋ไป่อึกอักพูดไม่ออกอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เธอจะช้อนสายตามองชายตรงหน้าด้วยสายตาเศร้าสร้อย

ในขณะที่มือเล็กกำชายเสื้อแน่นยิ่งขึ้นจนทำให้ฮ่องเต้หนานซวนต้องพูดกับคนตัวเล็กว่า “เจ้าอย่าจับแน่นนักสิ เสื้อผ้าข้ายับหมดแล้ว”

ถึงมู่ไป๋ไป่จะได้ยินดังนั้น แต่เธอก็ยังกำชายเสื้อเขาไว้แน่นเพราะเธอกลัวว่าถ้าเธอปล่อยไป ทุกอย่างที่ทำมาจะพังลง

นั่นยิ่งส่งผลให้ผู้เป็นฮ่องเต้ทำตัวไม่ถูก จากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปดึงมือเล็ก ๆ ขององค์หญิงน้อยออกจากชายเสื้อ และย้ำคำเดิมที่เขาพูดไปก่อนหน้านี้ แม้แววตาของเขาจะดูขุ่นเคืองไปสักหน่อยก็ตาม

“ข้าบอกว่าจะส่งเจ้ากลับ แต่ถ้าเจ้าไม่อยากกลับไป ข้าก็จะไม่บังคับ” เด็กหนุ่มพูดขึ้น

มู่ไป๋ไป่มองคนตรงหน้าอย่างตกตะลึงอีกครั้ง เพราะเธอไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะใส่ใจความคิดเห็นของเธอมากขนาดนี้

“กษัตริย์ตรัสแล้วย่อมไม่คืนคำ” เด็กหญิงรู้สึกว่าปฏิกิริยาบางอย่างของเธอเป็นไปตามสัญชาตญาณในสายตาของฮ่องเต้

ด้วยเหตุนี้เอง เธอจึงจงใจเอ่ยประโยคข้างต้นเพื่อให้อีกฝ่ายเชื่อใจเธอ

และปฏิกิริยาของฮ่องเต้หนานซวนในครั้งนี้ก็ทำให้คนตัวเล็กรู้สึกมั่นใจขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเขาเชื่อใจตนมากขึ้นจริง ๆ

“ฝ่าบาท หม่อมฉันอยากอยู่ข้างกายพระองค์จริง ๆ เพคะ” มู่ไป๋ไป่ย้ำจุดยืนต่อหน้าอีกฝ่าย

ในแคว้นหนานซวน เขาเคยได้ยินคนมากมายให้เหตุผลหลายประการว่าทำไมถึงต้องการสวามิภักดิ์ต่อเขา แต่เขาไม่เคยพบเจอใครที่ต้องการติดตามเขาด้วยความจริงใจอย่างเด็กคนนี้มาก่อน

“ตกลง” ฮ่องเต้หนานซวนตอบรับคำขอของคนตัวเล็กโดยไม่คิดอะไรอีก

นั่นทำให้มู่ไป๋ไป่รู้สึกประหลาดใจมาก ถ้าตอนนี้เธอไม่ได้ถูกจับเป็นตัวประกัน มันก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เธอจะได้มาอยู่ในแคว้นหนานซวน

ดังนั้นเด็กหญิงจึงเริ่มร้องไห้อีกครั้ง

ปกติฮ่องเต้หนานซวนเป็นคนประเภทที่ปลอบใจใครไม่เป็น ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเขาจะพยายามมากเพียงใด เจ้าตัวเล็กก็ไม่หยุดร้อง

หลังจากเด็กหนุ่มทนฟังเสียงร้องไห้ของเด็กน้อยมาสักพัก เขาก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นเรื่อย ๆ เดิมทีเขาอยากจะถามคำถามนางเพื่อหยั่งเชิงต่อไป แต่เขาก็ต้องเลือกที่จะยอมแพ้

ทว่าปฏิกิริยาถัดไปขององค์หญิงตัวน้อยก็ทำให้เขาต้องตกตะลึงอีกครั้ง

“ฝ่าบาท หม่อมฉันหิวแล้วเพคะ” เนื่องจากมู่ไป๋ไป่พยายามหยั่งเชิงความคิดของฮ่องเต้หนานซวนมาเป็นเวลานาน เป็นผลให้ตอนนี้เธอรู้สึกหิวมากจริง ๆ

ทางด้านเด็กหนุ่มทำเพียงแค่ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วกอดอกถามออกมาว่า “ถ้าข้ารั้งเจ้าไว้ที่แคว้นหนานซวน เจ้าจะไม่คิดถึงครอบครัวของเจ้าจริง ๆ หรือ?”

จู่ ๆ เด็กหญิงก็ได้รับคำถามแบบกะทันหัน ดวงตากลมโตจึงเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เพราะเธอคิดถึงหลาย ๆ คนมากจริง ๆ

แต่เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจ มู่ไป๋ไป่เลยเลือกที่จะส่ายหัวเต็มแรง ก่อนจะเลียนแบบท่าทีของฮ่องเต้เวลาพูด

“หม่อมฉันไม่คิดถึงใครหรอกเพคะ ถึงอย่างไรคนพวกนั้นก็ไม่ได้สนใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”

ผู้เป็นฮ่องเต้รู้สึกแปลกใจกับคำตอบของคนตัวเล็ก

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาไม่สนใจเจ้า ถ้าพวกเขาไม่สนใจเจ้าจริง ๆ ข้าเกรงว่าข้าจะไม่มีโอกาสได้เจรจากับพวกเขาด้วยซ้ำ” เด็กหนุ่มพูดเช่นนี้เพื่อเป็นการปลอบโยนเด็กน้อย

วาจานั้นทำให้มู่ไป๋ไป่เริ่มระวังตัวมากยิ่งขึ้น แม้เธอจะเคยคิดว่าฮ่องเต้หนานซวนทั้งโง่เขลาและไร้เดียงสา แต่การกระทำส่วนใหญ่ของเขาไม่ได้โง่เลย เขาดูค่อนข้างฉลาดมากด้วยซ้ำ เธอจึงต้องระมัดระวังในการรับมือกับเขาเสมอ

“พระองค์ได้เจรจากับชาวเป่ยหลงแล้วหรือเพคะ?”

เด็กหนุ่มพยักหน้าให้เด็กหญิงเป็นคำตอบ ก่อนจะกล่าวว่า “หลังจากที่เจ้าถูกพาตัวมา ข้าได้ส่งข่าวให้กับคนของแคว้นเป่ยหลงทราบทันที”

เขาแจ้งฝั่งโน้นทันที!

มู่ไป๋ไป่เบิกตามองอีกฝ่าย ชั่วครู่หนึ่งเธอรู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนโง่

ก่อนหน้านี้เธอพยายามโกหกเพื่อหลอกล่อฮ่องเต้หนานซวนไปต่าง ๆ นานาว่าตนไม่เป็นที่ต้องการ แต่ความจริงตรงหน้าได้ตบเข้าที่ใบหน้าของเธอเต็มแรง

ตอนนี้ดูเหมือนว่านอกจากเธอจะโน้มน้าวฮ่องเต้พระองค์นี้ไม่ได้แล้ว เธอยังทำให้ตัวเองต้องอับอายต่อหน้าฝ่ายศัตรูอีกด้วย

“แล้วพวกเขาเป็นอย่างที่หม่อมฉันพูดหรือไม่ พวกเขาไม่สนใจหม่อมฉันเลยใช่หรือไม่เพคะ?” มู่ไป๋ไป่ถามพร้อมกับทำหน้าเศร้าสร้อย

เด็กหนุ่มเหลือบมองคนตัวเล็กแล้วพยักหน้า

“หลังจากที่เซียวถังอี้ได้ฟังคำพูดของทูตที่ไปส่งข่าว เขาก็พูดออกมาเพียงว่า อย่างน้อยก็มีภาระน้อยลง 1 เรื่อง”

มู่ไป๋ไป่ที่ได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป แล้วเธอก็ถลึงตามองคนเป็นฮ่องเต้ด้วยความโกรธ

“พระองค์ตรัสว่าเช่นไรนะเพคะ?” เด็กหญิงฟังไม่ผิดแน่นอนว่าเขาพูดชื่อเซียวถังอี้ แต่อีกฝ่ายกลับพูดถึงสิ่งที่เจ้าสัตว์ประหลาดตอบกลับซึ่งทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา

“เขาบอกว่าความเป็นความตายของเจ้าไม่สำคัญ” เด็กหนุ่มพูดขึ้นอีกครั้ง

มู่ไป๋ไป่นิ่งอึ้งไป เมื่อเธอมองหน้าอีกฝ่าย ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเชื่อมั่นในตัวเธอมากขนาดนี้

ที่แท้เขาได้ส่งคนไปเจรจากับเซียวถังอี้เพื่อหาหลักฐานเรียบร้อยแล้ว เดิมทีคนตัวเล็กคิดว่าด้วยสถานะปัจจุบันของเธอ คนพวกนั้นจะหาทางช่วยเหลือเธออย่างเต็มที่

แต่คำตอบที่เธอได้รับจากฮ่องเต้หนานซวนกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้มู่ไป๋ไป่รู้สึกผิดหวังมากจริง ๆ

ขณะเดียวกัน เมื่อฮ่องเต้หนานซวนเห็นท่าทีเหม่อลอยของมู่ไป๋ไป่ เขาก็ยิ้มมุมปากก่อนจะก้าวเข้าไปตบไหล่ปลอบอีกฝ่าย

“ข้าเข้าใจว่าเจ้ารู้สึกเช่นไร” เด็กหนุ่มพูดปลอบเด็กน้อย

คำพูดและการกระทำของคนตรงหน้ายิ่งทำให้เด็กหญิงพูดไม่ออก เธอรู้สึกไม่กล้าสู้หน้าฮ่องเต้หนานซวน เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่เธอปลอบใจเขา คำบางคำนั้นเป็นเพียงการโกหก

เนื่องจากการพยายามตีสนิทของเธอ มันอาจจะทำให้พวกเธอไว้วางใจกันมากขึ้น แต่ปรากฏว่าเป็นเธอที่คิดเข้าข้างตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว

หลังจากสังเกตให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง ดูเหมือนว่ามันจะมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้คนผู้นี้แสดงออกเช่นนั้น

“เซียวถังอี้ตอบกลับมาเช่นนั้นจริง ๆ หรือเพคะ?” มู่ไป๋ไป่เอ่ยถาม

ฮ่องเต้หนานซวนไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะถามเช่นนี้ เขาหันไปมองนางด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจเล็กน้อย

จากนั้นเขาก็อุ้มเด็กน้อยขึ้นมาตรงหน้า

มู่ไป๋ไป่ไม่ได้ขัดขืนอะไรมากนัก แต่เธอยังคงมองเด็กหนุ่มด้วยสีหน้าจริงจังเช่นเดิม

ถึงแม้ใบหน้ากลมมนจะแสดงออกว่าอยากรู้คำตอบมาก ทว่าการกระทำของเจ้าตัวนั้นแตกต่างจากเด็กทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

--------------------------------------------------

พูดคุยท้ายตอนกับเสี่ยวเถียว: เวรกรรม กลายเป็นตัวเองที่โดนปั่นหัวเสียเอง แต่ด้วยนิสัยของเซียวถังอี้ จะพูดแบบนั้นก็ไม่แปลกเพราะไม่ต้องการตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและวิ่งเต้นอยู่บนฝ่ามือของศัตรู

คุณนักอ่านที่น่ารักทั้งหลาย E-Book ไป๋ไป่ เล่ม 10 วางขายเป็นที่เรียบร้อยแล้วน้า นักอ่านท่านใดรอเก็บ E-Book อยู่สามารถเข้าไปจับจองกันได้ที่ลิงก์ด้านล่างเลยจ้า~

MEB: https://shorturl.asia/obmwv

จบบทที่ บทที่ 216: หม่อมฉันอยากอยู่ที่นี่

คัดลอกลิงก์แล้ว